หากคราวนี้ทำอำนาจรัฐหายไปอีก ผมไม่ยากจะคิดว่าถ้าผมเป็นเจ้าของกิจการแถวราชประสงค์ ผมก็ต้องปรับตัวเพื่อเอาตัวให้รอด อาจต้องงัดเอาตำรา จากคอม.ที่รัก มาใช่ก็เป็นได้เพราะมีกำลังเงินอยู่ในมือ กำลังคนและอาวุธไม่ได้เป็นเรื่องยาก

เนื่องจากมีสถานการณ์ไม่ปกติในประเทศนี้

จึงจำเป็นต้องของดการเขียนบทความให้รู้เรียนกฎหมายไว้ก่อน

ด้วยเหตุและผลคือ

หนึ่ง.......อากาศร้อนโคตร........อิ.อิ.

สอง.......ข่าวชาวแดงดูสนุกกว่า......ฮา.....

สาม......นั่งดูคนของรัฐบาลกำลังวิ่งหาอำนาจรัฐที่สูญหายมันกว่า.....ฮา.ฮา.ฮา..

ผมเชื่อว่าขณะนี้ชาวไทยส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกนึกคิดแบ่งเป็นสองแบบใหญ่ๆ คือ

แบบที่หนึ่ง.....เมื่อไหร่จะยุบ...หว่า

แบบที่สอง.....เมื่อไหร่จะปราบ....หว่า

 

 

มีเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับคนของรัฐทำให้อำนาจรัฐสูญหาย

ซึ่งเป็นช่วงประมาณปี พ.ศ.2519

ณ.จังหวัดพังงา ในพื้นที่บางส่วนที่เป็นรอยต่อระหว่างจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ภายใต้การยึดครองของพรรคคอมมิวนิสต์ พวกเราชาวพังงาในยุคนั้นจะเรียกว่า พวกคอม. พื้นที่ส่วนใหญ่ในจังหวัดพังงาจึงถือเป็นพื้นที่สีออกชมพูไปด้วยรวมทั้งตัวอำเภอเมืองของจังหวัดพังงา (พื้นที่ในส่วนที่พรรคคอมมิวนิสต์ยึดครองถือเป็นพื้นที่สีแดง) ขณะนั้นครอบครัวผมทำกิจการโรงภาพยนตร์ซึ่งผมเรียกกันจนติดปากว่าทำโรงหนัง เราถูกข่มขู่จากเจ้าหน้าที่ของรัฐในทุกรูปแบบ ท่านเชื่อหรือไม่ว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจท่านใดที่เข้าชมภาพยนต์โดยต้องจ่ายตังค์เลยรวมทั้งลูกเมียและคุณผู้หญิงที่คุณตำรวจหวังจะพาไปทำเมียหลังดูหนังจบ......ฮา...

นอกจากนี้ก็ยังมีชาวบ้านที่ประกอบอาชีพสุจริตเช่นทำสวนยางพารา ทำสวนผลไม้ ค้าขาย ร่อนแร่ดีบุก ฯลฯ มักจะถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นฝ่ายปกครองข่มขู่ทำร้าย เพราะต้องสงสัยว่าเป็นสายข่าวให้กับ พวกคอม.   นึกแล้ว.......เศร้า......

นอกจากนี้การเดินทางข้ามจังหวัด มักจะถูกดักปล้นฆ่า โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเช่น  ตำรวจ ทหาร อำเภอ จังหวัด หากจะเดินทางข้ามจังหวัดต้องปกปิดไม่เช่นนั้นจะถูกดังซุ่มโจมตี โดยเฉพาะการเดินทางคนเดียวด้วยรถประจำทาง หากมีการดักปล้น เมื่อถูกค้นพบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ก็จะถูกยิงทิ้งทันที...ทำให้นึกถึง..จังหวัดชายแดนใต้ที่มีปัญหาอยู่....กลุ้ม....

เหตุการณ์ที่เกิด ณ เพลานั้น เมื่ออำนาจรัฐสูญหาย ผู้มีฐานะในตัวจังหวัดมักจะได้รับจดหมายข่มขู่เรียกค่าคุ้มครอง หรือมีการจับตัวคนในครอบครัวไปเรียกค่าไถ่ สถานีตำรวจทุกแห่งจะต้องถูกล้อมด้วยกระสอบทรายที่นำมาทำเป็นบังเกอร์ ไม่เว้นแม้แต่บ้านพักของข้าราชการตำรวจ ทหาร 

ต่อไปนี้คือผลของอำนาจรัฐสูญหาย...ใครต้องการมั่ง...อิ.อิ.

และเมื่อระยะเวลาผ่านไปหลายปี ทุกฝ่ายจึงปรับตัวให้อยู่ร่วมกันทั้งจะต้องเอาตัวรอดให้ได้ ใครมีปืนก็พกพาปืนติดตัว ใครมีกองกำลังก็ติดอาวุธให้กับกองกำลังของตัวเอง ใครมีเงินมีทองมากพอก็ว่าจ้างเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเป็นผู้คุ้มครองส่วนตัว เมื่อมีอาวุธ มีกองกำลังของตนเองไม่สนใจอำนาจรัฐ เอาความพอใจของอำนาจเงินและอาวุธเป็นใหญ่ ชาวบ้านที่ขาดสิ่งเหล่านี้ก็ต้องวิ่งเข้าไปหาบุญบารมีของคนเหล่านี้ เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะอยู่รอดได้ ตำนานเจ้าพ่อก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ลูกหลานชาวบ้านบางคนที่มีจิตใจกล้าที่จะฆ่าคน และยิ่งฆ่าต่อหน้าพยานจำนวนมากตามคำสั่งเจ้าพ่อแล้วไม่ถูกดำเนินคดีเพราะไม่มีใครกล้าเป็นพยานแม้แต่ พ่อแม่พี่น้องของผู้ที่ถูกฆ่า ลูกหลานชาวบ้านคนนั้นก็จะได้รับการส่งเสริมให้อยู่ดีกินดี เป็นที่เกรงอกเกรงใจของเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อหนักข้อเข้าถึงกับเรียกค่าคุ้มครองจากชาวบ้านที่พอมีฐานะ ในรูปแบบต่างๆเช่นขอเป็นคนดูแลจัดการเรื่องการขนส่ง การเก็บหนี้ การดูแลแรงงาน การเปิดบ่อนการพนัน เป็นต้น และยังมีคนของรัฐหนุนหลังอีกด้วย อำนาจเหล่านี้รัฐไม่อาจจัดการใดๆได้เพราะคนของรัฐทำให้อำนาจรัฐสูญหาย.....ท่านต้องการป่าวครับอำนาจรูปแบบนี้..แฮ....  

เมื่อชาวบ้านถูกข่มขู่หนักเข้าจึงยิ่งผลักให้ชาวบ้านแยกตัวออกให้ไกลจากรัฐหันไปอาศัยอำนาจจากพวกคอม.มากขึ้น เพราะเสียค่าคุ้มครองไม่มากและปลอดภัยกว่า พื้นที่สีชมพูเลยกลายเป็นสีแดงเข้มขึ้นมา เมื่อชาวบ้านเปิดทางให้พวกคอม.บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องแอบซุ่มนอนในป่าข้างบ้านบ้าง หรือหากต้องนอนในบังเกอร์ก็ต้องมีการจัดเวรยามคอยดูแลจากเดิมที่มีแต่บังเกอร์ แถมบางวันชาวบ้านเกิดอาการหมั่นไส้เจ้าหน้าที่ตำรวจขึ้นมา ก็แอบเอาป้ายไปปักไว้หน้าสถานีตำรวจมีข้อความในป้ายบอกว่า

“คืนนี้กูเผาโรงพัก จากคอม.ที่รักจ๊ะ”.......ฮา....

ปรากฎว่าคืนนั้นจะไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในโรงพักเลย....อิ.อิ.

พักจิตหน่อยนะครับ

 

หายกลุ้มแล้วมาต่อครับ

แต่ปัจจุบันนี้จังหวัดพังงาอยู่กันด้วยความสุขสงบ เจ้าหน้าที่รัฐน่ารักกว่าเก่ามาก แม้บางท่านยังพยายามทำอำนาจรัฐให้สูญหาย แต่ก็ไม่ถึงขนาดทำให้ชาวบ้านต้องเดือนร้อนมากนัก ที่ผมว่าอย่างนี้ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะนี้ทุกคนขยันขันแข็งในการขอตรวจบัตรประจำตัวผู้ค้าแรงงานพม่า หากผู้ค่าแรงแรงท่านใดไม่มีบัตรที่ถูกต้อง ก็จะบังคับให้ระบุว่าใครเป็นนายจ้าง เมื่อมีหลักฐานชัดว่าเป็นท่านใดแล้วและไม่มีอำนาจการเมืองยืนอยู่ข้างหลังก็จะเข้าไปแสดงตัวเพื่อจับกุม หากจะไม่ให้จับกุมก็ต้องจ่ายค่าเสียเวลาสองถึงสามหมื่นบาท ทุกอย่างก็จะยุติทันที......ฮา....ถูกกว่าจ้างทนาย..อิ.อิ..

ที่เป็นแบบนี้เพราะมีพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง มาตรา 63และ 64 ว่าไว้อย่างนี้ครับ (ให้ดูเฉพาะโทษปรับที่ผมหมายไว้ให้นะครับ นั้นคือสิ่งจูงใจครับ)

  มาตรา 63ผู้ใดนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรหรือกระทำการด้วยประการใด ๆอันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักร    โดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท

    เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 23และภายในพาหนะนั้นมีคนต่างด้าวซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าของพาหนะ หรือผู้ควบคุมพาหนะนั้นได้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนไม่สามารถรู้ได้ว่าภายในพาหนะนั้นมีคนต่างด้าวดังกล่าวอยู่ แม้ว่าได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว

    มาตรา 64 ผู้ใดรู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ ให้เข้าพักอาศัย  ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุมต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี  และปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท

    ผู้ใดให้คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักร  โดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้เข้าพักอาศัยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นรู้ว่าคนต่างด้าวดังกล่าว  เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่การจะพิสูจน์ได้ว่าตนไม่รู้โดยได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว

    ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง     เป็นการกระทำเพื่อช่วยบิดา มารดา บุตร สามี หรือภริยาของผู้กระทำ ศาลจะไม่ลงโทษก็ได้

 

อิ.อิ.

สรุปว่าจังหวัดพังงาปัจจุบันยังท่องเที่ยวได้อยู่ครับ อำนาจรัฐยังไม่สูญหาย แต่ถ้ากรณียังเป็นเช่นที่บอกไว้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าอำนาจรัฐจะสูญหายไปอีกครั้งหรือป่าว......แฮ....

 

 

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า ขณะนี้พื้นที่กรุงเทพ อำนาจรัฐกำลังจะถูกทำให้สูญหายครับ วิธีการเท่านั้นที่แตกต่างกัน

ที่ว่าแตกต่างคือ ตัวผู้ที่กำลังทำให้อำนาจรัฐสูญหายไม่ใช้ใครอื่นครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ไงครับเป็นผู้กระทำเสียเอง

ทำไมผมถึงว่าเช่นนี้ ลองนึกตามนะครับ

ครั้งที่หนึ่ง ท่านประกาศให้อำนาจตัวเองในการจัดการควบคุมชาวแดง โดยประกาศ พรก.ความมั่นคง เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2533 เมื่อประกาศเสร็จก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆให้เป็นไปตามกฎหมายที่ประกาศ ปล่อยมาจนกระทั้งตัวเองไม่แน่ใจว่าจะมีอำนาจตามที่ประกาศจริงป่าว เลยไปขออำนาจจากศาลอีกที ศาลเลยตอกกลับมาว่า ท่านนายกครับ ท่านนะมีอำนาจอยู่แล้วยังจะละโมบอำนาจมาขอแบ่งจากศาลอีก ที่มีอยู่นะทำหายไปหรือยังเอาไปใช้เสียซิ....ฮา...

ครั้งที่สอง  เมื่อศาลท่านบอกว่าอำนาจที่มีอยู่นะหากยังไม่หายเอาไปใช่เสีย เมื่อเริ่มใช้ปรากฏว่าชักไม่แน่ใจว่า อำนาจที่หาเจอนะใช่อันเดียวกับที่ศาลบอกให้นำไปใช่ป่าว หรือไปหยิบผิดมา.....ฮา....

เมื่อไม่แน่เลยประกาศใหม่ คราวนี้ หยิบเอาอำนาจ ตาม พรก.ฉุกเฉินร้ายแรง ขึ้นมาประกาศให้อำนาจตัวเองซ้ำอีกครั้ง เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 เมื่อประกาศเสร็จ ถึงวันนี้วันที่ 8 เมษายน 2553 ปรากฏว่าท่านนายก ยังศึกษาวิธีใช้อำนาจไม่เสร็จ อาจเพราะหาคู่มือการใช้ไม่พบก็เป็นได้  แต่ตั้งให้มีผู้ดูแลเป็นพิเศษ กลัวอำนาจหายอีก.....ฮา....

หากคราวนี้ทำอำนาจรัฐหายไปอีก ผมไม่อยากจะคิดว่าถ้าผมเป็นเจ้าของกิจการแถวราชประสงค์ ผมก็จำต้องปรับตัวเพื่อเอาตัวให้รอด อาจต้องงัดเอาตำรา จากคอม.ที่รัก มาใช่ก็เป็นได้เพราะมีกำลังเงินอยู่ในมือ กำลังคนและอาวุธไม่ได้เป็นเรื่องยาก

ปล.  และ ปล.   และ ปล.

ผมไม่อยากให้ท่านนายกทำให้อำนาจรัฐสูญหายไปด้วยมือของท่าน เพราะท่านสามารถไปเป็นพระเอกหนังได้สบาย

หากท่านยังอ่านตำราวิธีใช้อำนาจไม่เป็นก็ควรจะทำอย่างหนึ่งอย่างใดตามนี้ครับ

  1. ยกเลิก พรก.ที่ประกาศให้อำนาจตัวเองทันที

  2. หรือลาออกทันทีแล้วให้ท่านอื่นที่เขาใช้อำนาจเป็นมาทำแทน

ส่วนใครจะมาเป็นนายก ผมเติมน้ำมันก็ต้องจ่ายตังค์อยู่ดี แถมเวลาจะขึ้นราคาไม่ถามสักคำ........ฮา........

ผมคิดของผมเยี่ยงนี้แหละ