วรรณคดี

คำถามแรกของผู้อ่านคงจะสงสัยว่า “วิจารณ์”  กับ “ประจาน” มันแรงไปหรือไม่ ?  และมันจริงหรือไม่ที่การวิจารณ์วรรณคดีนั้นมีขึ้นเพื่อประจานวรรณคดี?  คำถามเหล่านี้ผู้เขียนคงพอไขข้องใจได้บางประการเท่านั้น  เพราะความจริงแล้วศาสตร์การศึกษาด้านวรรณคดีนั้นการวิเคราะห์เพื่อต่อยอดการเรียนรู้เป็นปัจเจกความคิด  หาได้มีตำราใดเสี่ยมสอนไม่หากแต่เกิดจากการตกผลึกของผู้วิเคราะห์เอง  ดังนั้นจึงความผิดถูกได้ยากยิ่งผู้เขียนจึงนำเสนอพอเป็นกระสายยาเท่านั้นเองเพื่อท่านทั้งหลายนำไปคิดเล่น ๆ

                การวิจารณ์วรรณคดีนั้นเดิมทีในระบบการศึกษาของนักภาษาเราได้เน้นการวิเคราะห์เพื่อให้เห็นความงดงามของวรรณคดีในฐานความเชื่อ  ด้านวัฒนธรรม  หรือด้านความสามารถในการปรุงแต่งภาษาให้เกิดอรรถรสแก่ผู้อ่าน  ดังนั้นลิลิตพระลอจึงมีความงดงามในด้านการใช้ภาษาอย่างหาตัวจับได้ยาก  หรือแม้กะทั่งเรื่องขุนช้างขุนแผนก็ว่างามนักหากได้ขับเป็นเสภา  หากความงดงามนั้นเกิดขึ้นตามจุดประสงค์ผู้แต่งแล้วไซร้  เราย่อมเรียกว่า “วรรณคดีประโลมโลก”

                เมื่อการวิเคราะห์วรรณคดีถึงจุดอิ่มตัว (คือไม่สามารถขยายการวิเคราะห์ลงไปได้อีกแล้ว) นักภาษาและนักศึกษาทั้งมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตทั้งหลายต่างแย่งพื้นที่การศึกษาวิเคราะห์วรรณคดีกันจนมีหลายคนมองทะลุขอบประเทศออกไปต่างประเทศแล้วพบ “ทฤษฎีการวิจารณ์วรรณกรรม” ซึ่งมีการศึกษาเรียนรู้กันอย่างกว้างขว้างมามากกว่าร้อยปี  ความที่พื้นที่การวิเคราะห์วรรณคดี “ประโลมโลก” นั้นมีคนจับจองเต็มแล้ว  เหล่านักภาษานั้นจึงหันไปหยิบยกเอาการวิจารณ์วรรณกรรมของต่างชาติมาศึกษาและวิเคราะห์วรรณคดีในแง่มุมอื่น ๆ ในลักษณะจาระไนวรรณคดีจนภาพมองออกมาในแนว “ประจาน” มากกว่า “วิจารณ์”

                เพื่อให้เข้าใจกันอย่างถูกต้องของผู้ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มของนักศึกษามหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต หรือนักวิจัยอาวุโส  ผู้เขียนจะยกความหมายอย่างคร่าว ๆ เพื่อให้เข้าใจตรงกัน  กล่าวคือ  วิจารณ์วรรณคดี  คือ  การจาระไนวรรณคดีเพื่อแยกแยะความดีงาม  ถูกผิด  ตามแนวสัจจะนิยม(ความเป็นจริงตามธรรมชาติ) ในศึกษาวรรณคดีในแง่วิจารณ์จึงมุ่งชี้แจงสัจจะนิยมอย่างไม่สนใจความงามในแง่ประโลมโลกเพียงอย่างเดียว  เช่น  พระเพื่อนพระแพงต่างเป็นสตรีที่ไม่สามารถระงับความกระสันอยากของตนเองได้สามารถแสวงหากรรมวิธีต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งพระลอ(สามีผู้อื่น) หรือแม้แต่ความประหลาดของพระอภัยมณีที่สามารถร่วมเพศกับนางเงือกได้อย่างน่าอัศจรรย์  เป็นต้น  ความจริงที่เกิดจากเนื้อหาของวรรณคดีนั้นเราไม่ใคร่สนใจหรือพิเคราะห์ในแง่มุมเช่นนี้เท่าใดนัก  เพราะส่วนมากจะมองในแง่ความประโลมโลกของวรรณคดี  เช่น การศึกษาสำนวน  โวหาร  ภาพพจน์  รสวรรรคดี  เป็นต้น  การศึกษาเหล่านี้มักจะหลีกเลี่ยงความจริงในเนื้อหาวรรณคดีไป  ซึ่งชาติไทยเราก็ศึกษาแนวนี้มานมนาน  ครั้นการวิจารณ์วรรณคดีตามแนวตะวันตกมีอิทธิพลมากขึ้น(ซึ่งเกิดความต้องการขยายพื้นที่ในการศึกษา  วิจัย  ของนักภาษา)  จนคนที่อยู่ต่างปัจจัยไม่เข้าใจตามจนพาลชิงชัง  หรือขยะแขยงวรรณคดีเลยก็ได้

 

                ฉะนั้น  ผู้สอนภาษาไทยพึงตระหนักว่าจะสอนการ  “วิจารณ์” เพื่อวิเคราะห์วรรณดคีหรือเพื่อ  “ประจาน”  วรรณคดีกันแน่!