วันนี้ (27 เมษายน) ผมได้ไปหาหมอ ให้ตรวจดูตาข้างซ้ายมัว สงสัยจะเป็นต้อกระจก โรงพยาบาลที่ผมไป คือโรงพยาบาลอำเภอพระประแดง อยู่ใน สถาบันราชประชาสมาสัย ผมไม่เคยไปมาก่อนเลยในชีวิต ยอมรับว่า ตั้งแต่เห็นโรงพยาบาลมาไม่เคยเห็นโรงพยาบาลใหน สะอาดและทำงานเป็นระบบเท่าโรงพยาบาลนี้เลย
ขณะจะเดินเข้าไปนั่งพัก ระหว่างรอพบแพทย์ ผมได้เห็นพฤติกรรมบางอย่างที่คิดว่า มันสะท้อนนิสัยคนไทยอย่างเห็นได้ชัด ที่นั่งเป็นเก้าอี้ที่เขายึดติดกันเป็นแถว แถวละสี่ตัว เขาเอาสองแถวมาต่อกัน สรุปว่าแถวยาว แถวละแปดตัว มีอยู่ทั้งหมดสิบสองแถว คนที่นั่งรอหมอก่อน แทนที่จะเดินเข้าไปนั่งตรงกลาง คนมาทีหลังจะได้เข้ามานั่งได้ง่าย แต่เขานั่งตรงหัวแถวทั้งสองข้าง คนมาทีหลังกว่าจะเดินเข้าไปนั่งตรงกลาง ทุลักทุเล แสดงให้เห็นถึงความมักง่าย ใครเป็นอย่างไรกูไม่สน ขอให้กูสะดวกสบายไว้ก่อน
ผมก็ไม่ว่าอะไร ทำตัวลีบ ๆ แล้วพยายามแทรกเข้าไปนั่งตรงกลาง ขณะรอหมอ ผมคิดถึงเหตุการณ์ เหตุการณ์หนึ่ง มันเกิดขึ้นในปี 2533 ยี่สิบปีพอดี ตอนนั้น ผมทำงานอยู่แปดริ้ว วันหนึ่งผมได้เดินทางไปคารวะ ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม เพื่อพยายามที่จะไปเก็บความรู้ที่ฝังลึกในตัวท่านออกมา เราพูดคุยกันหลายเรื่อง เกี่ยวกับเรื่องวนเกษตร สวนของผู้ใหญ่ เป็นเขตสารพิษห้ามเข้าเด็ดขาด ชีวิตของท่านน่าสนใจมาก น่าเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง ประวัติเคยหมดเนื้อหมดตัวกับการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ต่อมาก็หาตัวเองพบ เปลี่ยนวิถี มาเป็น วนเกษตร และอยู่ได้อย่างมีความสุข
ท่านเล่าว่า หญ้าคามักขึ้นเป็นดงในแปลงพืช ผมถามว่าแล้วทำอย่างไร ผมบอกว่าก็ใช้กัมม๊อกโซนฉีด ท่านยิ้ม แล้วบอกว่า ผมใช้กัมม๊อกเขียว คือท่านหว่านถั่วเขียวไปในดงหญ้าคา พอถั่วเขียวโตจะปกคลุมหญ้าคา จนหญ้าคาตายหมด แถมได้ถั่วเขียวต้มน้ำตาล กินก่อนนอนอีกต่างหาก
หลายเรื่องหลายราว ที่ได้มีโอกาสเรียนรู้จากท่าน การที่ได้เห็นพฤติกรรมการเห็นแก่ตัวของคนที่โรงพยาบาลในวันนี้ ดันไปสอดคล้องกับ ต้นไม้ต้นหนึ่งที่บ้านผู้ใหญ่วิบูลย์ ต้นไม้ต้นนั้น มีป้ายเขียนบอกไว้อย่างนี้ครับ
ทุกวันนี้ สังคมไทยเราขาดคน ที่ยอมกระทำตนเป็นก้อนอิฐ
ก้อนแรกที่ถูกทิ้งลงจนจมมิด เพื่อให้สิทธิ์ ก้อนอื่นยืนทะนง
การที่คนที่มาก่อน ไม่ยอมเดินเข้ามานั่งข้างใน คงเป็นเพราะ เขาไม่อยากเป็นหินก้อนแรก หรือไม่ ผมไม่รู้ รู้แต่ว่า ณ วินาทีนั้น ผมคิดถึงผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม จังเลย
แรกกระมัง
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับครูคิม
คนไทยมีความคิดอยู่ในใจอย่างหนึ่ง คือ ทำอะไรตามสบายคือไทยแท้ ดังนั้นเรามักจะเห็นอะไรก็แล้วแต่ถ้าเขาสะดวกสบายเขาก็ทำ ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขากระทำมันสร้างความเดือดร้อนให้ใครหรือไม่ การมาก่อนนั่งหลัง คนมาทีหลังนั่งหน้า ก็เช่นกัน ผมเห็นมาจนเบื่อ มีครั้งหนึ่ง ผมนัดครูอาสามัคร ประมาณ 50 คน มีครู ศรช. อีกประมาณ 40 คน มาประชุม ลักษณะการนั่งเหมือนครูคิมว่าไว้เลย พิธีกร ขอให้ขยับมานั่งหน้าก็เฉย
ครั้นถึงเวลาประชุม เขาเชิญผมเป็นประธาน ผมขอให้เจ้าหน้า ช่วยยกโพเดี่ยมไปไว้ หลังห้องประชุม แล้วให้ทุกคนกลับเก้าอี้มาทางโพเดี่ยม ได้ผลครับ คนมาก่อนนั่งหน้า และคนมาทีหลังก็นั่งหลังจริง นึกออกนะครับ
ตั้งแต่นั้นมา ใครมาก่อนเข้านั่งหน้า ใครมาทีหลังก็นั่งหลัง แต่เป็นอย่างนี้แค่ระยะหนึ่งเท่านั้น ขอบพระคุณครูคิมมากนะครับ ตาผม หมอนัดวันที่ 4 เพื่อขยายม่านตา เพราะเมื่อวาน หมอไม่สั่งขยายม่านตาเพราะผมจะขับรถกลับบ้านไม่ได้ครับ
สวัสดีค่ะ
ขอบพระคุณครับครูคิม ผมคิดว่าน่าจะมาจากสาเหตทั้งสองส่วนครับ จากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ และการอบรมสั่งสอนของครู ถ้าเด็กอยู่ในวัยช่างซักช่างถาม คุณแม่ทำไมมันเป็นอย่างนี้ ทำไมมันเป็นอย่างนั้น ผมพยายามบอกทุกคนว่า อย่าตอบเป็นอันขาด ให้ย้อนกลับไปถามเขาว่า ลูกคิดว่ามันเป็นเพราะอะไร? การตอบผิด ตอบถูกของเด็ก มันช่วยให้เขาใช้สมองครับ แล้วเราค่อยอธิบายคำตอบที่ถูกต้อง ภายหลังครับ ขอบพระคุณครูคิมอีกครั้งนะครับ
สวัสดีครับ พี่สมนึก
มาเยี่ยมเยียนด้วยความระลึกถึง ขอเป็นกำลังใจให้ตาดีดังเดิม ครับ
เรียนท่าน ผอ.ดิศกุล
แสดงว่าผมกำลังจะโชคดี เพราะท่าน ผอ. อวยพรให้ผมตาดี ดังเดิม ตามที่เขาพูดกันว่า ตาดีได้ ตาร้ายเสีย ผมคงรวยละ ตานี้ ขอบพระคุณครับ