มารู้จักโรคจิตเภทกันเถอะ
      โรคจิตเภท คือ โรคทางจิตใจชนิดหนึ่ง ซึ่งมีความผิดปกติของความคิดเป็นลักษณะเด่น มีลักษณะเป็นกลุ่มอาการผิดปกติหลายๆอย่างรวมกัน สาเหตุไม่ทราบแน่ชัด เกี่ยวข้องกับ สารเคมีในสมองและกรรมพันธุ์ การเลี้ยงดู สิ่งแวดล้อม ความเครียด การใช้สารเสพติด   
       อาการ มีอาการหลงผิด  หมายถึง การที่ผู้ป่วย มีความเชื่อในเรื่องที่ไม่เป็นจริงหรือเชื่อในเรื่องที่ผู้อื่นในสังคมไม่ยอมรับ โดยไม่มีเหตุผลมาอธิบายอาการหลงผิด เช่นหวาดระแวง เชื่อว่ามีคนจ้องปองร้าย  คนคุยกันเรื่องตนเอง ดูทีวีคิดว่าเกี่ยวกับตน คิดว่าตนเป็นคนสำคัญ  คิดว่าตนมีโทรจิต  หรือคนอื่นล่วงรู้คามคิดตน  คนอื่นพูดพาดพิง  มีคนบังคับการกระทำมี อาการประสาทหลอนเช่น หูแว่ว ภาพหลอน คิดไม่ต่อเนื่อง พฤติกรรมแปลกๆ ก้มกราบคนทั่วไป  ยิ้ม หัวเราะคนเดียว หรือไม่แสดงอารมณ์เลย      ผู้ป่วยส่วนหนึ่งดำเนินโรคไปสู่การเป็นโรคเรื้อรัง                
      การรักษา มีการรักษาด้วยยายาที่ได้คือยาต้านโรคจิต จิตบำบัด รักษาด้วยไฟฟ้าซึ่งใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา                   
      การดูแลตนเอง รับประทานยาต่อเนื่องพบแพทย์ตามนัด งดสิ่งเสพติด มีวิธีจัดการกับอาการและความเครียด สังเกตอาการกำเริบ เช่น นอนไม่หลับ ไม่มีสมาธิ สูญเสียการควบคุมตัวเอง สับสน ซึมเศร้า มีความวิตกกังวล กลัว หูแว่ว ภาพหลอน หวาดระแวง
      เมื่อผู้ป่วยหลงผิดญาติควรเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้แสดงความคิด ความรู้สึก การกระทำที่สื่อความหลงผิดโดยไม่แสดงความเห็นโต้แย้งหรือคล้อยตาม ไม่แสดงอาการขบขัน บอกผู้ป่วยว่าเข้าใจความรู้สึก ไม่โต้เถียงให้เปลี่ยนความคิด จัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย
     เมื่อผู้ป่วยประสาทหลอนญาติควรจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย  เก็บวัตถุหรือสิ่งของที่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้ป่วยแนะนำให้ผู้ป่วยบอกเมื่อมีอาการประสาทหลอน อยู่เป็นเพื่อนใกล้ๆ บอกสภาพตามความเป็นจริงพูดคุยเบี่ยงเบน หากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น ซักผ้า รดน้ำต้นไม้
    เมื่อผู้ป่วยมีอาการก้าวร้าวญาติควรมีท่าทีสงบ ช่วยให้ผู้ป่วยรับรู้ว่าความโกรธ ความก้าวร้าวเป็นเรื่องปกติแต่ต้องมีขอบเขตและการแสดงออกที่เหมาะสมจัดกิจกรรมที่เหมาะสมที่ผู้ป่วยสามารถระบายความโกรธได้เช่น การชกกระสอบทราย กีฬา  กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการก้าวร้าวรุนแรงควรยึดหลักปลอดภัยไว้ก่อน เก็บอาวุธออก ไม่ควรอยู่ตามลำพังกับผู้ป่วย ตั้งสติไว้ ใช้น้ำเสียงอ่อนโยน ไม่ยั่วยุหรือตำหนิ เว้นระยะห่างจากผู้ป่วยพอสมควร ไม่ควรจ้องตาผู้ป่วยตรงๆ อาจเพิ่มความระแวง ไม่รับปาก ให้สัญญาในสิ่งที่ญาติทำไม่ได้ รับฟังผู้ป่วยด้วยท่าทีเห็นใจ เข้าใจ ไม่ตำหนิ ค่อยๆชี้แจงความจริง ควรมีหมอนใบใหญ่ๆวางไว้ใกล้ๆ ที่สามารถหยิบมาป้องกันตัวได้ รีบนำส่งโรงพยาบาล
         ญาติเองอาจรู้สึกเหนื่อยล้าเมื่อดูแลผู้ป่วยจิตเภท ควรหาคนดูแลแทนบ้าง หาเวลาพักผ่อน มีวิธีคลายเครียดที่เหมาะสมเช่น ระบายปัญหาให้คนที่ไว้ใจได้ฟัง ออกกำลังกาย ฟังเพลง  ลดความคาดหวังกับผู้ป่วยลง ไม่ตำหนิตนเอง