การรักษาจิตนี้มันก็มีหลายขั้นตอนนะ มันก็ไม่ใช่ตายตัว
เราก็ต้องหาอุบายมาให้เรา บางครั้งเราอยู่กับอานาปานสติมันเครียด มันก็อาจจะความสบายมันยังไม่พอ
ก็การวางจิตใจนี้ถ้าเราไปวางตึงเกินไปมันก็เครียดนะ ถ้าวางหย่อนเกินไปมันก็ขี้เกียจ
เราต้องมีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ “สบาย สบาย” พอดี ดับทุกข์ในปัจจุบันไปเรื่อย ๆ
เราต้องสังเกตตัวเองนะ การวางจิตใจ บางครั้งมันอาจจะตึงไป บางครั้งมันอาจจะหย่อนไป ต้องสังเกตุว่าเราทำอย่างไรมันสบาย ระบบสมองกับระบบจิตใจของเรามันจะไปด้วยกัน
เพราะเรามันต้องอาศัยสุขภาพร่างกายและก็ใจสบายไปพร้อม ๆ กัน
เหมือนกับเราเคยได้สมาธิ หรือเคยได้สภาวะธรรมอย่างนี้นะ บางทีบางคนก็อาจจะนั่งสมาธิสงบอะไร แต่ที่นี้มันก็หายไปอย่างนี้ แล้วก็ไม่เจอสภาวะนั้นอีกก็มี
เพราะว่ามันยังไม่ชำนาญ ยังไม่คล่อง เราก็ต้องทำไปฝึกวางใจฝึกทำใจสบาย หรือว่าเราไปยึดไปติดในอะไรต่าง ๆ เราก็พยายามพิจารณา พยายามตัด พยายามวาง พยายามปล่อย พยายามละความอาลัยอาวรณ์ ให้จิตใจของเรามันเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนฐานจิตใจอย่างนี้นะ เดี๋ยวมันก็จะโพรงขึ้นมาอีกเที่ยวนึงได้ จิตใจมันเปลี่ยนแปลงเหมือนกับแผ่นดินไหวพลิกขึ้นมาเลยนะ มันอย่างนั้น
ถ้าเป็นสมาธิแล้วน้ำตาชอบไหลใช่มั๊ย…
น้ำตาชอบไหลนี้มันอาจจะคล้าย ๆ ว่า คนเราพลัดถิ่น พลัดบ้านไป หลงบ้าน หลงเมืองอะไรไปอยู่คล้าย ๆ คนไปอยู่เมืองนอกเมืองนา กลับมาบ้าน มาเจอหน้าพ่อ หน้าแม่ มาเจอหน้าทุก ๆ คนอย่างนี้ ก็ทำให้เกิดความสะอื้น สะอึกอะไรอย่างนี้ขึ้นมาได้
การที่เราได้กลับมาพบความสงบ ความเยือกเย็น “พบบ้านที่แท้จริงทางจิตใจ” อย่างนี้นะ มันก็ทำให้เกิดปิติเกิดอะไรได้เหมือนกัน แต่เราก็เฉย ๆ ไว้ พุทธสบาย โธสบายไปก่อน น้ำตาบ่อมันจะอยู่ตื้นเกิน
ทำบ่อย ๆ มันก็ค่อย ๆ เป็นของมัน ถ้าเราหายใจสบายอยู่ อะไรอยู่ รู้ตัวทั่วพร้อม ยังมีความสุขอยู่มันก็มีสติสัมปชัญญะ
ถ้าเราลืมหายใจเข้าสบาย ออกสบาย แสดงว่าสติเราไม่มี เราไปเพลิดเพลินกับสิ่งภายนอก
ถ้ายังเครียดอยู่ ยังรู้ตัวทั่วพร้อม พักผ่อนกับตัวเองคือความสงบให้สบายอย่างนี้มันยังน้อยอยู่ มันก็เครียด
ก็หลวงพ่อชาท่านไปฝึกสมาธิอยู่ที่ป่าช้านะ เขาเปิดเครื่องขยายเสียงอะไรอะไร ท่านบอกว่า ไม่รู้จักว่าเค้าเปิดขยายเสียงอะไร เพราะว่าจิตมันมีสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ มันปล่อยวางข้างนอก
อันนี้ต้องฝึกอย่างท่านนะ ฝึกรู้ตัวสบาย
เราพัฒนาตัวเองไปเรื่อยล่ะ ชีวิตของเราไปสายกลาง สายตรง มันจะไม่ได้แวะซ้ายแวะขวา ตามเสียงตุ๊บ ๆ ติ๊ด ๆ อะไรอะไร เน๊อะ ตามพลับพลึง ตามอะไร
ถ้าตามหลักการแล้ว ถึงแม้สุขภาพของเราจะป่วยหรือว่าจะอะไรก็ดี ถ้าจิตใจของเรากลับมาหาความสงบแล้ว ทุกข์มันจะไม่มี เดินธุดงค์ขึ้นภูเขาสูงเท่าไหร่ ทุกข์มันจะไม่มีทางจิตใจ จะร้อนหรือจะอะไรทุกอย่างก็แล้วแต่
เพราะว่าใจเค้ามีบ้านมีที่พึ่ง อย่างที่เรานั่งอยู่นี่ นั่งทั้งคืนก็อยู่อย่างนี้แหละ มันก็ไม่ทุกข์อะไร แต่เรามันอาจจะเหนื่อยบ้างใจอะไรบ้าง แต่ว่าใจมันไม่ทุกข์อะไรอย่างนี้นะ เพราะว่าเราไม่ได้ไปคิดไปปรุงอะไรนะ เราก็ไม่มีความรู้สึกว่ามันช้ามันเร็วอะไร ไม่ได้คิดว่าตัวเองทรมานหรือว่าสบายอะไร มีแต่ความสงบ มีแต่ความเป็นหนึ่ง จิตใจเป็นประภัสสรของมันอย่างนี้
ก็เห็นนั่งยืดขึ้นยืดลงตอนปาฏิโมกข์นะ อย่างนี้มันทุกข์หลายเว๊ย คือเราเข้าไปปรุงไปแต่งเฉย ๆ หรอกที่มันทุกข์ ถ้าเราไม่ปรุงไม่แต่งมันก็ไม่ทุกข์อะไรหรอก เรามีหน้าที่ฝึกให้ตัวตรงก็ฝึกไปเรื่อยหรอก ฝึกใจผ่องใสก็ฝึกไปเรื่อยหรอก ไม่มีหน้าที่ปรุงแต่งให้มันเป็นทุกข์อะไร ๆใช่มั๊ย
ถ้าเราเอ๊ย เรามันไม่สบาย มันไม่สงบ ก็ต้องยืดตัวขึ้นต้องอะไร อย่างนี้มันก็เป็นทุกข์ อย่างนี้มันก็เป็นทุกข์ มันอยู่ที่ใจของเรา
เราจะยืดตัวตรงทั้งคืน มันก็ไม่มีทุกข์หรอก ถ้าจิตใจของเราพอใจที่จะฝึกแล้วก็ไม่ปรุงแต่งอะไร ทั้งคืนมันก็ไม่ทุกข์อะไร ถ้าอย่างนั้นมันก็ไม่เป็นนะ ฝึกไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวมันก็เข้มแข็ง อย่าไปหนีการหนีงาน ไปหาหมูบหาอะไร ขายหน้าขายตา อยู่คนเดียวก็พยายามที่จะฝึกให้จิตใจเป็นหนึ่ง จิตใจมันผ่องใสปราศจากนิวรณ์ทั้งหลายทั้งปวง
วันนี้สู้ไปหลายรอบมั๊ยวันนี้ ก็ต้องสู้หละมั๊ง ใครจะสู้ให้ ต้องสู้เอาเองใช่มั๊ย
คนอื่นก็เพียงแต่บอก เพียงแต่ให้กำลังใจเท่านั้นแหละ เราต้องสู้เอาเอง
เราโชคดีแล้ว ก็เราได้มีโอกาสได้ฝึก
บางทีมันกลัวนะ ทุกขเวทนานี้มันกลัวนะ เช่นว่าเดินไกล ๆ หรือว่าอดอยากขาดแคลนอาหารเป็นบางครั้งอะไรอย่างนี้ มันกลัว หรือขึ้นภูเขา หรือว่าเจ็บเท้าอะไรอย่างนี้เป็นต้นอะไร มันกลัว
อย่าไปกลัวมัน ความกลัวมันอยู่ที่เราเข้าไปปรุงเท่านั้นเอง
ถ้าเราไม่ปรุงเราก็นอนอยู่กับผีทั้งคืนก็ไม่มีปัญหา
อย่าไปเชื่อความคิด อย่าไปเชื่อความปรุงแต่ง
ที่เรามาปฏิบัตินี่เพื่อเอาชนะอารมณ์ เอาชนะความคิด ความปรุงแต่ง ถ้าเราปล่อยไปอย่างนี้ เราก็เป็นคนอ่อนแอไปเรื่อยแหละ เป็นคนไม่เข้มแข็ง เป็นคนไม่ได้ฝึก เป็นคนไม่ได้พัฒนา ปล่อยโอกาสดีนาทีทองผ่านไปไม่เกิดประโยชน์อะไร
ให้รู้จักตัวเองว่าความทุกข์ทั้งหลายมันอยู่ที่เราไปปรุงมัน ที่เราไปลุ่มหลง มันไม่ดีก็ให้มันตายไปล่ะ อย่างนั้น ดีกว่าปล่อยให้ตัวเองอ่อนแอ ปล่อยให้ตัวเองซบเซาไม่เป็นตัวของตัวเอง “ให้กิเลสมันข่มคอเอา” ขายหน้าขายหน้า มันขายหน้าขายตากิเลสนะ ฝึกไปเดี๋ยวมันเข้มแข็งแล้ว เพราะว่าความเข้มแข็งมันอยู่ที่ใจนะ
นักปฏิบัติไม่ใช่คนกลัว คนย่านอันนี้นะ สมมติว่ามองดูช้างเท่านี่เท่ากับมดโน่นนะ ไม่มีความรู้สึกกลัวอะไรหรอก มองเห็นเสือเท่ากับแมวนี่นะ อย่างนั่นน่ะ มันไม่กลัวหรอก
ด่านนี้มันด่านใหญ่เหมือนกันนะ ด่านที่ห่วงหงาวหาวนอนนี่นะ เน๊อะ ไม่ใช่มันมีประตูมีกำแพงมีอะไรเยอะแยะเลย สลับซับซ้อน เราต้องผ่านมันไปให้ได้
เค้ามีเหล็ก เหล็กดี ๆ นั้นนะ เพื่อที่จะทำมีดทำอะไร เพราะว่าเหล็กดีเหล็กแข็ง อะไรมันทนทาน มันคม มันกล้า เพื่อใช้งาน
เรามีจิตใจที่หนักแน่น กล้าหาญ ไม่สะทกสะท้าน เพื่อที่จะต่อสู้กับนิวรณ์ทั้งหลายทั้งปวงมันถึงไปของมันได้นะ
นี่อะไรก็ย่านไปหมด ไม่ได้นะ ให้ศีลก็สั่น ให้พรก็สั่น “ไม่ต้องสั่น เราไม่ได้ทำความผิดอะไร” สวดปาฏิโมกข์ก็สั่น แต่มันสั่นเอาจังหวะเฉย ๆ หรอก ถ้าไม่สั่นมันหลง มันสั่นเอาความหลงออกไปให้ถือว่าอย่างนั้น
ให้เราทำจิตใจของเราให้มันมีสัมมาทิฏฐิ อันนี้เราไม่ควรกลัว ไม่ควรสั่น แต่สิ่งที่เราจะกลัวคือรูปสวย ๆ นี่นะ เสียงเพราะ ๆ สิ่งที่มันยั่วยวนทำให้เราลุ่มหลงนั้น อันนี้น่ากลัวมาก ไม่กล้าสู้ ไม่กล้าคิด ไม่กล้าอะไร ตัวนี้ต้องกลัวหละ ต้องสั่นหละ ถ้าจะว่าสั่น
แต่ถ้าเราอานาปาสติเราชัดเจน ปัญญาของเราชัดเจน นิพพานของเราชัดเจนแล้ว มองดูพวกนี้มันจะละลายไปหมด มันจะไม่มีเลยในจิตในใจของเรา
มันจะไม่ได้หลบหน้า หลบตา ที่หลบไปก็เพราะกลัวเค้าว่าเสียมารยาทอะไร ไปมองไปอะไรเฉย ๆ ไม่มีสมณะสารูปเฉย ๆ ไม่ใช่หลบไปเพราะลุ่มหลง ไม่ใช่ จิตใจมันเข้มแข็ง อินทรีย์มันแก่กล้า มันจะเป็นไปอีกอย่างหนึ่ง ต้องเข้มแข็งแล้ว...
คำสอนขององค์พ่อแม่ครูบาอาจารย์ในวันธรรมะสวนะ
๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๗
ที่ป่าช้าบ้านร่องเข็ม อ.ร้องกวาง จ.แพร่