แง่คิดดี ๆ จากชายชราผู้จากไป


มีโอกาสเจอบทความของคุณพิษณุ นิลกลัด ในมติชนสุดสัปดาห์ คอลัมภ์คลุกวงใน ฉบับประจำวันที่ 6-12 มกราคม 2549 หน้า 96

อ่านแล้วรู้สึกดี เลยอยากนำมาแบ่งปันให้ทุกคนได้อ่านกัน เรื่องราวเป็นดังนี้นะครับ

__________________________________________


สัปดาห์สุดท้ายของปี 2548 ผมไปงานสวดและงานเผาศพ

ผู้ชายวัย 81 ปีที่ผมรู้จักเขามายาวนาน 30 ปี

ไม่ใช่ญาติ แต่สนิทนักรักใคร่เสมือนญาติ

ก่อนเสียชีวิตไม่กี่วันเขาสั่งลูกและภรรยาแบบคนไม่ครั่นคร้ามความตาย

ว่าสวดสามวันแล้วเผา ไม่ต้องบอกใครให้วุ่นวาย อย่าเศร้า อย่าร้องไห้ ทุกคนต้องมีวันนี้เพียงแต่เขาอยู่หัวแถวเลยต้องไปก่อน

แล้วลูกเมียก็ทำตามคำสั่ง สวดสามวันเผา

งานสวด 3 คืนมีคนฟังพระสวดคืนละ 14 คน

คือเมีย ลูก หลาน เขย สะใภ้ และผมซึ่งเป็นคนนอก

เป็นงานศพที่มีคนไปร่วมงานน้อยที่สุดที่ผมเคยไปฟังสวด

วันเผามีเพิ่มเป็น 17 คน

สามคนที่เพิ่มมาเป็นเพื่อนบ้านที่เคยคุยด้วยเกือบทุกเย็นคนหนึ่ง

เป็นแม่ค้าลอตเตอรี่ที่เคยยืมเงินแล้วไม่มีสตังค์จ่าย

เลยเอาลอตเตอรี่ทยอยผ่อนใช้หนี้แทนเงินงวดละสองใบคนหนึ่ง

และคนสุดท้ายเป็นหญิงที่ผู้ตายเคยผูกปิ่นโตทุกมื้อเย็น

ทั้งสามคนบอกว่าเกือบมาไม่ทันเผา เคราะห์ดีที่แวะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล

เจ้าหน้าที่บอกว่าเสียชีวิตไปแล้ว 3 วัน หลังฌาปนกิจพระกระซิบถามเจ้าหน้าที่วัดว่า

เจ้าของงานจ่ายเงินค่าศาลาสวดพระอภิธรรมแล้วหรือยัง

พระท่านคงไม่เคยเห็นงานศพที่มีคนน้อยแบบที่ผมก็รู้สึกตั้งแต่สวดคืนแรก

จริง ๆ แล้วผู้ตายเป็นคนค่อนข้างมีสตังค์

ทำงาน ธนาคารแห่งประเทศไทยจนเกษียณอายุที่ตำแหน่งหัวหน้าหน่วย

แต่ด้วยความที่รักและศรัทธา อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ

จึงดำเนินชีวิตแบบไม่ปรารถนาให้ใครเดือดร้อน แม้กระทั่งวันตาย

ผมสนิทกับเขาเพราะเขามีความฝันในวัยเด็กอยากเป็นนักประพันธ์แบบ

ไม้เมืองเดิม ที่เขาเคยนั่งเหลาดินสอให้วิ่งซื้อโอเลี้ยงให้

เมื่อตัวเองเป็นนักเขียนไม่ได้

พอมาเจอะผมที่เป็นนักข่าวก็เลยถูกชะตาและให้ความเมตตา

การมีโอกาสได้พูดได้คุยกับเขาตามวาระโอกาสตลอด 30 ปี

ทำให้ได้แง่คิดดี ๆ มาใช้ในการดำรงชีวิต

วันหนึ่งเขารู้ว่าขโมยยกชุดกอล์ฟของผมไปสองชุดราคา 4 แสนกว่าบาท

เขาปลอบใจผมว่า "ของที่หายเป็นของฟุ่มเฟือยของเรา

แต่มันอาจเป็นของจำเป็นสำหรับลูกเมียครอบครัวเขา คิดซะว่าได้ทำบุญ จะได้ไม่ทุกข์"

เขามีวิธี คิด "เท่ ๆ" แบบผมคิดไม่ได้มากมาย

เป็นต้นว่า สุขและทุกข์อยู่รอบตัวเรา อยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบเลือกคว้าอะไร

คงเป็นเพราะเขาเลือกคว้าแต่ความสุข

ช่วง ปีสุดท้ายของชีวิตเขาต่อสู้กับโรคชรา เบาหวาน หัวใจ ความดัน เก๊าต์

และไตทำงานเพียง 5 เปอร์เซนต์โดยไม่ปริปากบ่น

แถมยังสามารถให้ลูกชายขับรถพาเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์

โดยที่ตัวเองต้องหิ้วถุงปัสสาวะไปด้วยตลอดเวลาเนื่องจากไตไม่ทำ งานปัสสาวะเองไม่ได้

6 เดือนสุดท้ายของชีวิตต้องนอนโรงพยาบาลสามวันนอนบ้านสี่วันสลับกันไป

เวลาลูกหลานหรือเพื่อนของลูกรวมทั้งผมด้วยไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล

เขามีแรงพูดติดต่อกันไม่เกิน 10 นาที แต่ 10 นาทีที่พูดมีแต่เรื่องสนุกสนาน

เรียกรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะจากคนไปเยี่ยมไข้ ทุกคนพูดตรงกันว่า

"คุณตาไม่เห็นเหมือนคนป่วยเลย ตลกเหมือนเดิม"

พอแขกกลับ ลูกหลานถามว่าทำไมคุยแต่เรื่องตลก

เขาตอบว่า "ถ้าคุยแต่เรื่องเจ็บป่วย วันหลังใครจะอยากมาเยี่ยมอีก"

เขาเป็นคนชอบคุย กับผู้คนไม่ว่าจะอยู่บนเตียงคนไข้หรืออยู่บนรถแท็กซี่

บ่อยครั้งที่นั่งรถถึงหน้าบ้านแล้ว แต่สั่งให้โชเฟอร์ขับวนรอบหมู่บ้าน

เพราะยัง คุยไม่จบเรื่องแล้วจ่ายเงินตามมิเตอร์ !

4 เดือนสุดท้ายของชีวิตแพทย์ที่รักษาโรคไตมาตั้งแต่สมัยเป็นแพทย์อินเทิร์น

จนกระทั่งเป็นหัวหน้าแผนกแนะนำให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาล

ให้แข็งแรงแล้วค่อยกลับบ้าน แต่อยู่ได้ 4 วันเขาวิงวอนหมอว่าขอกลับบ้าน

หมอซึ่งรักษา กันมา 16 ปีไม่ยอม เขาพูดกับหมอด้วยความสุภาพว่า

"ขอให้ผมกลับบ้านเถอะ ผมฟังอยากฟังเสียงนกร้อง

คุณหมอไม่รู้หรอกว่าคนคิดถึงบ้านมันเป็นอย่างไร เพราะพอเสร็จงานหมอก็กลับบ้าน"

หมอได้ฟังแล้ว หมดทางสู้ ยอมให้คนไข้กลับบ้านแต่กำชับให้มาตรวจตรงตามเวลานัดทุกครั้ง

1 เดือนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เขาสูญเสียการควบคุมอวัยวะของร่างกายเกือบทั้งหมด

เคลื่อนไหวได้อย่างเดียวคือกระพริบตา แต่แพทย์บอกว่าสมองของเขายังดีมาก

เวลาลูกเมีย พูดคุยด้วยต้องบอกว่า "ถ้าได้ยินพ่อกระพริบตาสองที"

เขากระพริบตาสองทีทุกครั้ง !

เห็นแล้วทั้งดีใจและใจหาย

เขายังรับรู้ แต่พูดไม่ได้ นี่กระมังที่เรียกว่าถูกขังในร่างของตนเอง

สิบวันก่อนพลัดพราก ภรรยากระซิบข้างหูว่า "พ่อสู้นะ"

เขาไม่กระพริบตาซะแล้วทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้สองเดือนเคยตอบว่า "สู้"

เขาสู้กับสารพัดโรคด้วยความเข้าใจโรค สู้ชนิดที่หมอออกปากว่า "คุณลุงแกสู้จริง ๆ"

ตอน ที่วางดอกไม้จันทน์ ผมนึกถึงประโยคที่แกพูดกับลูกเมื่อสี่เดือนก่อนว่า

"โรคภัยมันเอาร่างกายของพ่อไปแล้ว อย่าให้มันเอาใจของเราไปด้วย"

 

 

ให้เป็นเเง่คิดสำหรับทุก ๆ คนนะครับ สำหรับตัวผมเอง ผมชอบประโยคที่ว่า

"สุขและทุกข์อยู่รอบตัวเรา อยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบเลือกคว้าอะไร"

วันนี้เราหยิบยื่นความสุขหรือมอบความทุกข์ให้ตัวเองกันครับ ?

 

เกษม ชูรัตน์

16 เมษายน 2553