ชายหนุ่มคนนั้น

ชายหนุ่มคนนั้น

คำผา  เพลงพิณ

                ชายหนุ่มคนนั้นเดินออกมาจากห้องสมุด  เขาหอบหนังสือจนเกือบล้นมือทั้งสอง  มุ่งหน้าเดินไปตามถนนที่ทอดเข้าไปในเมือง  เขาเดินผ่านบริเวณที่กำลังก่อสร้างอาคาร คนงานมากมายทั้งชายหญิงยืนอยู่กลางแดดกล้า  บางคนกำลังก้มผสมปูน  บางคนกำลังขนอิฐกลับไปกลับมาด้วยเรือนร่างที่เปียกโชก  เพราะเหงื่อหยาดในยามเที่ยงอันร้อนระอุ

                “กี่โมงแล้วครับ?”  คนงานหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเขา  เดินเข้ามาถามชายหนุ่มคนนั้นด้วยท่าทีที่นอบน้อม

ชายหนุ่มที่ถูกถามสะบัดหน้าเหมือนไม่ได้ยิน

                ชายหนุ่มคนนั้นไปที่ร้านขายหนังสือ  เหมือนที่เขาเคยไปอยู่เป็นประจำเขาเลือกหนังสือได้เกือบสิบเล่ม ....ปีศาจ  ของ  เสนีย์   เสาวพงศ์    ในอ้อมกอดของภูผา....สำนึกขบถ.....ด้วยรักแห่งอุดมการณ์...เสริมทฤษฎี  และ  ฯลฯ  เขาจ่ายเงินเป็นค่าหนังสือไปกว่าสามร้อยบาท  แล้วก็เดินออกมา   เขาเดินไปตามฟุตบาทที่เลียบเคียงไปกับถนนใหญ่  ไม่นานเขาก็พบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

หญิงสาวคนหนึ่งกำลังถูกมอเตอร์ไซค์ทับดิ้นกระแด่ว ๆ  หล่อนร้องขอความช่วยเหลือจากคนที่เดินผ่าน  ขณะนั้นไม่มีใครผ่านมาเลยนอกจากชายหนุ่มคนนั้น

                “ช่วยด้วย  ช่วยฉันที”   หญิงสาวโบกมือไหว ๆ มองมาที่ชายหนุ่ม

                ชายหนุ่มคนนั้นเดินเลี่ยงออกไป  เหมือนเดินหลบขอนไม้ท่อนหนึ่งที่ล้มลงมาขวางทาง

                ขณะที่ชายหนุ่มคนนั้นกำลังรอข้ามถนน  ซึ่งมีรถรามากมายวิ่งไปมา  เด็กหลายคนกำลังรอข้ามถนนเหมือนกัน  พร้อมกับหญิงชราร่างหง่อมงุ้มคนหนึ่ง  นางและเด็ก ๆ เหล่านั้นไม่กล้าข้ามถนน  พวกเขาต่างมองมาที่ชายหนุ่มเป็นจุดเดียว  ด้วยความหวังว่าชายหนุ่มคนนั้นจะเป็นผู้นำทางเดินข้ามไปอย่างปลอดภัย

                ชายหนุ่มคนนั้นมองสบตากับหญิงชราแว็บเดียว  แล้วก็เชิดหน้าก่อนที่จะวิ่งข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว

                เมื่อชายหนุ่มคนนั้นข้ามถนนมาแล้ว  เขามายืนรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายไม่ทันไรก็มีชายแก่ท่าทางบ้านนอก  แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสกปรก  แววตาละห้อยก็เดินเข้ามาหาชายหนุ่มคนนั้น  พร้อมกับพูดขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา  แหบเครือ

                “นายครับ....” ชายแก่พูดเป็นภาษาถิ่นอีสาน

                “ทางไปตลาดหมอชิตไปทางไหน?............” ชายแก่ค้อมตัวลงอย่างอ่อนน้อมเหมือนอ้อนวอน

ชายหนุ่มคนนั้นหันไปมองแว็บเดียวเช่นเคย  แล้วก็เบี่ยงตัวเชิดหน้าและรีบวิ่งไปขึ้นรถเมล์ที่แล่นเข้ามาเทียบ

                บนสะพานลอยที่ผู้คนพลุกพล่าน  ขอทานนั่งเรียงรายกันมากหน้าหลายตาบางคนมือด้วน  บางคนมือหงิกงอ  ตาบอด  ปากเบี้ยว  บางคนนั่งหมอบงุ้มหน้า  ยื่นมือออกมาพร้อมกับขันใบคร่ำคร่าเพื่อขอเศษสตางค์จากผู้คนที่เดินผ่านไปมา  เสียง กริก  กริก  ดังรัวอยู่ไม่ขาดระยะ  เมื่อผู้ที่ผ่านไปมาหยุดแวะเข้ามาหยอดเหรียญคนละบาทสองบาท

                ชายหนุ่มคนนั้นเดินโค้งอ้อมหลบออกมาจากบริเวณที่ขอทานนั่งเรียงรายอยู่พร้อมกับยกผ้าเช็ดหน้าปิดปาก  ปิดจมูก  กลั้นลมหายใจเดินผ่านไปด้วยความเร็ว

                เมื่อชายหนุ่มคนนั้นนั่งรถกลับบ้านที่ต่างจังหวัด  คนบนรถคันนั้นแน่นเอียดจนไม่มีที่จะยืน  ทั้งเด็กน้อย  หนุ่มสาว  เฒ่าแก่  ภิกษุสามเณร  ต่างยืนโหนราวเต็มพรืดไปหมด

                หญิงกลางคนคนหนึ่งยืนอุ้มลูกน้อยอยู่ข้าง ๆ กับที่ที่ชายหนุ่มคนนั้นนั่งอ่านหนังสือพิมพ์มือของชายหนุ่มกางกว้างออกไปเต็มเบาะนั่ง  จนเพื่อนผู้โดยสารต้องผงะหน้าหลบออกให้ห่าง

                “น้า...น้า...ข้อยขอนั่งนำแหน่”  นางก้มลงกระซิบที่ริมหูของชายหนุ่มคนนั้นพร้อมกับอ้อนวอนให้ขยับก้นเข้าไปข้างใน

                ชายหนุ่มคนนั้น  ก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์ต่อไป  เหมือนไม่ได้ยินเสียงของนางนั้นเลย

                ที่ตลาดสดแถบบ้านเกิด  ชายหนุ่มคนนั้นไปจ่ายตลาด เขาเดินไปซื้อกับข้าวกับแม่ค้าที่มาจากบ้านนอก  ในหาบตะกร้ามีพืชผักหลายอย่าง  ทั้งผักตำลึง  สะระแหน่  และกระถิน  ชายหนุ่มก้มลงเลือกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะถามแม่ค้าว่า

                “ผักตำลึงนี่ขายยังไง?”

                “สามกำบาทค่ะ.....ถ้าเอาหลายก็จะลดให้”  แม่ค้าตอบอย่างสุภาพ

                “ทำไมขายแพงจัง  ซื้อก็ไม่ได้ซื้อ  หาเก็บเอาตามรั้วตามสวนออกแยะไป”

ชายหนุ่มคนนั้นชี้หน้าด่าตวาดแม่ค้าบ้านนอกคนนั้น  ก่อนที่จะเดินหายเข้าไปในร้านขายเสื้อผ้าที่ใหญ่โต

                “ตัวนี้เท่าไหร่ครับ?.......” ชายหนุ่มคนนั้นถามคนขายอย่างสุภาพ

                “ลีวายส์เหรอ?.......สี่ร้อยยี่สิบบาท” คนขายตอบห้วน ๆ

                ชายหนุ่มคนนั้นควักกระเป๋าออกมานับเงินให้คนขายอย่างรวดเร็ว  พร้อมกับยิ้ม

                เมื่อไปถึงหมู่บ้าน  ชายหนุ่มก็ถอดเสื้อผ้า หวังจะไปอาบน้ำ  เพราะเดินทางมาทั้งวัน  คราบฝุ่นจับเต็มไปหมด

                “น้ำอาบอยู่ไหนล่ะแม่?”

“อยู่นอกทุ่งนาโน้น”  แม่ตอบพร้อมกับชี้มือไปทางยอดไผ่ที่มองเห็นรำไร

                ชายหนุ่มไปถึงหนองน้ำ  ซึ่งมีหนุ่มสาวมากมายกำลังอาบน้ำและลงท่ากันอยู่  ชายหนุ่มมองดูน้ำในหนองอย่างเหยียด  ๆ ก่อนที่จะสบถออกมาว่า

                “สกปรกเป็นบ้า....มันไม่กลัวเป็นโรคกันหรือไรวะ...สู้น้ำประปาไม่ได้”

                แล้วชายหนุ่มคนนั้นก็เดินกลับเรือน

                ตอนค่ำที่หมู่บ้าน  กำนันตีเกราะเรียกประชุมลูกบ้าน  เพื่อปรึกษาเรื่องบุญมหาชาติและเรื่องเงินผัน กสช.  ถึงตอนหนึ่งทิดบุญลีก็ลุกขึ้นถามกำนันว่า

                “กสช. มันแปลว่าอะไรพ่อกำนัน”

                กำนันอึกอัก  หน้าถอดสีเพราะไม่คิดว่าทิดบุญลีจะถามหญ้าปากคอกแค่นี้  แกจึงไม่ได้ท่องมา  พอดีแกเหลือบไปเห็นชายหนุ่มคนนั้นยืนอยู่มุมมืด  แกจึงพยักพเยิดและพูดกับลูกบ้านขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า

                “ข้าจะให้คุณเทอดแกเล่าให้ฟัง เพราะเห็นเป็นนักศึกษาและสนใจการบ้านการเมือง แล้วก็กำลังเขียนหนังสือหนังหาอยู่.....”

                ชายหนุ่มคนนั้นก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนตอไม้แทนพ่อกำนัน  แล้วก็พูดออกมาห้วนน ๆ ว่า

“พวกเจ้ามันโง่  โง่เหมือนควาย  ไม่รู้จักสนใจและติดตามเหตุการณ์บ้านเทืองพูดไปก็เปล่าประโยชน์  เหมือนสีซอให้ควายฟัง”  ชายหนุ่มคนนั้นพูดออกไปอย่างร้อนแรงเหมือนไม่ใช่ลูกบ้านนี้  เขาไม่พยายามที่จะอธิบาจะอธิบายให้พ่อแม่พี่น้องของเขาได้กระจ่างทั้ง ๆ ที่ความรู้เขามีอยู่เต็มพุง

ดึกดื่นคืนนั้น  แสงตะเกียงวอมแวมอยู่แสนนาน  ชายหนุ่มคนนั้นกำลังเขียนบทกวีอย่างเอาจริงเอาจัง

“....ประชาชนของเพื่อนอยู่ที่ไหน 

จงรีบก้าวออกไป  อย่าได้ช้า 

ถนอมรักภักดิ์ในมวลประชา

และเห็นค่าของคนอย่าหมิ่นแคลน”

“ดับไฟเสียทีเถอะลูก  น้ำมันเรายิ่งไม่มีจะไต้มื้ออื่น....” เสียงแม่ของเขาแว่วออกมาจากห้องนอน

                

 ***นี่คือผลพวงของการจัดการศึกษาไทย ที่ทำให้ประเทศชาติพัฒนาไปได้ช้า การผลิตนิสิตนักศึกษาออกมาเป็นนักการเมืองน้ำเน่า ที่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว มีแต่หลักการ มีแต่ทฤษฏี ทำอะไรก็ไม่เป็น เหมือนรัฐบาลยุคปัจจุบัน

      ถึงปานนั้นก็ยังมีคนให้กำลังใจ สงสัยคนพวกนี้ ขี้จะต้องอยู่บนหัวแน่นอน "มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ" แทนที่จะช่วยกันกำจัด หรือต่อต้าน มันจะได้สูญสิ้นไปจากผืนแผ่นดินเสียที ประเทศชาติจะได้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยะประเทศ

      ที่เจ็บปวดมากคือ คนที่ส่งเสริมรัฐบาลที่ว่าเป็นพวกมีเงิน มีฐานะทางสังคม เป็นนักการศึกษา ที่สำคัญเป็นอาจารย์สอนตามมหาวิทยาลัยระดับต้น ๆ ของประเทศ นึกสงสารและสงสัยเวลาเราต้องส่งลูกหลานไปเรียนหนังสือหรือเป็นลูกศิษย์เขาต้องส่งเสียเงินทองไปเป็นจำนวนมาก เราที่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องทำใจอย่างไร  ในเมื่อขนาดคนเป็นอาจารย์ความประพฤติ ความคิด ยังได้แค่นี้ สู้ให้เลี้ยงควายอยู่ที่บ้านจะไม่ดีกว่าหรือ