ชีวิตของคนกรุงเทพส่วนหนึ่ง จำเป็นที่จะต้องใช้บริการรถสาธารณะกันเป็นเรื่องปรกติ แน่นอนหละครับ สภาพเศรษฐกิจแบบนี้ การจราจรก็แบบนี้ ยิ่งเป็นแค่มนุษย์เงินเดือนจนๆ แล้ว ก็เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องพึ่งพารถเมล์บ้าง รถไฟฟ้าบ้าง หรือถ้าจะให้หรู และเร็ว ก็คงต้องเลือกใช้บริการของพี่แท็กซี่นั่นเอง
แต่จากการที่หลายๆ ปีที่ผ่านมา การแสดงความคิดเห็นของบรรดาโชเฟอร์ในเสื้อสีต่างๆ นั้น ทำให้รถแท็กซี่กลายเป็นภาพแทนของการเมืองที่วุ่นวายไปเสียแล้ว จนเราอาจจะลืมไปว่า คนขับแท็กซี่ก็เป็นแค่อาชีพหนึ่ง ที่มีความหลากหลายของคนที่มาทำ และที่สำคัญนั้นและแท็กซี่เอง ก็พอเจอกับคนที่หลากหลาย มีโอกาสได้รับฟังข่าวสารทั้งวัน ได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับคน อย่างน้อยๆ ก็ ๑๐ - ๒๐ คนต่อวัน
คนขับรถแท็กซึ่งจึงนับเป็นทรัพยากรที่ดี และมีประสิทธิภาพ ที่จะช่วยให้เราเรียนรู้อะไรในมุมมองที่ใหม่ๆ ได้
หลายๆ คนเวลาขึ้นรถนั้น มักจะกลัวแท็กซี่กัน ด้วยข่าวไม่ดีๆ มีเยอะ ทั้งเรื่องปล้นฆ่า เรื่องมอมยา หรือหลอกไปข่มขืน ทั้งๆ ที่แท็กซี่ที่อยู่ในกรุงเทพนั้น มีนับหมื่นๆ คัน แต่คดีที่เกิด มีแค่หยิบมือ ซึ่งไม่ต่างกับอาชีพอื่นๆ จึงเกิดเป็นความหวาดระแวงไปในวงกว้าง แม้บางเรื่อง เราจะพิสูจน์แล้วว่าไม่จริง เช่นยาป้าย ยาพ่นทั้งหลาย แต่ก็ยังไม่ช่วยให้คนนั่งรู้สึกปลอดภัยขึ้นเท่าไหร่
หากเป็นอดีต ก็คงไม่สามารถทำอะไรได้ มาหลายปีก่อน ก็เริ่มจะมีการโทรบอกที่บ้านด้วยมือถือ หรือคุยกับที่บ้านไปด้วย ปัจจุบันสังคมเครือข่าย "Social Network" ก้าวหน้ามากขึ้น ก็เริ่มเปลี่ยนรูปแบบเป็นทวีต (tweet) ในทวิตเตอร์ (www.twitter.com) หรือ แสดงสถานะปัจจุบันในหน้าเฟซบุ๊ค (www.facebook.com) บอกว่าอยู่บนรถคันไหน ทำให้เราสบายใจมากขึ้น
แต่สิ่งที่ผมมักจะเลือกทำก็คือ การนั่งคุย เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนคติกับพี่ๆ เหล่านี้ แม้ว่าแนวคิดทางการเมืองของผมนั้น จะค่อนข้างเอียงกะเท่เร่ไปทางหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่สามารถแลกเปลี่ยนความเห็นได้
เมื่อตัดการเมืองไปแล้ว ดังนั้นประเด็นส่วนใหญ่ที่ผมมักจะแลกเปลี่ยนกับบรรดาคนขับรถแท็กซี่นั้น ก็คงหนีไม่พ้นชีวิตความเป็นอยู่ สภาพเศรษฐกิจ สังคม (ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง) สภาพจราจร และเรื่องครอบครัวของคนขับคนนั้นๆ
คำถามที่ผมมักจะใช้ในการเปิดเรื่องสนทนา ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องดินฟ้าอากาศ สภาพการจราจร และลูกค้า
....ว่าไปนี่ คล้ายกับการเขียนคู่มือจีบสาวกันทีเดียว....
ครั้นจะไม่เปิดประเด็นเหล่านี้ ก็นึกเรื่องอื่นที่ชวนคุยแล้วไม่ขัดแย้งไม่ได้ เลยต้องเริ่มแบบนี้เสียทุกครั้งไป และแน่นอน มันนับเป็นการเริ่มบทสนทนาที่ดีเสมอ
ติดตามต่อตอนหน้าครับ :)