คนทั่วไปอาจไม่ทราบว่า ในสมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ ได้มีการออก พรบ. ว่าด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๑ ด้วยฝีมือผลักดันของ ศ. ดร. ยงยุทธ ยุทธวงศ์ รมต. วิทยาศาสตร์ ในสมัยนั้น เป็นก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนสังคมไทยไปอีกก้าวหนึ่ง ที่จะให้มีกลไกจัดการการใช้ วทน. ในการพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบ
วทน. = วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
จาก พรบ. ดังกล่าว กำหนดให้มีการจัดตั้ง สวทน. เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนการสร้างและใช้ วทน. ในสังคมไทยอย่างเป็นระบบ กำกับโดย กวทน. และเป็นโชคดีของสังคมไทย ที่เราได้ ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ เป็นเลขาธิการ สวทน.
ผมชอบมาก ที่ใน พรบ. นี้ มาตรา ๕ กำหนดมาตรการพัฒนา วทน. ไว้อย่างน้อย ๑๐ ประการดังนี้
มาตรา ๕ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้เป็นไปตามนโยบายและ
แผนระดับชาติว่าด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมตามมาตรา ๑๒ (๑) โดยต้องมีแนวทางดำเนินการในเรื่องดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) การส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
และนวัตกรรม โดยเฉพาะกำลังคนในระดับบัณฑิตศึกษา นักวิจัย รวมทั้งผู้สอนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จำเป็น ให้มีปริมาณและคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของประเทศและดำเนินการให้มีการใช้กำลังคนดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด
(๒) การพัฒนาวิชาชีพนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และส่งเสริมและสนับสนุนให้
มีการแลกเปลี่ยนบุคลากรการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
(๓) การส่งเสริมให้สถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชนร่วมมือสร้างเครือข่าย
การวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมให้
สอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจและสังคมโดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการวิจัยพื้นฐาน การวิจัยประยุกต์ และการพัฒนาเชิงทดลองในสาขาต่าง ๆ รวมทั้งผลักดันให้มีการนำผลการวิจัยและพัฒนาไปสร้างเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ผลผลิตของชุมชนและผลิตภาพโดยรวมของประเทศ คุณภาพชีวิตของประชาชน และประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น
(๔) การส่งเสริมให้สถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา หรือนักวิจัยขอรับความคุ้มครองสิทธิใน
ทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในประเทศและต่างประเทศ
(๕) การส่งเสริมการใช้มาตรการทางการเงินหรือการคลังและกลไกการจัดซื้อจัดจ้างของ
ภาครัฐเป็นเครื่องมือในการสร้างและขยายตลาดรองรับสินค้าและบริการที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของคนไทยอย่างเหมาะสม
(๖) การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนใน
การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมทั้งในประเทศและต่างประเทศแก่คนไทย
(๗) การส่งเสริมให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของประเทศหรือโครงการลงทุนที่รัฐเห็นเป็น
การสมควรกำหนด เป็นกลไกของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน
(๘) การส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่
จำเป็น ให้กระจายอย่างทั่วถึงทุกภูมิภาคของประเทศเพื่อเป็นกลไกสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาในการสร้างและเผยแพร่ความรู้และใช้ความรู้เพื่อแก้ไขปัญหาในชุมชน การเพิ่มผลผลิตของภาคการผลิตและบริการและของชุมชนและการพัฒนาประเทศให้มีความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน
(๙) การสนับสนุนให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องให้เอื้อ
ต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม
(๑๐) การสนับสนุนให้มีการยกย่องเชิดชูเกียรติองค์กรหรือบุคคลที่มีผลงานดีเด่นเป็นเลิศทาง
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และเป็นแบบอย่างที่ดีในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้เกิดสังคมฐานความรู้และการพัฒนาชุมชนและประเทศอย่างเหมาะสมและมีความสมดุล
ยกแม่น้ำทั้งห้ามายาว เพื่อจะบอกว่า สวทน. กำลังยกร่าง นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และผมชื่นชมมาก ที่ใช้กระบวนการปรึกษาหารือขอความเห็นอย่างกว้างขวาง ท่านที่สนใจอ่านได้ที่นี่ และผมเคยเขียนบันทึกเล่ากระบวนการส่วนหนึ่งไว้ที่นี่ และในวันที่ ๒๕ มี.ค. ๕๓ มีการประชุมระดมความคิดเห็นเรื่อง วทน. กับการพัฒนาสังคม โดยผมไปร่วมฟังอย่างตั้งใจ เพื่อร่วมขบวนการยกร่างแผน วทน. อันสำคัญยิ่งต่อบ้านเมืองนี้
หลังออกจากห้องประชุม กลับมาที่บ้าน ผมบอกตัวเองว่า ความเสี่ยง (risk) สำคัญของแผน วทน. ที่กำลังยกร่างกันอยู่นี้ คือตัว กวทน. เอง ที่อาจมอง “แผน” แบบยึดมั่นตายตัว ขาดความยืดหยุ่น ขาดการเปิดโอกาสให้ความแตกต่างหลากหลายในสังคมทำงานสร้างการเปลี่ยนแปลง ผมมองว่า “แผน” ต้องเป็นกลไก เป็นตัวยึดโยง ให้ “ขบวนการ” ขับเคลื่อนสังคมที่หลากหลายดำเนินการ แล้ว สวทน. เข้าไปสร้างพลังเสริม (synergy) ระหว่างการขับเคลื่อนเหล่านั้น
ผมกังวลกับการทำงานของระบบ bureaucracy ที่เน้นอำนาจ และเน้นความชัดเจนตายตัว ใน กวทน. นี่เป็นการคาดเดาโดยไม่มีหลักฐานใดๆ เพราะผมไม่ทราบว่ามีใครเป็นกรรมการนี้บ้าง และไม่เคยไต่ถามบรรยากาศของการประชุมกรรมการชุดนี้ ผมเดาเอาจากประสบการณ์การทำงานของผมเองในคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับ สวทน.
จึงมีความเห็นให้แก่ สวทน. ในเรื่อง แผน วทน. ว่าหัวใจสำคัญพอๆ กับสาระในแผน วทน. คือการกำหนดท่าทีว่าแผน วทน. คืออะไร หากคิดหรือมีท่าทีแบบอำนาจนำ นั่นคือตัวปัญหา ผมมีความเห็นว่า สวทน. ต้องหาทางให้ กวทน. มองแผน วทน. ที่กำลังยกร่างกันอยู่นี้เป็นเครื่องมือเรียนรู้ร่วมกันในสังคม เป็นเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เป็นแม่แบบหรือพิมพ์เขียวที่กำหนดให้มีการปฏิบัติตาม กล่าวอย่างนี้แล้วก็ต้องเตือนว่า ที่ผมกล่าวมานี้ ผมเองนั่นแหละที่อาจเข้าใจผิดพลาดหรือมีวิธีคิดที่ผิดเสียเอง
อีกประเด็นหนึ่งว่าด้วยกระบวนทัศน์เกี่ยวกับ วทน. คือ วทน. เพื่อใคร ของใคร โดยใคร คำตอบของผมคือ ต้องไม่ใช่ กวทน. / สวทน. ต้องเป็นของสังคมไทยในภาพรวม นั่นคือความท้าทายของ สวทน. ว่าจะดำเนินการให้เป็นไปตามกระบวนทัศน์นี้อย่างได้ผลจริงจัง ได้อย่างไร
สรุปว่า แผน วทน. จะเป็นเครื่องมือพัฒนาสังคม ได้ กระบวนทัศน์เรื่องแผน วทน. เป็นตัวสำคัญที่สุด สำคัญยิ่งกว่าสาระในแผน
วิจารณ์ พานิช
๒๖ มี.ค. ๕๓