นักปฏิบัติเราชอบติดน่ะ ชอบติดในความสุข ในความลุ่มหลง ในความหมกหมุ่น บางทีก็บวชมาตั้งหลายปีแต่ว่ามันไม่ก้าวหน้าเพราะว่าอยู่เฉย ๆ อยู่สบาย ๆ ไม่ฝึกฝนตัวเอง ไม่พัฒนาตัวเอง
อยู่ไปหลายปีหลายเดือนมันก็อยากสึกเหมือนกันนะเพราะว่าคนไม่มีอะไร มันอยู่ด้วยไม่มีสิ่งรบกวนเท่านั้นเองอย่างมาก แต่ว่าจิตใจของเราไม่ค่อยก้าวหน้าให้
บางทีเราก็คิดว่ากลัวจะเป็นอย่างโน้น กลัวจะเป็นอย่างนี้ กลัวจะทำได้ไม่ค่อยดีอะไรอย่างนี้ เราก็พยายามทำอย่างเต็มที่รับผิดชอบอย่างเต็มที่
เราทำนี้ทำให้เป็นกิเลสก็ได้ ไม่ให้เป็นกิเลสก็ได้ของอย่างเดียวกัน
ทำไม่ให้เป็นกิเลสทำอย่างไรก็เราทำเพื่อเสียสละเพื่อปล่อยวางเพื่อไม่ยึดมั่นถือว่า เรียนนักธรรมตรี ถ้าเราเรียนเพื่อเสียสละเพื่อปล่อยวางเพื่อไม่ยึดมั่นถือว่าจะเรียนนักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอกหรือเรียนอะไรก็ดี ถ้าเราเรียนเพื่อเสียสละเพื่อปล่อยวางอย่างนี้มันก็ไม่เป็นกิเลส
เราจะรับหน้าที่อะไรก็ดีถ้าเรารับหน้าที่ด้วยเสียสละ ด้วยปล่อยวาง ด้วยไม่ต้องการอะไร มันก็ไม่เป็นกิเลส
ส่วนมากมันต้องการนะ ต้องการให้ดี เราก็ไม่ใช่ว่าเราไม่รับผิดชอบกลัวมันจะดีอย่างนี้ไม่ใช่ เราก็พยายามที่จะเสียสละที่จะให้ดีที่สุด มันจะดีไม่ดีก็เรื่องผลของมัน เราไม่ต้องเป็นทุกข์ อย่างนี้
ให้ศีลให้พรเราตั้งใจว่าจะไม่สั่นแต่มันสั่นก็ช่างมันเถอะ เราไม่ได้บวชมาเพื่อจะเอาหน้าเอาตาเอาชื่อเอาเสียงเพื่อที่จะละจะวางจะปล่อยอะไรอย่างนี้
เราอย่าไปคิดว่าเราไม่ได้บวชมาเพื่อจะเป็นครูบาอาจารย์ เพื่อจะเป็นเจ้าอาวาส เพื่อจะเป็นอะไร อย่างนี้เราก็ไม่ต้องคิด เพราะว่าถ้าเราบวชนานมันก็ต้องนั่งอยู่หัวแถวอยู่แล้ว อย่างนี้เป็นต้น “เราฟอร์มตัวเองให้ดี ฟอร์มตัวเองไม่ให้มีกิเลส”
บางทีสิ่งที่เราไม่เคยคิด ไม่เคยคำนวณ ไม่เคยกระทำ บางทีมันก็ทำให้เกิดความไม่สงบเกิดความฟุ้งซ่านได้ แต่ความฟุ้งซ่านนั้นไม่ใช่ใจเราหรอก มันเป็นความคิด เป็นอารมณ์
ใจของเรานั้นคือความสงบ คือพระนิพพาน เราพยายามรู้จักอารมณ์ รู้จักความสงบ เรารู้ความสงบนี้ก็ค่อย ๆ กลับมา“ฝึกบ่อย ๆ มันก็เคยชิน ก็เราทำทุกวันมันก็ชำนาญ”
ก็เหมือนกับเราค่ำสักหน่อยมันอยากจะนอนเลย มันก็ชำนาญเหมือนกัน มันไม่เคยทวนกระแส ไม่เคยฝึก เคยอันนี้
เหมือนกับเราเดินไปตามถนน ถ้าเราเดินไปภาวนาไป มีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ กระทบรูปฟังเสียงอะไรก็ถือว่าเป็นทางผ่านนิมิตผ่านเฉย ๆ ก็กลับมาหาจิต หาใจ หาความสงบ ความเยือกเย็น เราทำบ่อย ๆ มันก็ชำนาญ
แต่ถ้าเราไม่รู้จักชีวิตจริง ไม่รู้ตัวเองอะไร เห็นอะไรก็ตามไปตามไป มันก็ไปกับสิ่งเหล่านั้น
จะไปโทษว่าตนเองบุญน้อย บารมีน้อยมันก็ไม่ถูกเหมือนกัน เพราะตัวเองไม่ได้ปฏิบัติ
ของอย่างนี้มันไม่ใช่ดีอยู่ที่ปลงผมนุ่งผ้าเหลืองนะ มันดีอยู่ที่เราปฏิบัติ “ความเป็นพระอยู่ที่เราปฏิบัติอยู่ที่ใจเราสร้างขึ้นมามันถึงมี”
เราอยู่อย่างนี้แหละ ปฏิบัติอย่างนี้แหละมีความสุข ที่เรากลับมาหาความสงบความเยือกเย็นมีความสุข “แต่คนไม่รู้จักความสุขก็วิ่งไปเรื่อย เค้าเรียกว่าคนไม่เต็มบาตร”
หมายถึงว่าใจของเรามันออกไปเรื่อย มันไม่รู้จักว่าความดับทุกข์ที่แท้จริงนี้มันต้องกลับมาหาตัวเอง กลับมาหาสงบ
เราอยู่เฉย ๆ อย่างนี้ก็คิดว่า เอ๊! เราอยู่เฉย ๆ มันไม่ได้อะไรเลย “มันจะเอาอะไร ยิ่งเอามันก็ยิ่งยุ่งยิ่งวุ่นวาย”
ถ้าเรากลับมาหาตัวเองอย่างนี้มันก็ดับทุกข์น่ะ เพราะเราไม่มีความปรุงแต่งอะไร นั่งทั้งคืนมันก็ไม่ทุกข์นะ เดินทั้งวันมันก็ไม่ทุกข์นะ ทำอะไรอย่างนี้มันก็สบาย เพราะว่าความปรุงแต่ง ความวุ่นวายมันไม่มี จะพาไปก็สบาย ไม่มาพาก็อยู่ ที่นี้มันก็สบายอย่างเก่า ถึงช้าถึงเร็วมันก็สบายกว่าเก่า เพราะว่าจิตใจมันกลับมาหาตัวเอง กลับมาหาความสงบ...
“คนไม่รู้จักเพราะนิพพานนี่ก็วิ่งไปเรื่อย ร้อนไปเรื่อย”
ชีวิตธรรมด๊า ธรรมดาอย่างนี้มีความสุข ที่เรากลับมาหาความสงบความเยือกเย็น เราก็พยายามพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ อย่าไปมองข้ามไป มันอยู่ใกล้ ๆ นี้แหละ ของง่าย ๆ นี้แหละ แต่ว่ามันไม่รู้จักมันก็วิ่งไปเรื่อยแหละ “เจอนิพพานก็ไม่รู้จักนิพพานนะ” ฝึกตัวเอง
ทุกคนมันก็อยากคึกอยากคะนอง อยากทำอะไรตามนิสัยตามความเคยชิน เพราะว่ามันเคยชินอย่างนั้น ยิ่งเป็นพระเด็ก ๆ เณรเด็ก ๆ ยิ่งคึกอยากคะนอง ถ้าเราไม่เอาธรรมเอาวินัยมันก็แสดงออกอย่างนี้แหละ กระโตกกระตาก พะว่อพะแว่ กิ๊ก ๆ กั๊ก ๆ เหมือนลิงเหมือนข้างเหมือนลิงไม่ได้ฝึกได้หัดนั่นแหละ
อันนี้เราต้องรู้ตัวเอง ดูเองว่าตัวเองเป็นใคร จับดูหัวตัวเอง จับดูผ้าตัวเอง เราจะได้สำนึกสำเหนียกตัวเอง การทำอะไร ๆ สบาย ๆ คิดว่ามันดีมันก็เสียเวลาในการฝึกการปฏิบัติ...
องค์พ่อแม่ครูอาจารย์...