เมื่อไหร่ จะมีวิชาชีพ นักการเมือง
- การขับรถยนต์ทุกชนิด รถจักรยานยนต์ทุกยี่ห้อ ต้องสอบใบอนุญาตขับขี่
- การสมัครเป็นตัวแทน ขายประกัน ไม่ว่าจะสังกัดบริษัทไหน ต้องสอบใบอนุญาตขายประกัน
- การสอบบรรจุ เป็นข้าราชการครู ต้องมีวิชาชีพครู
- การเป็นแพทย์ หรือพยาบาล ต้องมีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ
- การเป็นทนายความ ต้องสอบเนติบัณฑิตและวิชาชีพทนายความ
- อาชีพอื่นๆที่ทำงานเกี่ยวข้องกับชีวิตคน ต้องมีใบอนุญาต มีวิชาชีพ กันทั้งนั้น
ทำไม นักการเมือง นั้น ใครๆก็เป็นได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต ไม่ต้องมีวิชาชีพ เมื่อไม่มีใบอนุญาต ไม่มีวิชาชีพ นักการเมืองบางคนจึงมีแต่อิทธิพล ไม่มีจรรยาบรรณ ไม่มีระเบียบวินัย ไม่มีความรู้ความสามารถในการปกครองและตรากฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เห็นการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ เป็นธุรกิจการเมือง ที่เอาเงินซื้อเสียงแล้วต้องมีรายการถอน เอากำไรงามๆตุงกระเป๋า นักการเมืองบางคนเป็นเสี่ย ที่พูดภาษาไทยไม่ชัด ชีวิตในรัฐสภา เขาคิดเพียงแต่ว่า กำไร กำไร กำไร ทำอย่างไรที่จะทำให้อยู่อำนาจนานที่สุด เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนและพวกพ้อง
“จ่าไหว” จริงๆแล้วเขาชื่อ นายจ่าย นามสกุลอะไรไม่ต้องเอ่ยถึง ที่มีฉายาว่า จ่าไหว เพราะชอบทำตัวเป็นผู้รู้กฎหมาย ด้วยร่างบอบบางผมเผ้ารุงรัง หมาชนคงล้มไม่เป็นท่า แต่แกยังอวดว่าแข็งแรงท้าวิ่งได้แซงคนอื่น พวกเราจึงเรียกแกว่า “จ่าไหว” หมู่บ้านนี้ ไม่มีใครสมัครเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จ่าไหวเลยไปสมัคร สมัครแล้วก็ต้องได้ ล้านเปอร์เซ็นต์ สี่ปีที่จ่าไหวเป็น ส.อบต นั้น แกเมามายกับอำนาจและเมาเหล้าประจำวันชนิดหมาเลียปากยังไม่รู้สึก แผนงาน/โครงการ งบประมาณต่างๆนานา แกไม่รู้เรื่องและไม่รับรู้อะไรเลย มีแต่เถียงเมื่อไม่ได้ดั่งใจและไม่ถูกใจ ทั้งๆที่ทุกอย่างนั้น ทางการ ทำอย่างถูกต้อง จ่าไหว ไม่มีจรรยาบรรณ ไม่มีระเบียบวินัย ไม่มีความรู้ความสามารถในการแสวงหาความเจริญมาให้ท้องถิ่น เพราะจ่าไหว นั้นไม่มีคุณสมบัติที่ดีที่เหมาะสมกับบทบาทในการเป็นตัวแทนของประชาชน นี่เป็นตัวอย่างนักการเมืองในเวทีเล็กๆระดับท้องถิ่น
ที่ประเทศไทยมีความยุ่งเหยิงอย่างทุกวันนี้ เพราะมีรัฐธรรมนูญที่ดีอยู่แล้ว แต่นักการเมืองของไทย ไม่มีวิชาชีพ นักการเมือง นั่นเอง ผู้เขียนจึงขอเสนอความคิดเห็นว่า ต้องมีการสอบใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพ นักการเมือง โดยให้ผู้รู้ หรือนักวิชาการ นักกฎหมาย นักปกครอง พิจารณาเขียนข้อสอบครอบคลุมทุกๆด้าน เช่น จรรยาบรรณ ความรู้ความสามารถในการบริหาร จิตวิทยาการครองใจมวลมหาชน และอื่นๆ เป็นหมวดหมู่ หมวดหมู่ละประมาณ 1,000 ข้อ ให้ผู้สนใจสมัครขอสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ นักการเมือง ได้เลือกสอบ หมวดหมู่ละ100 ข้อ โดยการกดสุ่มข้อสอบในคอมพิวเตอร์ เหมือนอย่างการสอบใบอนุญาตขับขี่ในยุคปัจจุบัน มาตั้งเกณฑ์ว่า สอบผ่าน ร้อยละ เท่าไหร่ จึงจะได้รับใบอนุญาตเป็นนักการเมืองระดับไหน ตั้งแต่ นักการเมืองท้องถิ่น ไปจนถึงนักการเมืองระดับชาติ อย่างนี้ นักการเมืองไทย จึงจะมีคุณภาพ ประชาธิปไตยจึงมีคุณค่าและความหมาย ที่ยากยิ่งกว่าที่คิดนั้นคือ นักการเมืองในสภาปัจจุบัน ใครจะกล้ายกมือสนับสนุน พรบ.วิชาชีพนักการเมือง ลักษณะอย่างนี้ บางทีคงต้องพึ่ง การปฏิวัติรัฐประหาร ครั้งสุดท้าย เพื่อปฏิรูปและ ออกกฎหมาย พรบ.วิชาชีพนักการเมือง ประเทศไทย จึงจะก้าวพ้นและเปลี่ยนผ่านไปได้ด้วยดี
น่าคิดๆ จริงๆ ค่ะ
ฤาถึงเวลาต้องทบทวนคุณสมบัติของ ทั้งนักการเมือง และ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลึกซึ้ง ด้วย พร้อมๆ กันไปเลยค่ะ ... เท่าที่ผ่านมา เราก็เปิดกว้าง ให้สิทธิมนุษยชนพื้นฐานเต็มที่ บางทีอาจจะเกินไปด้วยซ้ำ ... ตัวแทนเป็นอย่างไร ปชช.ผู้เลือกเป็นเยี่ยงนั้น
หากแต่ต้องกำหนดกฏเกณฑ์อะไรกันให้ละเอียด ชัดเจน เอาไม่ให้มีช่องโหว่กันเลยทีเดียว ไม่งั้น ... มีไปก็ งั้นๆ อีก ปัญหาตามมาเพียบ เลยล่ะครานี้ ;)
บางคนเขาก็กล่าวว่า นักการเมืองคือ อาสาสมัคร มารับใช้ประชาชน (ช่วงเลือกตั้ง)
พอได้รับเลือกตั้งเป็น สส./สจ./อบต. แล้ว ประชาชนต้องไปรับใช้ท่านเหล่านั้น
*** การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ....จริงและจริงด้วย
คงกระทำได้ยาก เพราะนักการเมืองเลว ๆ เหล่านี้เป็นผู้ออกกฎหมาย เห็นจะต้องล้างบางเสียก่อน แล้วกำหนดการเมืองที่เหมาะสมกับสังคมไทย ไม่ใช่ไปลอกแบบจากที่อื่นที่ไม่เหมาะสมกับสังคมไทย สังคมไทยอาจจะต้องย้อนยุคกลับไปสมัยพ่อขุนรามฯก่อน แล้วดำเนินการพัฒนาสังคมให้เข้าสู่สังคมการเมืองใหม่ด้วยความจริงใจ ไม่ใช่ดำเนินการดั่งปี 2475 เป็นต้นมา ซึ่งล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และซ้ำร้ายยังสร้างสังคมไทยเข้าสู่ระบบมาเฟียอย่างในปัจจุบัน