ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ แต่เป็นกระดูกที่ผุกร่อนจนไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้แล้ว

ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ เป็นปัญหาเรื้อรัง ดุจมะเร็งของสังคม

ที่ไม่มีวันที่จะรักษาให้หายได้ เพราะมีวงจรอุบาทว์ในวงการค้าข้าว (มานานแสนนาน)

ที่ย่ำอยู่บนความทุกข์ยากของชาวนา แม้รัฐบาลผู้มีอำนาจ ก็ไม่มีปัญญาที่จะแก้ไข

ปัญหาได้ ซึ่งในความเป็นจริง ทางออกของปัญหามีอยู่ตั้งมากมาย ที่แก้ไขไม่ได้

เพราะผลประโยชน์มหาศาล ในวงการค้าข้าว ผมขอยกตัวอย่างทางออก สักนิด

เผื่อสมองของคนรากหญ้า จะได้รับการสนใจบ้าง

1. การนำระบบสหกรณ์การเกษตรมาใช้ มีตัวอย่างมากมายที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา แต่รัฐบาลไม่เคยคิดที่จะส่้งเสริม เพราะรัฐให้ความสำคัญกับนายทุนมากกว่าชาวนา

2. ระบบธนาคารข้าว ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแนะนำให้เกษตรกร สร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้ระบบการผลิต แต่ข้าราชการ (ตัวดี) ไม่เคยคิดจะสานต่อโครงการของพระองค์ท่าน น่าละอายจริงๆ รับเงินภาษีของประชาชน แต่ทำงานไม่คุมค่า อย่างนี้เขาเรียกว่า  ข้าราชการพันธุ์ เห็บ.....

3. ระบบโรงสีชุมชน หากรัฐให้การสนับสนุนจริงจัง ให้ชาวนาเป็นเจ้าของโรงสีของเขาเอง ไม่ต้องพึ่งนายทุน (เจ้าของโรงสีและพ่อค้าหน้าเลือดทั้งหลาย) นำผลผลิตไปเก็บที่ธนาคารข้าว ชาวนาจะลืมตาอ้าปากได้ไหม

4.นโยบายการค้าข้าว ระหว่ารัฐต่อรัฐ เจรจาไปซิ (มีความรู้เสียเปล่า แต่สมองฟ่อทั้งรัฐบาล) ความต้องการมีอีกทั่วทั้งโลกตัดพ่อค้าคนกลางไปมิได้หรือ รัฐขายได้ ก็ให้ธนาคารข้าวส่งมอบ ทำข้อตกลงกัน ตั้งธนาคารข้าวให้กระจายอยู่ทุกภูมิภาค ประสานกับสหกรณ์การเกษตร ทั่วประเทศ ทำไมจะขายไม่ได้

เพียง 4 ข้อนี้ ชาวนาก็มีทางออกแล้ว หรือต้องรอให้ชาวนามาประท้วง ปิดถนน เผายาง สร้างความเดือดร้อนไปทั่วทั้งแผ่นดิน พวกเขาก็จะทำทุกอย่างเพียงเพื่อให้ได้เศษสตางค์ ที่รัฐบาลโยนให้ เหมือนขอทาน ขอแล้วก็ต้องให้ไม่มีวันจบ

ลองทบทวนดู ทุกอย่างเกิดจากความโลภมากของคนเพียงบางกลุ่ม แต่สร้างความเดือดร้อนไปทั่วอาณาจักร ลดความโลภมากลง แล้วคิดทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง สันติสุขของชาวนา และคนทั้งแผ่นดินก็จะเกิดขึ้นในไม่ช้า

ด้วยความปรารถนาดีจาก นายรักษ์ ปริกทอง กลุ่มประสานงานเพื่อการพัฒนาชุมชน