ขณะที่เราให้เรารับ ขณะที่เรารับก็กำลังให้

ตอนสองเรื่องการให้และรับ ต่อจากบทความที่แล้ว ขอแสดงความรู้สึกต่อในเรื่องนี้

เมื่อเรา "ไหว้" เกิดอะไรขึ้นบ้าง?

สมมติว่า "ไหว้" เป็นการให้แบบหนึ่ง (ให้ความเคารพ นับถือ) เราให้อะไรบ้าง?

  • แสดงออกว่าเรารับรู้อะไรบางอย่างที่สมควรไหว้ อาทิ อายุอาวุโส ตำแหน่งหน้าที่ สิ่งที่คนๆนั้นทำ พฤติกรรมที่แล้วมาหรือ ณ ขณะนั้นของคนๆนั้นสมควรไหว้ สิ่งที่คนๆนั้นเชื่อศรัทธาและถือปฏิบัติ
  • แสดงออกถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างเรากับบุคคลนั้น
  • ยังมี "ไหว้ไปยังงั้น" ซึ่งน่าเสียใจที่นับวัน ไหว้ หรือทำอะไรแบบที่ว่านี้ มีมากขึ้นๆเรื่อยๆ

ดังนั้นเราอาจจะไหว้เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่ หรืออย่างลึกซึ้งไปกว่านั้น เช่น มีบุญคุณ ไหว้ความดีงาม ไหว้ในสัญญลักษณ์หรือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ จิตวิญญาณ หรือพฤติกรรมอันน่าสรรเสริญ ไร้อัตตา เป็นไปเพื่อประะโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าส่วนตน (หาไม่ยาก เช่นในทหาร ตำรวจตระเวณชายแดน ที่ทำดีไม่ว่าจะมีคนเห็นหรือไม่) ไหว้ตามๆกันไป จะไปยากอะไรแค่ยกมือปะหลกๆ (แทบจะได้ยินเสียง "กองไว้ตรงนั้นแหละย่ะ" ประกอบ)

ทันทีที่เรา "ไหว้" หรือให้ความเคารพไป โดยฉับพลันนั้นเอง เราได้ตอกย้ำอะไรบางอย่างลงไปในตัวตนของเราด้วย จะรู้ตัวหรือไม่ก็เถอะ หรือจะมีคนเห็นหรือไม่ก็ตาม ก็แล้วแต่ที่เราทำไปเพราะอะไร กราบไหว้บูชาเพื่ออามิส (ขอพร ขอถูกลอตเตอรี) หรือไหว้เพื่อสดุดีและตั้งจิตอธิษฐานขอกำลังใจเพื่อปฏิบัติ ประพฤติตามที่ได้ตั้งใจไว้ เมื่อเราให้ความหมายแบบไหนไป กิจกรรมที่เรา "ให้" ไปสักครู่ เรากลายเป็น "ผู้รับ" ไปทันที

ไม่นับความ "งาม" ของการให้ ที่อาจจะมีคนเห็นแล้วชื่นชม เสริมมงคล ราศีให้แก่เราเอง ลูกหลานก็เห็นภาคปฎิบัตินอกเหนือจากทฤษฎี ที่พ่อแม่พร่ำบอกว่าให้เป็นคนมีกิริยามารยาทสมสกุล สมกับการมีคนสั่งสอน

หรือถ้าเราไหว้ไปยังงั้น ทันทีที่ทำ เราก็ได้ "รับ" เหมือนกัน โห เมื่อกี้ไหว้หรือเนี่ย นึกว่าเสยผม ใครสอนมาน้า ที่บ้านสงสัยจะไม่ค่อยมีคนให้ฝึกไหว้อยู่ใกล้ๆ เพราะทำกระดากประดักประเดิดเหลือเกิน

ขณะที่รับ ก็กำลังให้

ขณะที่เรารับอะไรก็ตาม เรากำลังทำกิจกรรมที่ทำให้ "วงจรมงคล" สมบูรณ์ ไม่มีการให้ที่ครบ ถ้าหากไม่มีการรับ ดังนั้นกิจกรรมนี้เป็นของเคียงคู่กัน ถ้าหากเราจะเรียนรู้การให้ โดยไม่ยินยอมรับหรือมองเห็นความงามของการรับไปด้วย ก็อาจจะกลายเป็นว่าเราเองก็ "ไม่เชื่อ" ในคุณค่าอันนี้ แต่หากแต่มองเห็นแต่การตักตวงบุญ ตักตวง feel-good effect ของการให้ฝ่ายเดียว ไม่ยอมสนับสนุนให้คนอื่นได้ทำดีอย่างเราเคยคิดว่าทำบ้าง

เคยมีคนไข้อยู่คนหนึ่ง แกเป็นคนมีศักดิ์ศรีคือว่าสัญญาไว้กับตัวเองว่าจะไม่เป็นภาระให้ใคร ไม่ยอมเบียดเบียนหรือทำให้ใครต้องมาพะวงเดือดร้อนเพราะตัวแก จนแม้กระทั่งล้มป่วยลง ก็ไม่ยอมขอร้องหรือบอกเล่าให้ลูกให้หลาน ให้เพื่อนบ้านคนรู้่จักทราบ เมื่อมาหาเราที่โรงพยาบาล เราก็เกิดความลำบาก เพราะเราไม่แน่ใจว่าเขาอยากจะได้อะไร อยากจะให้เราช่วยอะไรบ้าง ลำพังหมอพยาบาลไม่เท่าไหร่ เพราะเราตรวจได้ พอจะทราบเลาๆว่าแกน่าจะทุกข์จากอะไร แต่สำหรับลูกหลานและญาติๆ สภาวะที่ไม่มีข้อมูลเลยว่าเขาจะมีบทบาทอะไรให้กับคนไข้ในภาวะเช่นนี้ได้บ้าง ทำให้เกิดความทุกข์ที่ค่อยๆสะสม

เราเลยไปสะท้อนให้ฟัง ว่า "ป้าสอนเรื่องกตัญญูกตเวทีไหม สอนให้ลูกให้หลาน ดีไหมป้า อยากให้เขาทำไหม อยากใช่ไหม เพราะอะไร อ้อ เพราะการปรนนิบัติผู้มีพระคุณ ดูแลพ่อแม่เป็นเรื่องที่ดี ทำให้เขาเป็นคนดี ถ้างั้นที่ป้าป่วยอยู่ตอนนี้ ลูกหลานเขาทราบไหมล่ะป้่า ทราบเหรอ อ๋อ รู้เลาๆ แหม แล้วรู้แค่นั้นเขาจะมาช่วยดูแลป้าได้ไหม ได้นิดหน่อยเหรอ เอ... ป้าคิดว่าเวลาลูกหลานอยากดูแล อยากกตัญญู แต่ทำไม่ได้ ไม่มีโอกาส ไม่มีช่องว่างจะทำนี่ เขาจะทุกข์ไหมเนี่ย? ไหนๆป้าก็สอนทฤษฎีไปแล้ว ว่าคนเราควรกตัญญู ทีนี้ภาคปฏิบัติเขาจะหาทำได้ที่ไหน ถ้าป้าไม่ยอมให้เขามาทำ"

ปรากฏว่าป้าแกให้ความหมายใหม่ได้ ว่าการขอความช่วยเหลือ บอกเล่าความทุกข์แก่ลูก แก่หลาน มันอาจจะเป็นภาระก็จริง แต่นี่คือ กิจภาระอันเป็นธรรมะแก่ผู้เจริญ ซึ่งควรจะสนับสนุนให้กระทำ สนับสนุนให้เกิด

การให้การรับ เป็นการทำวงจรกตัญญูกตเวทีให้ครบวงจร และสิ่งนี้ที่จะเป็นรากฐานของสังคมที่เข้มแข็งยั่งยืนจะต้องมีให้หนักแน่น ไม่ใช่มีบุญคุณต้องรีบชำระล้าง เหมือนกับเป็นของสกปรก ล้างให้หมดจด มันไม่ใช่แค่นั้น แต่ให้เราตระหนักรู้่ว่าชีวิตของเราทุกวันนี้ เราขอหยิบยืม ถูกประคับประคอง ถูกค้ำจุน ด้วยบุญคุณเหลือคณานับที่จะชำระล้างได้ สิ่งเดียวที่ใกล้เคียงที่สุด ที่เราจะทำอะไรเพื่อสมกับที่เราได้รับ ก็คือ "การให้ต่อๆไปให้มากที่สุด และตระหนักว่าเราได้สืบสานศักยภาพที่แท้ของมนุษย์ คือความสุขจากการให้ และความสุขอบอุ่นใจจากการเป็นผู้รับ" ให้เป็นมฤดกสำคัญต่อๆไปไม่มีที่สิ้นสุด