มองกันให้ลึกๆครับว่า ที่ดุด่าเด็ก หรือ ตีเด็ก นั้น ทำเพื่อใครกันแน่
ช่วงของการอบรมวันที่ 3 ท่านวิทยากรได้ชวนผู้เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องพฤติกรรมของคน จาก ภูเขาน้ำแข็ง

ผมไม่มีรูปภูเขาน้ำแข็งมาประกอบครับ แต่ผมจะเขียนบรรยาย แล้วขอให้นึกภาพไปด้วยนะครับ
ภาพภูเขาน้ำแข็งที่มีพื้นที่ 6 ส่วน จะมีส่วนที่โผล่พ้นน้ำยอดแหลมมา 1 ส่วน ขณะที่อีก 5 ส่วน จะจมอยู่ใต้น้ำ
ส่วนที่โผล่พ้นน้ำ คือ พฤติกรรมที่แสดงออกที่เห็นได้ชัด
ส่วนที่อยู่ใต้น้ำ จะมีถึง 5 ส่วน เรียงตามลำดับจากบนลงล่าง คือ
1. ความรู้สึก เช่น ดีใจ เสียใจ สนุก โกรธ
2. การรับรู้ คือ ความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ การตีความ
3. คามคาดหวัง (Want) เป็นความต้องการต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และ ผู้อื่นมีต่อตนเอง
4. ความปรารถนา (Need) เช่น ความปลอดภัย ความรัก ความมั่นคง ความสัมพันธ์ การยอมรับ ส่วนนี้ เรียกว่าส่วน "ฐานใจ"
5. ตัวตน ก็คือ "ใจ" ของตัวเอง
ทั้ง 6 ส่วนนี้ จะสัมพันธ์เชื่อมโยงกันหมด
ที่ผ่านมา เรามักจะตัดสินพฤติกกรรมของคนโดยการมองแค่ส่วนที่ 1 คือ ยอดภูเขาน้ำแข็ง เด็กคุยกัน เราก็แก้ด้วย "การตี" เพราะเรามองว่าเด็กไม่มีระเบียบ เมื่อตีแล้วก็ได้ผล เด็กหยุดคุย ทีนี้ลองมาวิเคราะห์ด้วย "ภูเขาน้ำแข็ง" ทั้งเด็ก และ ครู
เด็ก เมื่อถูกตี ก็จะหยุดยั้งพฤติกรรมในภูเขาน้ำแข็งส่วนที่ ๑ ได้ แต่... การตี จะส่งผลมายังภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำ ตั้งแต่ส่วนที่ ๑ ส่งผลมาเรื่อยๆ จนไปถึงส่วนที่ ๕ คือ "ใจ" และ จะเป็นการสร้างรอยแผลในใจ โดยการส่งผลมายังภูเขาน้ำแข็งทั้งลูกดังกล่าว จะเกิดขึ้นเร็วมาก เพียงแค่เสี้ยววินาที ก็ส่งผลไปทั่วถึงแล้ว
ครู การตีของครูลองวิเคราะห์กันดูว่า ลึกๆแล้ว ตีเพื่อใคร ที่อ้างว่าตีเพื่อเด็ก ลึกๆแล้วไม่ใช่ครับ ลองวิเคราะห์ดูว่า พฤติกรรมของเด็ก มันส่งผลมายังภูเขาน้ำแข็งของครูทั้งลูกเลยละครับ เริ่มจากไปกระเทือนที่ "ฐานใจ" ของครู เด็กคุย ไปกระเทือนความปรารถนาของครู ครูรู้สึกไม่มีอำนาจ ไม่ได้รับการยอมรับ ไม่ปลอดภัย ฐานใจ ก็จะส่งไปยังความคาดหวัง คือ ให้เด็กเงียบ ส่งไปยังความเชื่อฝังใจ ที่ว่า "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" ส่งผลให้ครูโกรธ เลยจะต้องตี สรุปแล้ว "ตีเพื่อครู" ครับ ไม่ตี ครูจะเสียหน้า เสียอำนาจ ที่ไม่สามารถปกครองเด็กได้
ความเชื่อ "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" ก็มาจากวัฒนธรรม "อำนาจนิยม" ของสังคมไทยเรานี่แหละครับ ผู้ใหญ่กลัวจะสูญเสียอำนาจ ก็เลยต้องหยุดพฤติกรรมโดยเร็วด้วยการตี เป็นการตีเพื่อตัวเองครับ ถ้าไม่ตี ตัวเองจะสูญเสียอำนาจ
ทีนี้ ทำอย่างไร ครูถึงจะไม่ตี
การไม่ตี ครูจะต้องสร้างฐานใจของตัวเองให้หนักแน่นและมั่นคง เด็กนักเรียนมีพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง มากระทบ ก็สามารถนิ่งได้อย่างสงบและมั่นคง โดยไม่รู้สึกว่าโกรธ หรือ เสียหน้า เพราะมีฐานใจที่หนักแน่นและมั่นคง
เมื่อมีฐานใจที่มั่นคง ก็ไม่ไปกระทบภูเขาน้ำแข็งที่ชั้นอื่นๆ
เมื่อไม่ไปกระทบภูเขาน้ำแข็งส่วนอื่นๆ ครูก็ไม่รู้สึกโกรธ หรือ เสียหน้า ขณะเดียวกัน ก็สามารถมองพฤติกรรมของเด็กด้วยความเข้าใจในการมองแบบ ภูเขาน้ำแข็งทั้งลูก
ครับ วินัยเชิงบวก ให้บวกที่ใจตัวเอง ไม่ใช่ไปเร่งที่คนอื่น
ทีนี้ การสร้างฐานใจที่มั่นคง ก็ต้องมีเทคนิคครับ คราวหน้า จะว่าด้วยเทคนิคการสร้างฐานใจให้มั่นคง
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณอาจารย์ฺมากครับ จะนำกลับไปพิจารณา
วินัยเชิงบวก ให้บวกที่ใจตัวเอง ไม่ใช่ไปเร่งที่คนอื่น
เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะท่านsmall manอย่าไปเร่งเขาเพราะเร่งไปอาจไม่ได้อะไรที่ดีขึ้นมาเลยค่ะ สุขสันต์วันศุกร์นะคะท่าน
เป็นความเชื่อที่ถูกต้องและดีมากเลยครับ ที่ว่า ตีเด็กไม่ได้ผล
ขอบคุณครับ
ขอบคุณคุณเป้ อารักษ์มากครับ ที่เข้ามาเยี่ยม
@@@คนเป็นครู....รู้ดีว่า....ทำ( ใจ ) ลำบาก
ยากแสนยาก....เด็กเป็นร้อย...นิ่งไม่ ( ค่อย ) ไหว
ทำอย่างไร....จะให้เด็ก....ใจต่อใจ
อยากจะให้....นักทฤษฏี....ลองทำดู@@@
สวัสดีท่านรองครับ
มองให้ครบทุกมิติ
ก็จะเข้าใจภูเขาน้ำแข็งทั้งลูก
ขอบพระคุณครับ...
คนเป็นครู รู้ว่าใจ ทำลำบาก
เพราะเด็กมาก ยากทำใจ ให้นิ่งเฉย
ความอดทน พาให้ใจ ไม่เสบย
ไม่ละเลย แม้นใจรู้ สู้กับใจ
ครับ มองคนแบบมองภูเขาทั้งลูก เราก็จะเข้าใจเขาได้ดีขึ้น ช่วยยุติความขัดแย้ง ยุติความรุนแรง ครับ
ขอบคุณครับ
การปลูกฝังวินัย เป็นบันไดขั้นต้น(ศีล)ในการพัฒนาคนตามหลักไตรสิกขา
การให้เด็ก ๆ (โดยเฉพาะเด็กในห้องเรียนจำนวนมาก ๆ ) เชื่อมั่น ศรัทธา สนใจ และตั้งใจ ทำได้ค่อนข้างยาก นักคิดอาจบอกว่าง่าย (ถ้ามีการวางแผน การเตรียมการ และกระบวนที่ดีเพียงพอ) แต่นักปฏิบัติทั่วไป เห็นว่าค่อนข้างยาก จะหาครูที่เก่งคิด และเก่งปฏิบัติก็ยากเช่นเดียวกัน
หลักคิดที่ท่านอาจารย์นำมาแนะ ก็นับว่าดี ลองพิจารณาและบูรณาการใช้ คงได้ประโยชน์ไม่น้อย ไม่เฉพาะกับเด็ก กับผู้ใต้บังคับบัญชาก็น่าจะได้ผลเช่นเดียวกัน
สนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ครับ
+ สวัสดีค่ะ...ท่านรอง
+ ประทับใจมากค่ะสำหรับ 3 บันทึกล่าสุด...ของท่านรอง เพราะดิฉันกำลังสนใจเรื่อง " การสร้างวินัยเชิงบวก" กับเด็ก ๆ ค่ะ...
+ เนื่องจากเด็ก ๆ ที่โรงเรียนแห่งใหม่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์เยอะมาก ครูที่นี่ใช้การตีเป็นส่วนใหญ่ในการจัดการกับตัวเด็กเพื่อให้หยุดพฤติกรรม...ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่การจัดการพฤติกรรมของเด็กที่แท้จริง
+ จากการศึกษาข้อมูล และพูดคุยแลกเปลี่ยนกับพี่ครูคิม...ก็เลยทดลองนำมาปฏิบัติดูในการจัดการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ผ่านมา...ผลตอบรับจากการประเมินการสอนของครูโดยนักเรียน เป็นที่น่าพอใจค่ะ...ถ้าว่างจากภาระกิจสอนพิเศษ(แบบสอนฟรี)เด็ก ป.3 ที่ผู้ปกครอง ครู และผู้คนในสังคมเชื่อว่าไม่เอาถ่าน...ดิฉันจะนำเสนอผลการประเมินดังกล่าวผ่านบันทึกค่ะ...
+ อย่างน้อยก็ช่วยยืนยันว่า " การสร้างวินัยเชิงบวก" เป็นวิธีที่ดีและคงทนต่อพฤติกรรมของเด็กในระยะยาวค่ะ
* การให้เด็ก ๆ (โดยเฉพาะเด็กในห้องเรียนจำนวนมาก ๆ ) เชื่อมั่น ศรัทธา สนใจ และตั้งใจ ทำได้ค่อนข้างยาก นักคิดอาจบอกว่าง่าย (ถ้ามีการวางแผน การเตรียมการ และกระบวนที่ดีเพียงพอ) แต่นักปฏิบัติทั่วไป เห็นว่าค่อนข้างยาก จะหาครูที่เก่งคิด และเก่งปฏิบัติก็ยากเช่นเดียวกัน
( ครับ ก็ยอมรับว่าจะสร้าง "ฉันทะ"ให้เด็ก เป็นเรื่องยากครับ เพราะบางทีแต่ละชั้นก็มีเด็กถึง 40 - 50 คน คุณครูบางทีก็คุมจิตคุมใจตัวเองเอาไม่อยู่ครับ เรียนรู้มาจาดทฤษฎีก็พอรับได้ แต่ลงปฏิบัติจริงๆ ก็คงมีหลุดบ้างครับ)
* หลักคิดที่ท่านอาจารย์นำมาแนะ ก็นับว่าดี ลองพิจารณาและบูรณาการใช้ คงได้ประโยชน์ไม่น้อย ไม่เฉพาะกับเด็ก กับผู้ใต้บังคับบัญชาก็น่าจะได้ผลเช่นเดียวกัน
(ที่ผมไปเรียนรู้ตรงนี้ ส่วนหนึ่งนำไปใช้พัฒนาครู ส่วนหนึ่งมาใช้กับตัวเองในการทำงานร่วมกับบุคลากร คือ บริหารโดยใช้วินัยเชิงบวกครับ)
ขอบคุณมากครับที่เข้ามาเสริมเติมเต็มและมาให้กำลังใจ
ดีจังเลยครับ ที่ไม่ตีเด็ก
ตอนผมเป็นครู ผมตีเด็กบ้างครับ ที่ตี เพราะเด็กทำให้ผมเสียหน้าครับ
ตรงนี้ดีมากเลยครับ
นี่แหละครับ วินัยเชิงบวกของแท้ ขอชื่นชมด้วยใจจริงครับ
ขอบคุณมากครับ
การใช้วินัยเชิงบวก ผมว่าขึ้นอยู่กับ "ใจ" ของครูครับ ต้องมีความมั่นคงในจิตใจก่อน ต้องมีพลังใจที่เต็มเปี่ยม และ มีการเสริมสร้าง "ใจ" ของตัวเองให้มีพลังอยู่เสมอ
ใจ วินัยเชิงบวก ต้องเป็นใจที่หนักแน่นมั่นคงครับ จึงจะสามารถอดทนกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเด็กได้
ดังนั้น ครูวินัยเชิงบวก จึงต้องหมั่นเสริมเติมกำลังใจให้ตัวเองอยู่เสมอๆ ซึ่งมีหลายวิธี ผมจะเขียนในตอนต่อไป
ครูที่ไม่ใช้วินัยเชิงบวก เพราะ ใจ ที่ไม่หนักแน่น ไม่มั่นคง มีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเด็กมากระทบ ก็จะอดรนทนไม่ได้ เพราะเป็นพฤติกรรมที่ไปกระเทือนฐานใจ จึงต้องเสริมเติมเต็มฐานใจของตัวเองด้วยการใช้อำนาจให้เด็กสยบยอม
ขอบคุณมากครับที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย
สวัสดีค่ะ
เพราะฐานใจเรายังไม่หนักแน่นมั่นคงพอครับ จึงต้องแก้ปัญหาด้วยการตี เนื่องจากมีเด็กมากมายหลายคน เราจึงรอไม่ได้ การตี จึงได้ผลในช่วงเวลาสั้นๆ
การตีก็มีผลดีในช่วงเวลาสั้นๆครับ ระยะยาว ผมว่า ไม่ตี จะดีกว่าครับ
การตี เป็นการหยุดยั้งพฤติกรรมภายนอก แต่ภายในยังอยู่ครับ
ขอบคุณครับ