น้ำหมักชีวภาพ

ฮิตกันจริง..น้ำหมักชีวภาพ

มันคืออะไรน่ะ  แล้วก็ทำอย่างไร หลายคนอยากรู้

เราเลยค้น และเรียบเรียงมาให้อ่าน แบบชนิดอ่านจบก็หมักได้เลย

บอกกระทั่งประสบการณ์ในการดูว่าใช้ได้รึยัง ถ้ามีปัญหาจะแก้ไขอย่างไร เอาแบบว่าครั้งเดียว รู้เรื่องกันป่ะเลยย

มาอ่านดู แล้วก็ติดตามสูตรน้ำยาอเนกประสงค์ฉบับต่อจากนี้ด้วยน้า 

ที่สำคัญที่ซู๊ด .. อ่านแล้วต้องลงมือทำ สิบปากว่าไม่เท่าสิบตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าลองด้วยตัวเอง

แล้วคุณจะรู้ว่า อ๋อ ... มันดีอย่างนี้เอง เขาถึงฮิตกัน...

รู้แระก้อ...อย่าลืม เม้นท์กันหน่อยนะ  หรือใครจะเหนอแนะรัย  ก้อช่วยกันหน่อยเถอะ ขอบคุณจ้า

มาช่วยกันลดโลกร้อนหน่อยนะคะ

คำถามแรก น้ำหมักจุลินทรีย์ คือ อะไร

ตอบ  ของเหลวสีน้ำตาลที่มีทั้งจุลินทรีย์ และ สารอินทรีย์ ที่ได้จากการย่อยสลายเศษเหลือใช้จากส่วนต่าง ๆ ของพืชหรือสัตว์ ที่ยังไม่เน่าเหม็นโดยผ่านกระบวนการหมักกับน้ำตาลทรายแดง, น้ำตาลอ้อย หรือ กากน้ำตาล ในสภาพไร้อากาศ หรือไม่มีออกซิเจน โดยมีจุลินทรีย์ทำการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ เกิดเป็นของเหลวที่มีทั้งเอนไซม์ ฮอร์โมน ธาตุอาหาร รวมถึงการใช้เอนไซด์ที่เกิดตามธรรมชาติหรือมีการเติมเอนไซด์เพื่อเร่งการย่อยสลายได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ชื่ออื่นๆ : น้ำหมักชีวภาพ สารสกัดชีวภาพ (Bioextract)

น้ำหมักจุลินทรีย์สามารถแบ่งออกตามประเภทของวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิต ส่วน

ใหญ่แบ่งเป็น 2 ประเภท คือน้ำหมักจุลินทรีย์ที่ผลิตมาจากพืชหรือขยะเปียก และน้ำหมักฯ ที่ผลิตมาจากสัตว์

2.มีประโยชน์ไงล่ะ

ประโยชน์ของน้ำหมักจุลินทรีย์

น้ำหมักจุลินทรีย์ทุกสูตรสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เช่นเดียวกัน แต่ประสิทธิภาพ และการยอมรับของผู้ใช้ จะขึ้นอยู่กับส่วนผสมหรือวัตถุดิบที่เลือกใช้ในการหมัก เช่น การเลือกใช้เศษอาหารคาวและเนื้อสัตว์ ในการหมัก อาจให้กลิ่นที่ค่อนข้างแรง หรือ ใช้กากน้ำตาล อาจให้สีที่เข้มดำ จนผู้ใช้ไม่ค่อยยอมรับในการใช้ทำความสะอาด จึงเหมาะกับการใช้เป็นปุ๋ยปรับคุณภาพดินมากกว่าประโยชน์ด้านการซักล้าง ทั้งนี้ เราสามารถนำน้ำหมักจุลินทรีย์มาใช้ประโยชน์ได้ ดังนี้

ด้านการเกษตร

น้ำหมักจุลินทรีย์ สามารถทำใช้ได้ทุกครัวเรือน เป็นประโยชน์ต่อการเพาะปลูก โดย

1.1 จุลินทรีย์จะช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในดินให้เป็นปุ๋ย จึงช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย อุ้มน้ำ

และให้อากาศผ่านได้อย่างเหมาะสม

1.2 น้ำหมักแต่ละสูตรจะให้ เอนไซม์ ฮอร์โมน ธาตุอาหาร ที่แตกต่างกัน และ พืชสามารถดูดซึมธาตุ

อาหารไปใช้ได้เลย โดยไม่ต้องใช้พลังงานมากเหมือนการใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ จึงใช้เป็นปุ๋ยบำรุงพืชได้ดี

1.3 น้ำหมักบางสูตรสามารถเพิ่มความต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืชได้

1.4 กากที่เหลือฝังดินเป็นปุ๋ยต้นไม้

2. ด้านสิ่งแวดล้อม

2.1. ช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์(ย่อยสลายได้) เช่น เศษอาหาร เศษผักผลไม้ ฯ จากชุมชน และก่อให้เกิดประโยชน์ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายของท้องถิ่นในการกำจัดขยะ เกิดผลพลอยได้ เป็น ปุ๋ย น้ำยาทำความสะอาดช่วยลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว และช่วยลดก๊าซเรือนกระจกสาเหตุของภาวะโลกร้อนอีกทางหนึ่ง

2.2. ช่วยปรับสภาพน้ำเสียจากอาคารบ้านเรือน แหล่งน้ำเสีย ให้ดีขึ้น

2.3. ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็น จึงช่วยลดกลิ่นเหม็นจากขยะมูลฝอย ท่อระบายน้ำ ห้องส้วม กำจัดกลิ่นที่หลุมฝังกลบขยะ ดับกลิ่นปัสสาวะสุนัข แมว ใช้ผสมน้ำอาบให้สัตว์เลี้ยงเพื่อกำจัดกลิ่นตัว ล้างคอกสัตว์ ล้างตลาด ฯลฯ

2.4. ช่วยเร่งการย่อยสลายในถังเกรอะ โดยราดในโถส้วม หรือถังเกรอะ ทำให้ส้วมไม่เต็มเร็ว

 3. ด้านอื่นๆ

3.1.ใช้ราดกองใบไม้ใบหญ้า เพื่อเร่งปฏิกิริยาในการกำจัดขยะใบไม้ด้วยการทำปุ๋ยหมัก

3.2.ฉีดพ่น ไล่มด และแมลงสาบในบ้าน

3.3.ช่วยลดปริมาณแบคทีเรียอันตราย และขจัดคราบไขมัน-กลิ่นคาว ได้ดี โดย ความเป็น

กรดของน้ำหมักฯจะช่วยทำให้ไขมันแตกตัว และจุลินทรีย์จะช่วยย่อยคราบไขมันทำให้ไม่มีกลิ่นตกค้างเหม็นบูด จึงใช้แทนสารเคมีในการล้างทำความสะอาด ที่ให้ฟองน้อยช่วยให้ประหยัดน้ำ และยังไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมให้น้ำเน่าเสีย สามารถใช้

3.1.1 น้ำหมักจุลินทรีย์ อย่างเดียว เช่น

(1)ใช้น้ำหมักจุลินทรีย์จากเศษผักและเปลือกผลไม้รสเปรี้ยวเทลงบนเศษผ้า เช็ดถูบริเวณที่มีคราบไขมันเกาะติดอยู่ เช่น เตาแก๊ส สายยางเตาแก๊ส ที่ดูดควันจากการประกอบอาหาร ตู้กับข้าว โต๊ะรับประทานอาหาร ใช้ล้างห้องน้ำ ดับกลิ่นในโถส้วม ฯลฯ

(2) ผสมน้ำ ล้างมือหลังจากการทำงานเครื่องจักร ทำความสะอาดเครื่องประดับเงิน ฯ.

3.1.2 ใช้เป็นส่วนผสมสำคัญในการผลิต “น้ำยาทำความสะอาดอเนกประสงค์” สำหรับ

ใช้ผสมน้ำ ล้างจาน ล้างรถ ล้างพื้น ซักผ้า ล้างห้องน้ำ เช็ดกระจก ล้างวัสดุอุปกรณ์ ฯ.

3.มีกี่ชนิดล่ะ แล้วมีวิธีทำอย่างไรบ้าง

น้ำหมักจุลินทรีย์สามารถแบ่งออกตาม

(1) ประเภทของวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

o น้ำหมักจุลินทรีย์ที่ผลิตมาจากพืชหรือขยะเปียก

o น้ำหมักจุลินทรีย์ที่ผลิตมาจากสัตว์

(2) การผลิตน้ำหมักจุลินทรีย์ แบ่งเป็น สูตรน้ำ และสูตรแห้ง โดยมีวิธีการผลิต ดังนี้

วิธีทำน้ำหมักจุลินทรีย์จากเศษผลไม้รสเปรี้ยว

(เพื่อใช้แทนน้ำยาทำความสะอาด)

2.1 สูตรน้ำ

2.1.1 ประเภทน้ำหมักฯ หัวเชื้อน้ำหมักจุลินทรีย์

ส่วนผสม

- ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะกรูด มะนาว ตะลิงปลิง มะเฟือง เปลือกสับปะรด มะยม มะดัน มะขามแห้ง/เปียก ส้มจี๊ด กากกระเจี๊ยบที่ต้มแล้ว เปลือกเสาวรส ฯ 3 กิโลกรัม

-กากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดง(น้ำตาลอ้อย/ไม่ฟอกสี) 1 กิโลกรัม

-น้ำสะอาดไม่มีคลอรีน10 ลิตร

วิธีทำ

1.บดป่นหรือสับผลไม้ให้มีขนาดเล็กลง คลุกเคล้ากับน้ำตาลให้เข้ากัน บรรจุลงภาชนะ(ขวด, ถัง) ที่มีฝาปิดสนิท อย่าให้อากาศเข้า โดยเว้นที่ว่างไว้ประมาณ1 ใน5 ของขวด/ถัง 2. วางไว้ในที่ร่ม อุณหภูมิห้อง อย่าให้ถูกแสงแดด หมักไว้15วันจะได้หัวเชื้อเข้มข้น

3. เติมน้ำลงไป หมักต่ออีก 75 วัน 4. พยายามกดให้ส่วนผสมจมอยู่ใต้น้ำ หรือในขั้นตอนที่1 อาจบรรจุส่วนผสมใส่ในถุงปุ๋ยมัดปากแล้วใช้ของหนักๆทับไว้

5. ปิดฝาพอหลวม ๆ หมั่นเปิดฝา คลายแก๊สออก และ ปิดกลับทันที

6. เขียนฉลากวันเดือนปี/ประเภท

(บางสูตรใส่ส่วนผสมทั้งหมดผสมกันในครั้งเดียว แล้วหมักนาน 90 วัน)

ระยะเวลาหมัก 3 เดือน

 ประโยชน์

 -ใช้เป็นหัวเชื้อ

-ใช้เป็นปุ๋ย ด้านการเกษตร

-ด้านสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ

2.1.2 ประเภทน้ำหมักฯ หัวเชื้อน้ำหมักจุลินทรีย์ขยาย

ส่วนผสม 

- หัวเชื้อน้ำหมักจุลินทรีย์(หมัก 3 เดือน) 1 ลิตร

-กากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดง(น้ำตาลอ้อย/ไม่ฟอกสี) 1 กิโลกรัม

-น้ำสะอาดไม่มีคลอรีน10 ลิตร

วิธีทำ

1.ใช้สายยางดูด หัวเชื้อน้ำหมัก จุลินทรีย์(หมัก 3 เดือน)เฉพาะส่วนน้ำใสออกมา 1 ส่วนใส่ในอีกภาชนะหนึ่ง นำน้ำตาล 1 ส่วน และ น้ำ 10 ส่วน ใส่รวมในภาชนะ (ขวด, ถัง) ที่มีฝาปิดสนิท โดยเว้นที่ว่างไว้ประมาณ 1 ใน 5 ของขวด 2.หมั่นเปิดฝา คลายแก๊สออก และ ปิดกลับให้สนิททันที 3.วางไว้ในที่ร่ม อย่าให้ถูกแสงแดด หมักไว้ 2 เดือน ก็จะได้หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพอายุ 5 เดือน ขยายต่อตามวิธีข้างต้นทุก 2 เดือน ก็จะได้หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพขยายที่มีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ (7, 9, 10 เดือน,1, 2, 3,…ปี) ซึ่งทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ 5. เขียนฉลากว.ด.ป/ประเภทที่หมัก

ระยะเวลาหมัก 2 เดือน(ขยายได้ทุก2เดือน)

ประโยชน์-ใช้เป็นหัวเชื้อ

-ใช้เป็นปุ๋ย ด้านการเกษตร

-ด้านสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ

2.1.3 ประเภทน้ำหมักฯ น้ำหมักจุลินทรีย์(ขยาย)

ส่วนผสม

- ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะกรูด มะนาว ตะลิงปลิง มะเฟือง เปลือกสับปะรด มะยม มะดัน มะขามแห้ง/เปียก ส้มจี๊ด กากกระเจี๊ยบที่ต้มแล้ว เปลือกเสาวรส ฯ 3 กิโลกรัม

-หัวเชื้อน้ำหมักจุลินทรีย์(หมัก 3,5... เดือน) ½ ลิตร

 -กากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดง(น้ำตาลอ้อย/ไม่ฟอกสี) 1 กิโลกรัม

-น้ำสะอาดไม่มีคลอรีน 5 ลิตร

วิธีทำ

1. บดป่นหรือสับผลไม้ให้มีขนาดเล็กลง คลุกเคล้ากับส่วนผสมให้เข้ากัน บรรจุลงภาชนะ(ขวด, ถัง) ที่มีฝาปิดสนิท อย่าให้อากาศเข้า โดยเว้นที่ว่างไว้ประมาณ 1 ใน 5 ของขวด/ถัง 2. พยายามกดให้ส่วนผสมจมอยู่ใต้น้ำเสมอ หรืออาจบรรจุใส่ในถุงปุ๋ยมัดปากแล้วใช้ของหนักๆทับไว้ 3. ปิดฝาพอหลวม ๆ หมั่นเปิดฝา คลายแก๊สออก และ ปิดกลับทันที 4. วางไว้ในที่ร่ม อุณหภูมิห้อง อย่าให้ถูกแสงแดด หมักไว้ ตามระยะเวลาที่กำหนด

5. การใส่หัวเชื้อน้ำหมักจุลินทรีย์เข้มข้นลงไป จะช่วยเร่งปฏิกิริยาการหมักให้เร็วขึ้น 5. เขียนฉลากว.ด.ป/ประเภทที่หมัก

ระยะเวลาหมัก  1 เดือน

ประโยชน์-ใช้เป็นปุ๋ย ด้านการเกษตร

-ด้านสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ

2.2 สูตรแห้ง (ตามแบบ ไอเอ็มโอ ของ มร. ฮาน คิวโช จากเกาหลี)

2.2.1  ประเภทน้ำหมักฯ หัวเชื้อน้ำหมักจุลินทรีย์(แห้ง)

ส่วนผสม

- ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะกรูด มะนาว ตะลิงปลิง มะเฟือง เปลือกสับปะรด มะยม มะดัน มะขามแห้ง/เปียก ส้มจี๊ด กากกระเจี๊ยบที่ต้มแล้ว เปลือกเสาวรส ฯ 3 กิโลกรัม

-น้ำตาลทรายแดง(น้ำตาลอ้อย/ไม่ฟอกสี) 1 กิโลกรัม 

ระยะเวลาหมัก 10-15 วัน

วิธีทำ

1. หั่นผัก หรือ ผลไม้ เป็นชิ้น ชิ้นละประมาณ ๒ ซม. แบ่งเคล้ากับน้ำตาลทรายแดง(น้ำอ้อย)ให้เข้ากันดี ใส่ภาชนะมีฝาปิดสนิทที่เตรียมไว้ เว้นที่ 1 ใน 3 ของภาชนะ ปิดฝาให้สนิท

2. วางไว้ในที่ร่ม อย่าให้ถูกแสงแดดทิ้งไว้ ๑๐-๑๕ วัน จะมีหัวเชื้อน้ำหมักออกมา

หมายเหตุ พืชที่นำมาหมักแบบแห้ง หากเก็บเกี่ยวก่อนพระอาทิตย์ขึ้น จะดีที่สุด ไม่ต้องล้าง ถ้าเปียกฝนให้ผึ่งในที่ร่มให้หมาดก่อน เปียกน้ำค้างไม่เป็นไร

ประโยชน์

-ทำเป็นปุ๋ย ไม่ต้องขยาย นำมาผสมน้ำ ๑ ต่อ ๑,๐๐๐ รดต้นไม้ได้เลย

-ใช้เป็นหัวเชื้อ

-ด้านสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ

2.2.2 ประเภทน้ำหมักฯ  หัวเชื้อน้ำหมักจุลินทรีย์ขยาย

ส่วนผสม

- หัวเชื้อน้ำหมักจุลินทรีย์(แห้ง/หมัก 15 วัน) 1 ลิตร

-น้ำตาลทรายแดง(น้ำตาลอ้อย/ไม่ฟอกสี) 1 กิโลกรัม 

-น้ำสะอาดไม่มีคลอรีน10 ลิตร

ระยะเวลาหมัก  1 เดือน

วิธีทำ

1.นำหัวเชื้อน้ำหมักออกมาขยายในอัตราส่วน น้ำหมัก : น้ำตาลทรายแดง : น้ำ 1 : 1 : 10 หมักไว้ 1 เดือน

หมายเหตุ

หัวเชื้อฯยิ่งเก็บไว้นาน ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมาก

ประโยชน์

-ใช้เป็นหัวเชื้อ

-ใช้เป็นปุ๋ย ด้านการเกษตร

-ด้านสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ

2.2.3 ประเภทน้ำหมักจุลินทรีย์(ขยาย)

ส่วนผสม

-หัวเชื้อน้ำหมักจุลินทรีย์(แห้ง/หมัก 15 วัน) 1 ลิตร

-น้ำตาลทรายแดง(น้ำตาลอ้อย/ไม่ฟอกสี) 1 กิโลกรัม

-น้ำสะอาดไม่มีคลอรีน 8 ลิตร

ระยะเวลาหมัก   15 วัน

วิธีทำ

1.นำหัวเชื้อน้ำหมักออกมาขยายในอัตราส่วน น้ำหมัก : น้ำตาลทรายแดง : น้ำ 1 : 1 : 8 หมักไว้อีก 15 วัน ก็นำมาใช้ได้

หมายเหตุ

การใส่หัวเชื้อน้ำหมักจุลินทรีย์เข้มข้นลงไป จะช่วยเร่งปฏิกิริยาการหมักให้เร็วขึ้น

ประโยชน์

-ใช้เป็นปุ๋ย ด้านการเกษตร

-ด้านสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ

แล้วจะรู้ได้ไงล่ะ ว่าน้ำหมักที่เรารอคอยใช้ได้แล้ว

3.รู้ได้อย่างไรว่าน้ำหมักจุลินทรีย์ใช้ได้แล้ว 

  1. ควรมีสีน้ำตาล(อ่อน-แก่ขึ้นกับชนิดวัตถุดิบ)กลิ่นหอมหวานฉุน มีไอแสบๆ เปิดฝามีเสียงฟู่ของแก๊ส  มีรสเปรี้ยว ถือว่า “ใช้ได้”    ถ้ามีกลิ่นบูดเปรี้ยวให้แก้ไข โดยเติมกากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดง  และหัวเชื้อน้ำหมักจุลินทรีย์  แล้วหมักต่อไปจนกว่าจะมีกลิ่นหอมหวาน
  2. ถ้าหมักครบ 7 วัน แล้วเปิดดูน้ำหมักจุลินทรีย์จะพบว่า มีฝ้าสีขาวเกิดขึ้นบนผิวน้ำซึ่งแสดงว่าน้ำหมักใช้ได้   แต่ถ้าเปิดดูแล้วเกิดฝ้าสีดำ  และมีกลิ่นเหม็นแสดงว่าหมักผิดวิธีให้แก้ไขโดยเติมกากน้ำตาลอีก 1 ลิตร  หมักต่อไปอีกตามระยะเวลา และคอยสังเกตุดู
  3. ฝ้าที่ลอยอยู่ที่ผิวหน้าคือจุลินทรีย์ที่ตายแล้ว คนหรือเขย่าให้จมลงเป็นอาหารจุลินทรีย์ที่ยังไม่ตาย
  4. เกิดวุ้น หรือเจลาติน เป็นสารแขวนลอยที่เกิดจากกลุ่มน้ำยางในพืชถูกย่อยสลายเปลี่ยนรูปเป็นวุ้น หรือเจลาติน ไม่ต้องตักทิ้ง  สามารถเกลี่ยไปข้างๆได้
  5. หากเกิดหนอนในภาชนะหมัก จากไข่แมลงที่อยู่ในผลไม้  หนอนนี้จะไม่เป็นแมลง เมื่อโตเต็มที่จะตายไปเอง  เนื่องจากน้ำหมักมีฤทธิ์เป็นกรด
  6. ทดสอบการใช้งานน้ำหมักจุลินทรีย์ โดยการหยดลงบนผ้าที่มีรอยเปื้อนสิ่งสกปรก เช่น คราบแกง คราบไขมัน   ถ้าสามารถย่อยสลายได้ แสดงว่ามีเอนไซม์ที่ช่วยย่อยแล้ว
  7. หัวเชื้อน้ำหมักจุลินทรีย์  เมื่อกรองออกมาใส่ภาชนะ หรือขวดทึบแสงเก็บในที่เย็น หรืออุณหภูมิห้องสามารถเก็บไว้ได้นาน   ระหว่างเก็บให้ตรวจสอบด้วยการดมกลิ่น ควรมีกลิ่นหอมหวานฉุน

4. อธิบายมาตั้งเยอะแยะ มีเคล้ดลับการทำที่ต้องระวังอะไรมั่งมั้ยอ่ะ

แน่นอน มีให้อยู่แล้วว ตามมาเลย

เคล็ดลับในการทำน้ำหมักจุลินทรีย์

1.วัตถุดิบ

1.1. น้ำหมักจุลินทรีย์

1.1.1 ที่ใช้ไล่แมลง ไล่มด ควรได้จากการหมักของเปลือกผลไม้หรือผลไม้ดิบ เช่น มะละกอ สับปะรด

มะม่วง และ สมุนไพร

1.1.2 ที่ใช้ดับกลิ่น เช่น เทท่อระบายน้ำ ถังเกรอะ โถส้วม พ่นหลุมขยะ ควรใช้เศษอาหาร พืชผัก

ผลไม้ที่เหลือทิ้ง และกากน้ำตาล

1.1.3 ที่ใช้ซักล้างทำความสะอาด ควรใช้ ผลไม้ เปลือกผลไม้รสเปรี้ยว และน้ำตาลทรายแดง

1.2. ควรเลือกใช้เศษพืชผัก ผลไม้ หรือเศษอาหารที่ยังไม่บูดเน่า

1.3. เศษอาหารที่เป็นแกง ต้องเทน้ำออกก่อน

1.4. ถ้ามีเศษอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ ต้องเพิ่มน้ำตาลมากกว่าในสูตร

1.5. ขนาดของผักผลไม้ มีผลต่อระยะเวลาในการหมัก จึงควร หั่น สับหรือบดให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ จะทำให้

การย่อยสลายเกิดง่ายขึ้น เช่น

- หั่นมะนาว สับปะรด ตามขวาง หรือ เป็นแว่น มะเฟืองตามขวางเป็นดาว ฯ

- แต่บางครั้งการหมักทั้งผลก็ให้ สี กลิ่น รสที่แตกต่างกัน เช่น มะกรูดที่หมักทั้งลูกจะหอมกว่า

ที่หั่นแล้ว ตะลิงปลิงที่ไม่หั่นเอาขั้วจุกออก จะให้สีออกชมพู

1.6 .พืชบางอย่างไม่ควรนำมาใช้ในการหมักเช่นเปลือกส้ม เพราะส้มจะมีน้ำมันที่ผิวเปลือก (peel oil) ทำให้เปลือกของส้มมีความเป็นพิษต่อจุลินทรีย์ในการย่อยสลายในสภาพปลอดอากาศ

1.7 น้ำตาล ถูกใส่เพื่อให้เป็นแหล่งพลังงานหรืออาหารของจุลินทรีย์ ที่จะช่วยทำให้เกิดการย่อยสลายเร็วขึ้นกว่าการย่อยสลายตามสภาพธรรมชาติทั่วไป การเลือกใช้กากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดง ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งาน

2.กระบวนการ

2.1 . ควรเลือกใช้ ภาชนะที่มีปากกว้าง เช่นถังพลาสติก หรือโอ่ง

2.2. การเติมหัวเชื้อน้ำหมักจุลินทรีย์ เทผสมลงไป จะช่วยลดเวลาในการหมักให้สั้นลง

2.3.. ในระหว่างการหมัก ห้ามปิดฝาภาชนะจนแน่นสนิท ชนิดที่อากาศเข้าไม่ได้ เพราะอาจทำให้ระเบิดได้

เนื่องจากระหว่าง การหมักจะเกิดก๊าชต่าง ๆ ขึ้น เช่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน เป็นต้น

2.4 ห้ามนำน้ำหมักจุลินทรีย์ไปเก็บในที่กลางแจ้ง หรือมีแสงแดดส่องถึงเป็นอันขาด เนื่องจากจะทำให้จุลินทรีย์ที่มีอยู่ในน้ำหมักฯ ตาย และส่งผลให้การหมักไม่เป็นไปโดยสมบูรณ์ ควรเก็บไว้ในที่ร่ม หรือที่มืดอย่าให้ถูกแสงแดด หรือ ถูกฝน

2.5 ถ้าหมักครบ 7 วัน แล้วเปิดดูน้ำหมักจุลินทรีย์จะพบว่ามีฝ้าสีขาวเกิดขึ้นบนผิวน้ำซึ่งแสดงว่าน้ำหมักนั้นใช้ได้แล้ว แต่ถ้าเปิดดูแล้วเกิดฝ้าสีดำ และมีกลิ่นเหม็นแสดงว่าหมักผิดวิธีให้แก้ไขโดยเติมกากน้ำตาลอีก 1 ลิตร แล้วหมักต่อ

2.6 หากมีการใช้น้ำประปาในการหมักจะต้องต้มให้สุก หรือ ตากแดด หรือเปิดฝาตั้งทิ้งไว้ 1-2 วัน เพื่อไล่คลอรีนที่มีอยู่ในน้ำประปาออกก่อน เพราะอาจจะไปทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมักได้

2.7. ภาชนะที่ใช้หมักไม่ควรใช้ภาชนะที่เป็นโลหะ เพราะน้ำหมักจุลินทรีย์จะมีฤทธิ์เป็นกรด (Ph=3-4) ซึ่งจะกัดกร่อนโลหะให้ผุกร่อนได้

2.8 ในการหมัก ควร เว้นช่องว่างเอาไว้ อย่างน้อย 1 ใน 5 ของภาชนะ ด้วย

2.9 หากเกิดกลิ่นเหม็นขณะหมัก หรือระหว่างการเก็บ แสดงว่าน้ำตาลน้อยเกินไป ให้เติมกากน้ำตาล/น้ำตาลทรายแดง ลงไปแล้วหมักต่อ จะทำให้กลิ่นเหม็นหายไป

2.10 น้ำหมักจุลินทรีย์ที่หมักได้ตามระยะเวลา เมื่อนำไปใช้งานจะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าน้ำหมักฯที่ใช้เวลาการหมักน้อยกว่า เพราะกระบวนการย่อยสลายสมบูรณ์ เกิดเอนไซม์ และสารอินทรีย์ที่มีประโยชน์เข้มข้นกว่า และเมื่อนำไปผลิตเป็น “ น้ำยาอเนกประสงค์ ” เพื่อใช้ในการทำความสะอาด ซักล้าง ก็จะมีคุณสมบัติในการชะล้างที่ดีกว่า และสามารถเก็บไว้ได้นานกว่า ไม่เสียง่าย การนำน้ำหมักจุลินทรีย์ที่หมักยังไม่ได้ที่ไปใช้ในการเกษตร ให้ระวังปัญหาเชื้อราที่อาจเกิดจากน้ำตาลที่เหลืออยู่ซึ่งจุลินทรีย์ย่อยไม่หมด

3.การใช้งาน

การทำน้ำหมักชีวภาพ ไม่ใช่เรื่องยากแต่ต้องอาศัยเวลา และความอดทน

ที่สำคัญน้ำหมักชีวภาพไม่มีสูตรที่ตายตัว เราสามารถทดลองทำปรับเปลี่ยนวัตถุดิบให้เหมาะสมกับต้นไม้ และลักษณะในการนำไปใช้งานของเรา เพราะสภาพแวดล้อมแต่ละท้องถิ่นมีความแตกต่างกัน ต้นไม้แต่ละถิ่นก็ต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน น้ำหมักจุลินทรีย์แต่ละสูตร จึงมีความแตกต่างของเอนไซม์ ฮอร์โมน ธาตุอาหาร ตามวัตถุดิบในท้องถิ่น.

แต่การปลูกพืชเพื่อให้เพิ่มผลผลิตสูงคงไม่สามารถใช้น้ำสกัดชีวภาพในรูปปุ๋ยโดยตรงได้เพียง

อย่างเดียว ควรผสมผสานกับวิธีการอื่นด้วย

ข้อควรระวังในการนำไปใช้ด้านการเกษตร

1. การใช้น้ำหมักจุลินทรีย์เป็นปุ๋ยบำรุงพืช จะต้องมีการเจือจางกับน้ำก่อนนำไปใช้ โดยใช้ความเข้มข้นน้อยคือ 1 ส่วนต่อน้ำ 500-1,000 ส่วน รดต้นไม้ หรือฉีดพ่นสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ส่งผลให้ต้นไม้เจริญเติบโตรวดเร็ว สมบูรณ์ แข็งแรงตามธรรมชาติ ต้านทานโรคและแมลง ทั้งยัง ช่วยสร้างฮอร์โมนพืช ทำให้ผลผลิตสูง และคุณภาพของผลผลิตดีขึ้น ห้ามใช้เกินอัตราที่กำหนดไว้ในคำแนะนำ เพราะอาจมีผลทำให้ใบไหม้ได้ เนื่องจากความเป็นกรดหรือธาตุไนโตรเจนสูงในน้ำหมักชีวภาพ ต้องระวังในการใช้เพราะหากใช้มากไปอาจทำให้พืชเฝือใบและไม่ออกดอกออกผลได้ ดังนั้นจึงควรเริ่มทดลองใช้ในอัตราความเข้มข้นน้อย ๆก่อน

2. ห้ามใช้น้ำหมักเข้มข้นรดต้นไม้โดยตรง เพราะจะทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตช้า ใบเหลือง และตายได้

3.ควรใช้ฉีด พ่น ราด พืชผัก ผลไม้ ในช่วงเวลาเช้า หรือเย็น ไม่ควรให้ถูกแสงแดด เพราะจุลินทรีย์ไม่ชอบแสงแดด

4. กากปุ๋ยหมักชีวภาพ คือ ส่วนที่ยังย่อยสลายไม่หมด เมื่อใช้น้ำหัวเชื้อหมดแล้วอาจใส่ส่วนผสมชุดใหม่ ผสมกับกากเดิมเติมกากน้ำตาล และหัวเชื้อจุลินทรีย์แล้วหมักต่อได้ หรือนำไปทำปุ๋ยหมักต่อไป

5. ไม่ควรใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ หรือผลิตภัณฑ์ เช่น น้ำยาอเนกประสงค์ร่วมกับ สารเคมีอื่นๆ

 เวลาอ่าน อาจดูยุ่งๆ

แนะนำง่ายๆ เก๊าะเลือกสักสูตรแล้วก็..

ลงมือทำ..กันเลย

ว่างเมื่อไหร่ จะถ่ายรูปมาประกอบให้นะคะ

อ้อ/ แล้วอย่าลืมแวะมาอ่านเรื่องน้ำยาทำความสะอาดอเนกประสงค์ กันนะจ๊ะ

จะมาเล่าวิธีทำให้ฟังกันอีก  แต่รออ่านเม้นท์ก่อนว่ามีใครว่าไงกันมั่ง

ขอบคุณที่แวะมานะจ๊ะ

แว่นขยาย รายงานจ้ะ