ดิฉันแต่งงาน มีบุตร 2 คน บุตรสาวคนโต บุตรชายคนเล็ก ครอบครัวของดิฉันมีความอบอุ่นมีความสุขดี โดยยึดหลักการครองเรือน ดังจะนำมากล่าวไว้เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวอื่นต่อไป ดังนี้
การสร้างความสุขในชีวิตสมรส ที่กล่าวมาเป็นตัวอย่างความคิดของหลายท่านที่บอกถึงลักษณะของครอบครัวที่มีสุข ครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข คือ ครอบครัวที่มีความสามัคคี เป็นน้ำหนึ่ง ใจเดียวกัน การครองคู่ ความเข้าใจอันดีระหว่างคู่สมรสและสมาชิกในครอบครัว
ครอบครัวมีความสุข ชีวิตสมรสประสบความสำเร็จเป็นสิ่งที่ผู้ครองเรือนปรารถนา
แต่ครอบครัวมีความสุขเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับความคิดและความรู้สึกของแต่ละบุคคล
และแต่ละครอบครัว ตัวอย่างเช่น
ครอบครัวมีความสุข คือ ครอบครัวที่มีการศึกษาดี มีชื่อเสียง สังคมยอมรับ และยกย่อง
ครอบครัวมีความสุข คือ ครอบครัวที่มีความเข้าใจกัน เห็นอกเห็นใจ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง
สามัคคีกันเป็นอย่างดี
ครอบครัวมีความสุข คือ ครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี มีบ้านเรือนที่อยู่อาศัยสวยงาม
มั่นคง คนในครอบครัวมีอาชีพและมีรายได้
ครอบครัวมีความสุข คือ ครอบครัวที่มีสมาชิกในครอบครัวสมบูรณ์ครบถ้วน มีพ่อแม่
ลูกหลาน ปู่ ย่า ตา ยาย อยู่ร่วมกัน
ครอบครัวที่สมบูรณ์ และอาจจะมีความคิดที่แตกต่างอีกมากมาย แต่อาจสรุปได้ว่า
ร่วมกันทำหน้าที่ ช่วยกันสร้างฐานะความเป็นอยู่ให้มั่นคง ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา
อาชีพ ตามวิถีการดำเนินชีวิตของสังคมและประเทศชาติ
เหมือนเป็นชีวิตเดียวกัน จึงเป็นโอกาสที่จะต้องศึกษาและสร้างความเข้าใจอันดีต่อกันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ยิ่งใน
การสร้างความเข้าใจอันดีของคู่สมรสนั้นได้กระทำแล้ว
ในระดับหนึ่งในช่วงการแต่งงาน แต่ก็คงไม่สมบูรณ์
เพราะไม่ได้ศึกษาทำความเข้าใจกันละเอียดลึกซึ้งพอ
เพราะมี ข้อจำกัดในเรื่องของเวลาและโอกาส ความ
ใกล้ชิด และจะมีความรักความเกรงใจเป็นม่าน ปิดบัง
ความจริงบางอย่างได้ เมื่อแต่งงานเป็นสามีภรรยากัน
แล้วย่อมมีความสัมพันธ์ ใกล้ชิดทั้งทางร่างกายและ
จิตใจ

ครอบครัวที่มีญาติที่เป็นปู่ ย่า ตา ยาย พี่ ป้า น้า อา หลาน ญาติพี่น้อง จะต้องศึกษาและสร้างความเข้าใจอันดีให้
เกิดขึ้นกับญาติพี่น้องด้วย
การสร้างความเข้าใจอันดีให้เกิดขึ้นกับคู่สมรสและสมาชิกในครอบครัว ควรทำความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้คือ
1. ลักษณะนิสัยและอารมณ์ความรู้สึก คู่สมรสจะต้องศึกษาลักษณะนิสัยของแต่ละคนให้เข้าใจถ่องแท้ ทั้งลักษณะนิสัยการพูด การกินอยู่ การทำงานและอื่น ๆ ตลอดทั้งลักษณะอารมณ์ ความรู้สึกของแต่ละคนให้ทราบว่า บุคคลใดชอบอะไร ไม่ชอบอะไร บุคคลใดอารมณ์ร้าย อารมณ์ดี หรือขี้โมโห เป็นต้น
2. วัฒนธรรมและพฤติกรรมที่เป็นปกติในครอบครัวเดิม ครอบครัวเดิมของทั้งสองฝ่าย อาจจะมีระเบียบปฏิบัติ
และพฤติกรรมที่แสดงกันเป็นปกติที่ แตกต่างกัน ด้วยสาเหตุของการต่างวัฒนธรรม ต่างท้องถิ่น เช่น การ
ปฏิบัติต่อผู้ใหญ่อาจจะแตกต่างกัน เราจึงต้องศึกษาทำความเข้าใจสิ่งที่แตกต่างกัน
3. การเปลี่ยนแปลงตามวัยและสถานภาพสังคม ต้องศึกษาและทำความ เข้าใจว่าคู่สมรสและสมาชิกใน
ครอบครัวจะต้องมีการพัฒนาและ เปลี่ยนแปลงในลักษณะนิสัย อารมณ์ ความรู้สึกและพฤติกรรมอื่น ๆ
ไปตามวัย เช่น เมื่อวัยรุ่นมีลักษณะนิสัย อารมณ์ ความรู้สึกและพฤติกรรมอย่างหนึ่ง แต่เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่
วัยสูงอายุย่อมมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะนิสัย อารมณ์ ความรู้สึกและพฤติกรรมต่างๆ ผิดแปลกแตกต่าง
จากวัยรุ่นไปด้วย
การศึกษาทำความเข้าใจระหว่างบุคคลในครอบครัว จะทำให้ทราบถึงลักษณะนิสัย ค่านิยม พื้นฐานทางจิตใจ การศึกษา วัฒนธรรม การพัฒนาเปลี่ยนแปลงตามวัย อาชีพและสถานภาพทางสังคมจะช่วยให้แต่ละคนได้ปรับตัวให้สอดคล้องกับลักษณะของแต่ละคน หลีกเลี่ยงการปฏิบัติที่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง หาแนวทางที่จะปรับตัวปรับใจให้ใกล้เคียงกัน และเข้าใจกันได้ง่าย ในทางตรงกันข้ามหากบุคคลในครอบครัวไม่ศึกษาทำความเข้าใจระหว่างกันและกัน ย่อมจะขาดความระมัดระวังในการแสดงออก ทำให้เกิดความขัดแย้งในครอบครัวและอาจจะเกิด การแตกแยกหย่าร้างกันได้ในที่สุด
ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
สิ่งที่สำคัญที่ผู้ครองเรือนต้องสร้างให้เกิดขึ้นในจิตใจ คือ ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ในด้านความประพฤติ ความห่วงใยเอาใจใส่ต่อกัน การแสดงรายการทางการเงิน การคบหาสมาคมกับเพื่อนฝูงมิตรสหาย
1. สร้างความรู้สึกมั่นใจ ผู้ครองเรือนต้องเชื่อมั่นในตนเองและคู่สมรสว่า เป็นคนดี ต้องมีความจริงใจ มีความบริสุทธิ์ใจต่อกัน เชื่อว่าไม่มีฝ่ายใดปรารถนาจะทำในสิ่งไม่ดี สิ่งที่จะสร้างความเดือดร้อนต่อตนเอง
และครอบครัว
2. ต้องเป็นคนหนักแน่น ไม่หูเบา การได้รับข้อมูลและข่าวเกี่ยวกับคู่สมรส ทั้งทางดีและไม่ดี ไม่ควรด่วนเชื่อ ต้องพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจ ควรพิจารณาถึงแหล่งข่าว ผู้ให้ข่าวว่าเป็นใคร น่าเชื่อถือ
เพียงใด เพราะข่าวนั้นอาจจะ ไม่จริงหรือผู้ให้ข่าวอาจจะประสงค์ร้ายต่อเราก็ได้ จึงไม่ควรเชื่อง่าย ให้ใช้
วิจารณญาณ ไม่วู่วาม มิฉะนั้นจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด สร้างความเดือดร้อนในชีวิตสมรสได้
3. ให้เกียรติซึ่งกันและกัน คู่สมรสต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ด้วยการปรึกษาหารือเพื่อขอความเห็น ขออนุญาต มีการพาคู่สมรสไปแสดงตนในงานต่าง ๆ และแนะนำให้ญาติมิตรได้รู้จักในโอกาสอันควร เมื่อออกนอกบ้านควรบอกเวลากลับ บอกสถานที่ที่จะไป แจ้งการกลับบ้านที่ผิดปกติทางโทรศัพท์ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติเพราะเป็นการแสดงออกของการให้เกียรติซึ่งกันและกันของคู่สมรส
4. วางแผนการใช้จ่ายร่วมกัน การมีส่วนร่วมในการวางแผนการใช้จ่ายในครอบครัว การแสดงรายได้ รายจ่ายให้ทุกคนทราบ การให้โอกาสแต่ละคน ให้เหตุผลขอเพิ่มหรือลดรายจ่ายในครอบครัว บางคู่
บางครอบครัวจะมีการผูกขาดการวางแผนใช้จ่ายในครอบครัวเพียงคนเดียว จ่ายให้คู่สมรสเป็นรายวัน
ในจำนวนจำกัด สร้างความ อึดอัดให้เกิดขึ้น ไม่มีอิสระในการใช้จ่าย ถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติต่อคู่
สมรสและสมาชิกในครอบครัว ย่อมเป็นผลเสียต่อชีวิตสมรส จึงไม่ควรกระทำ
5. รู้จักแบ่งเวลาสำหรับครอบครัว การแบ่งเวลาสำหรับสร้างความสัมพันธ์กับครอบครัว สังคม เพื่อนฝูง
ญาติสนิทมิตรสหายเป็นสิ่งจำเป็น เพราะในการดำเนินชีวิตของเรา จะต้องเกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านี้
อยู่เสมอ จึงต้องแบ่งเวลาที่จะให้กับครอบครัว ญาติ เพื่อนฝูง และสังคมให้เหมาะสม โดยเฉพาะครอบครัว
จะต้องพิจารณาให้เวลาเป็นพิเศษ เพราะสมาชิกในครอบครัวจะดีย่อมเกิดจากครอบครัวอบอุ่น และครอบครัว
อบอุ่นก็เพราะทุกคนในครอบครัวให้เวลาในการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างสม่ำเสมอเป็นสำคัญ