เยี่ยมบ้านคนพิการ , หน่อไม้ใบย่านาง

       ทุกวันอังคาร ใกล้เวลา 8.30 น. ฉันต้องรีบวิ่งกระหืดกระหอบเพื่อจะไปขึ้นรถออกหน่วยซึ่งจะไปPCU ทับกวางให้ทัน ด้วยความที่โรงพยาบาลมีสองฝั่ง ( ไม่ใช่สองฝั่งคลองแต่เป็นสองฝั่งถนนมิตรภาพ ใครอยู่แก่งคอยคงรู้ดี งงล่ะสิ!ร.พ.แก่งคอยมีสองฝั่ง แก่งคอยนอก -แก่งคอยใน ฉันอยูมา 7 ปียังงงเลยว่าคนไข้เขาหมายถึงโรงพยาบลไหนกันแน่ )

       ฉันจึงต้องพึ่งใบบุญจากรถโรงพยาบาลที่มีพี่เจ้าหน้าที่มารับส่งเซ็ททำแผลและอุปกรณ์ต่าง ๆที่ extend ตอน 8.20น.แล้วกลับไปที่รพ.ในประมาณใกล้แปดโมงครึ่งพอดี เป็นอย่างนี้มาสักพัก จนพี่พขร.เริ่มรู้และไม่ว่าอะไร (แลดูน่าสงสารเหมือนชีวิตนางเอกในหนังไทย..ฮาอีกล่ะ)

      วันนี้ไปเยี่มบ้านผู้พิการเคสเดิมดีขึ้นเรื่อย ๆแถมได้ฟังญาติระบายความในใจต่าง ๆนานาเราก็ได้แต่รับฟังและช่วยในสิ่งที่เราพอจะช่วยได้ ก็คือช่วยฟื้นฟูญาติของเขานั้นเอง

      เป็นธรรมดาที่คนใกล้ตัวมักไม่ค่อยสนใจฟังในสิ่งที่เราบอกทั้ง ๆที่รู้ว่ามันเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเอง ตัวอย่างเช่นมารดาของข้าพเจ้าเอง ( เม้าท์แม่ไม่ต้องกลัวมีปัญหาเม้าท์คนอื่นเดี๋ยวมีเฮ...ซะงั้น )คุณเธอเป็นเก๊าท์รู้ทั้งรู้  แต่เบื้องหลังนั้นแอบกินทุกอย่างที่หมอห้าม พอเราบอก " แม่ กินหน่อไม้ไม่กลัวปวดขาเหรอ "ชีก็ทำหน้าตาเฉยบอก " เดี๋ยวเขาก็กินยาตาม ก็ไม่ปวดแล้ว " น่าน ...ความคิดเขา

      ต้องขอประทานโทษสำหรับผู้ใหญ่บางท่านที่อาจรับไม่ได้กับบทความวิจารณ์มารดาของดิฉัน  แต่ขอเรียนไว้เลยว่า มารดาของดิฉันนั้นดิฉันก็รักและเคารพเหมือนกัน แต่ว่าเราจะสนิทกันมากจนบางครั้งยังโดนพ่อบ่นเลยว่า " เธอเป็นแม่หรือเป็นเพื่อนมันฮะ " ข้าพเจ้าก็จะลดดีกรีในการหยอกล้อลง สรุปโดนทั้งคู่ 

    เข้าเรื่องต่อ หลังฝึกคนไข้ไปเรียบร้อยแล้วก็ออกมาติดตามเอกสารคนพิการที่ไม่ได้สมุด ไปถึงเราไม่เจอคนไข้แต่เจอแม่คนไข้ กำลังต้มหน่อไม้ใส่ใบย่านางอยู่ พี่จ๊ะพี่ที่ไปด้วยกันก็ส่งเสียงทักทายยายไปตามเรื่องตามราว สนใจหน่อไม้ยายมิใช่น้อย

     ยายจำได้ว่าเรามาช่วยเรื่องทำสมุดผู้พิการ ก็เลยบอกเอาหน่อไม้ไปกินไหม ยายต้มไว้ทำซุป ( ไฮโซสุด ๆ...ซุปหน่อไม้เด้อค่ะ ) เพราะเย็นนี้ลูกหลานจะมาอาบน้ำให้...รดน้ำดำหัวนั่นแหล่ะค่ะ

     คุณนายก็ทำท่าเกรงใจโง้นงี้ แต่สุดท้ายก็ยอมให้ยายตักหน่อไม้ให้ แซ่บกันเลยทีเดียว  เวลาไปออกเยี่ยมบ้านก็รู้สึกเหนื่อยมาก ๆบางทีก็คิด โธ่!ชีวิตสาวน้อยบอบบาง ( ตรงไหน )อย่างเราต้องมาสมบุกสมบันอะไรอย่างนี้

     แต่พอเห็นคนไข้เดินได้ ยิ้มได้ก็ดีใจนะ ขนมและของฝากถือเป็นผลพลอยได้( ตลอดเวลา ) คราวก่อนประชุมสรุปงานให้ผู้อำนวยการฟังข้าพเจ้าก็แอบเปรยว่า " หมอค่ะ ขอเบิกเงิน สวัสดิการมาซื้อครีมกันแดดได้ไหมคะ หนูเขียวจนจะสังเคราห์แสงได้แล้ว"

       ผู้อำนวยการยิ้มๆยังไม่ทันตอบ พอดีมีคุณหมออีกท่านเข้ามาฟังด้วยบอกว่า " รอให้เข้มเท่าหมอปิ๊ด( ผอ.ค่ะ )ก่อนแล้วค่อยมาเบิกเงินเถอะ "พูดกันแบบนี้ ดิฉันก็คงไม่มีโอกาสได้ตังค์ค่าครีมกันแดดแล้วล่ะค่ะ...ล้อเล่นขำ ๆนะคะ

     นี่ก็เป็นเรื่องสนุก ๆแค่เสี้ยวหนึ่งของการเยี่ยมบ้าน  อยากให้เพื่อนๆ ชาวสาธารณสุขทุกท่าน โดยเฉพาะนักกายภาพบำบัดมาแชร์ประสบการณ์กันค่ะ  แล้วจะรู้ว่าเยี่ยมบ้านมีอะไรมากกว่าที่คิด

     โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ