๕ เมษายน ๒๕๕๓

สวัสดีค่ะครู

เมื่อเช้าหนูตื่นขึ้นมาด้วยชุดเดิมที่ไปส่งป้าอบกลับหอพัก เพราะหลับด้วยความอ่อนล้าในการเขียนงาน ตื่นขึ้นมารู้สึกเหนียวตัว ภายในระลึกว่า วันนี้มีสิ่งต้องทำคือ การเก็บของให้เสร็จ แก้ไขงานเขียนให้เรียบร้อย หนูเก็บของไปเรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับฟังเทศน์หลวงพ่อปราโมทย์ บางทีใจก็กระโดดไปคิดว่า ต้องแก้งาน บางทีก็ คิด ๆ เรื่องอนาคตไปเรื่อยเปื่อย บางทีก็รู้สึกว่าของที่มีช่างมากมายเกินจำเป็น สะท้อนถึงความรกรุงรังภายในใจ ที่ปรารถนาการปลดเปลื้อง รู้สึกถึงความขุ่นมัว หนัก ๆ ในใจ มองดูนาฬิกาและความรู้สึกหิวที่ปรากฏขึ้น โอ้เที่ยงแล้ว เดินออกไปหน้าห้อง เจอพี่ปูห้องตรงข้ามเปิดประตูรับลม

ท่านถามว่าจะไปไหนรึ เรียนท่านแบบปกติว่า

“ไปหาอะไรทานค่ะ รู้สึกหิว ๆ”

ท่านจึงขอร่วมทางไปด้วย หนูจึงได้ไปทานข้าวเที่ยงกับพี่ปู ที่ใต้คอนโด Acardia หนูอยู่มาจะปีหนึ่งละ แต่ไม่รู้ว่าที่ใต้คอนโด Acardia มีร้านข้าวด้วย ถือว่าอาหารใช้ได้ทีเดียวค่ะ เรานั่งคุยกับไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ ดูท่าทางจะถูกคอ ไม่นานมีพี่หมอจากกรมควบคุมโรคแวะมาทานร่วมโต๊ะอีก

อืม.....หนูรู้สึกแปลกใจ เราทั้งสามคนคุยกันอย่างคนคุ้นเคย ๆ ทั้ง ๆ ที่เป็นครั้งแรก เรานั่งคุยกับร่วม ๆ สองชั่วโมงกว่า บางจังหวะก็ดุเดือด บางจังหวะก็สบาย ๆ แปลกดีค่ะครู ไม่ว่าจังหวะไหนก็สัมผัสได้ถึงความไว้วางใจ แม้เราจะนั่งร่วมกันเป็นครั้งแรกแต่สัมผัสได้ถึงความไว้วางใจกันและกัน ที่สำคัญเราอยู่หอพักเดียวกัน พี่ปูจึงถือโอกาสเลี้ยงส่ง จึงกราบขอบพระคุณในความเมตตา

ทำให้หนูนึกย้อน อืม.........แปลกจัง มีคนคอยอุปการะเสมอ ๆ บอกไม่ถูกค่ะครู ความรู้สึกหนูเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา มีคนมากมายที่เข้ามาในชีวิตโดยเฉพาะช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา หลายคนเข้ามาเพื่อช่วยเหลือ หนูรู้สึกอย่างนั้น ซึ่งหนูไม่แน่ใจว่าหนูส่งอะไรออกไป จึงได้รับการตอบสนองแบบนี้ เป็นคำถามที่หนูพยายามหาคำตอบเจ้าค่ะ

พอกลับจากทานข้าวเราแยกย้ายกันเข้าห้อง ติ๋วมาเก็บของต่อ สักพักอ่านเจอบันทึกของครู รู้สึกได้ว่าเป็นสัญญาเตือน

 

ใจหนูเกิดลำดับการเตือนสติ

ครูโทรศัพท์มาก็แล้ว

มาหาก็แล้ว

จนสุดท้ายครูเขียนบันทึก

ใจศิษย์ช่างดื้อด้านโง่เขลา

 

เห็นดังนี้จึงพยายามเขียนจดหมายถึงครูเมื่อกลางวัน พอเขียนไปสักพัก รู้สึกได้ถึงความสะเปะ สะปะ แรงสั่นสะเทือนของอารมณ์ สติอ่อน งานเขียนที่ออกมาสะท้อนความขึ้นลงตามอารมณ์ชัดเจน ไร้แก่นสาร ครูโทรศัพท์เข้ามากลางคัน ประหนึ่งการปลุกให้ตื่นจากภวัง แห่งอารมณ์ ด้วยประโยคคำถามว่า

 “ตื่นหรือยัง ตื่นจากความหลงรึยัง”

 ศิษย์น้ำตาไหลพราก เพราะรู้สึกว่าที่ผ่านมาใจหลงไหลไปตามกิเลส ขาดหลักยึด พอครูมากระเทาะ จึงแตกโพละออกมา พร้อมกับเสียงที่บอกตนเองว่า “เริ่มใหม่”

ครูปรารถนาให้มีคนช่วย ถ้าปรารถนาจะช่วยครู คือ ต้องเร่งฝึกฝนตนเอง

 

ความอดทนที่มีมา............ไม่พอ...........ต้องทนมากขึ้นอีก

ความขยันที่ทำมา..............ไม่พอ..........ต้องขยันกว่านี้อีก

ความตั้งใจที่ทำมา..............ไม่พอ.........ต้องเพิ่มอีก

เมื่อยังเป็นนักเดินทาง ก็ต้องเดินต่อไป แค่ยืนคิด ไม่ได้กินหรอก ต้องสู้เอา

 

เขียนเสร็จจึงนำขึ้นทั้ง ๆ ที่เห็นว่าบทความที่เขียนวิ่งขึ้นลง ในอารมณ์ แต่ต้องการสะท้อนความจริงของใจ เย็นไปวิ่งออกกำลังกาย เพราะไม่ได้วิ่งอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่าใจ คร่ำครวญ แต่ก็พยายามสู้อดทนกับความรู้สึกเกียจคร้านในตนเอง กลับจากวิ่งแวะซื้อน้ำและอาหารเย็น กลับมาที่หอพัก เคลียร์อะไรต่อให้เรียบร้อย แล้วจึงมานั่งเขียนจดหมายถึงครูค่ะ

หนูกราบขอบพระคุณครูมากค่ะ แม้จะต้องเริ่มใหม่อีกกี่ครั้ง ก็จะสู้ค่ะ

 

ศีล

ข้อ ๑ วันนี้ถือว่าโอเคมากขึ้น เมื่อเทียบกับที่ผ่านมา แม้จะเบียดเบียนตนเองบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นเจ็บป่วยค่ะ

ข้อ ๒ ไม่ได้ขโมยของใคร ในทางกลับกัน พยายามให้เท่าที่สามารถทำได้ค่ะ

ข้อ ๓ ไม่แย่งแฟนใครค่ะ แต่แรงบีบคั้นภายในก็เอาเรื่องเหมือนกันค่ะ

ข้อ ๔ หนูพยายามทำให้ดีที่สุด แต่กิจวัตรเดิมยังกลับมาไม่สมบูรณ์แต่ก็ถือว่า มา มากกว่าเดิมค่ะ

ข้อ ๕ ไม่ดื่มเหล้า แต่ยังหลงอยู่ โดยเฉพาะตอนที่คุย เพลิน หลงไปในเรื่องราวอย่างเมามันส์ และการท่อง web ในเน็ตบางทีก็เหมือนหลุดเข้าไปในที่นั้น ๆ เลยค่ะครู