วันที่ ๑ มีนาคม ๕๓ แกนนำและแนวร่วมจำนวนนับพันที่ตกผลึกจากสิทธิชุมชน จิตสำนึกรักษ์บ้านเกิด ร่วมกันรณรงค์ในเมือง อย่างตื่นรู้ในการปกป้องรักษาฐานทรัพยากรและต้นทุนของชีวิต ใช้สโลแกนที่ว่า “จากภูเขาถึงทะเล เราต้องกำหนดอนาคตตัวเอง”

ยกพลในเมือง ปิดประตูเมืองคอน

ไล่ตะเพิดนายทุนต่างชาติ โครงการยักษ์กินเมือง

เรื่อง/ภาพ  สานศรัทธา
ที่มา ศูนย์ข่าวพลเมืองฅนคอน ปีที่ 1 ฉบับที่ 3  16 กุมภาพันธ์  – 31 มีนาคม  53
 
                วันเพ็ญ เดือนสาม มาฆบูชา ตามศาสนาพุทธ คือพระสงฆ์ล้วนเป็นพระอรหันต์ ที่พระพุทธเจ้าอุปสมบทให้ มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย เพื่อจรรโลงศาสนา
                วันที่ ๑ มีนาคม ๕๓ แกนนำและแนวร่วมจำนวนนับพันที่ตกผลึกจากสิทธิชุมชน จิตสำนึกรักษ์บ้านเกิด ร่วมกันรณรงค์ในเมือง อย่างตื่นรู้ในการปกป้องรักษาฐานทรัพยากรและต้นทุนของชีวิต ใช้สโลแกนที่ว่า “จากภูเขาถึงทะเล เราต้องกำหนดอนาคตตัวเอง”
                สืบเนื่องจากงานสมัชชาประมงพื้นบ้าน ที่ อ.ท่าศาลา วันสุดท้ายของการสัมมนา พี่น้องประชาชนในจังหวัดนคร และจังหวัดอื่นของภาคใต้ ได้ร่วมกันรณรงค์ เพื่อให้เห็นสิทธิของประมงพื้นบ้าน และสิทธิที่ควรได้รับของชุมชนและอยู่อย่างเป็นสุขในผืนแผ่นดินนี้
                สองประเด็นหลักใหญ่ที่ชูขึ้นมา คือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และท่าเรือเชฟรอน ซึ่งเป็นสองโครงการที่พยายามเดินหน้าอย่างหนัก ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากหลายฝ่ายอย่างหนักเช่นเดียวกัน
                เพราะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แสดงทีท่าว่าจะลงหลักปักฐานที่ อ่าวท้องชิง อ.ขนอม ส่วนท่าเรือเชฟรอน พยายามอย่างหนักที่จะเปิดประตูเมือง เข้ายึดพื้นที่ ทั้งในส่วนสนามบินที่ปากพูน และสร้างท่าเรือที่ บ้านบางสาร ต.กลาย
                ดังนั้นสัญลักษณ์หนึ่งที่ชุมชนร่วมกันแสดงออก คือ “ปิดประตูเมืองคอน ตะเพิดนายทุนต่างชาติ”
                ก๊ะแวว จากบ้านท่าสูง ท่าศาลา ซึ่งเป็นเจ้าภาพ จัดงานสมัชชาประมงพื้นบ้าน และเข้าร่วมรณรงค์ในครั้งนี้ กล่าวว่า “หลังจากนี้มีเวทีที่ไหนจะเข้าร่วมหมด เราเป็นชาวประมง หากินในทะเล หากเขามาทำลายทะเลเสียแล้ว เราจะหากินที่ไหน มีชุมนุมเรียกร้องที่ไหนขอให้บอก อย่าให้มันเกิดที่บ้านเรา ไม่มีใครรักเลบ้านเรา เท่ากับเราที่หากินอยู่ทุกวันหรอก”  บอกพร้อมกับเดินแจกเอกสารสองข้างทางอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย
                จุดแรกที่ปักหลักในเมือง คือ สนามกีฬา จากนั้น ยกพลเดินเท้าเข้าสู่ท่าวัง ยึดสี่แยกท่าวังเป็นจุดแรก ท่ามกลางการอำนวยความสะดวกของตำรวจที่มาช่วยปิดถนนให้ น้องเยาวชน ค่อยๆโรยผ้าผืนใหญ่กว้างเกือบสิบเมตรจากสะพานลอย ปิดถนนทั้งสองข้าง ท่ามกลางมวลชนนับพันที่ช่วยกันตะโกน “นายทุนต่างชาติ ออกไป ออกไป ออกไป”
                น้องริก แกนนำเยาวชน กล่าวว่า “ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เข้าร่วมชุมชนกับผู้ใหญ่ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมเราต้องมาเรียกร้อง ในเมื่อโครงการพี่น้องเราไม่ต้องการ หากโครงการขนาดใหญ่เข้ามาทำลายพื้นที่หมด พ่อแม่เราจะทำมาหากินอะไร อนาคตของพวกเราจะเป็นอย่างไร ในเมื่อทุกวันนี้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาจากท้องทะเลทั้งสิ้น”  น้องริกเป็นคนหนึ่งที่ปีนขึ้นไปบนสะพานลอย กับเพื่อนๆ และช่วยโรยผ้าลงมา
                จากนั้นขบวนเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ สลับหมุนเวียนกันขึ้นปราศรัยเพื่อบอกเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องมาเรียกร้องสิทธิในครั้งนี้ จากนั้นเคลื่อนขบวนไปที่ ลานน้ำพุ ใช้ป้ายผ้าผืนใหญ่ล้อมวงเวียน และโรยผ้าผืนใหญ่ปิดถนนที่หน้าโรงเรียนกัลยาณี จากนั้นเคลื่อนขบวนไปยังประตูเมือง น้องๆเยาวชน ออกอ่านแถลงการณ์ “ถึงเวลาปิดประตูเมือง ไม่ให้นายทุนต่างชาติเข้ามาย่ำยีในบ้านเรา เยาวชนและนักศึกษาพร้อมที่ต่อสู้และเรียกร้องเพื่อพี่น้องชาวบ้าน
                และจุดสุดท้ายที่หอนาฬิกา  เยาวชนขึ้นไปปิดป้ายผ้าและโรยลงมาอีกครั้ง เพื่อเป็นการประกาศหยุดเวลาของโครงการขนาดใหญ่ จากนั้นมารวมตัวที่ศาลาประดู่หก ก่อนแยกย้ายไปในที่สุด
                “การชุมชุมนุมในครั้งนี้ของเรา แม้เป็นวันหยุด ที่ต้องการแสดงพลังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นว่า ไม่ใช่ เชฟรอน ไฟฟ้านิวเคลียร์ อุตสาหกรรม เขื่อน จะมาทำอะไรได้ที่บ้านเรา มีประชาชนที่รักษ์ผลประโยชน์ของแผ่นดิน ต่อต้านและเคลื่อนไหวอยู่ แม้ว่าจะทุ่มเงินขนาดไหน แต่ก็ไม่สามารดำเนินการได้อย่างง่ายดาย” ลุงวิน จินดานิล นักต่อสู้เพื่อการอนุรักษ์กล่าวทิ้งท้าย