รัฐบาลเดนมาร์ก เป็นประเทศแรกที่ประกาศให่มะเร็งเต้านม เป็นโรคที่เกิดจากการทำงาน
โดยมีผู้หญิงเดนมาร์ก ราว 40 คนที่ได้รับการชดเชย จากรัฐบาล เนื่องจากเป็นมะเร็ง
เต้านม จากการประกอบอาชีพ เธอเหล่านั้น ทำงานเป็นพนักงาน บนเครื่องบิน
และเป็นพยาบาล หลายคนไม่รู้ความเชื่อมโยง ของมะเร็งเต้านม กับการทำงานเวรดึก
แต่สิ่งที่พวกเธอ ปฏิบัติเหมือนกัน และมันเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งตือ การเข้าเวรดึก
อย่างน้อย สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นเวลา ไม่ต่ำ กว่า 20 ปี
ดอกเตอร์วิเซนต์ คอกลิอาโน ผู้เชี่ยวชาญ จากหน่วยงาน วิจัยมะเร็ง นานาชาติ ของ
องค์การอนามัยโลก พบว่า การทำงาน เวรดึก ถูกจัดเป็นความเสี่ยง อันดับ 2
รองจากสาเหตุจากสารก่อมะเร็ง
วารสารสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา
มีการระบุว่า 30 % ของผู้หญิง ที่ทำงานเวรดึก มากกว่า 30 ปี มีโอกาส
เป็นมะเร็ง เต้านม เมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่ไม่เคยทำงานเวรดึกเลย หลักฐาน
การศึกษา พบว่า การเปลี่ยนแปลงระบบการนอน จากเดิมมีผลต่อการเกิดเมลาโทนิน
ซึ่งช่วยในการป้องกัน การนำไปสู่การเกิด มะเร็ง
นอกจากนี้ เดวิส เอส และคณะ ปี 2001 ยังพบว่า แสงสว่างในตอนกลางคืน
จะเพิ่ม ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งมากขึ้น 60 % เพราะแสง ทำให้ต่อมไพเนียล
ไม่ผลิตเมลาโทนิน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มสูงขึ้น
อ่านมาถึงตรงนี้ แล้ว ทำให้เราต้องได้คิด ในฐานะที่ มีความรับผิดชอบโดยตรงกับ
การจัดการ อัตรากำลัง พยาบาลเพื่อการปฏิบัติงานทั้งเวรเช้า บ่าย ดึก ของโรงพยาบาล
ชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่งที่มีพยาบาลเข้าเวรดึก คืนละไม่ต่ำกว่า 6 คน
โรงพยาบาลหนองจิก เป็นโรงพยาบาล เล็กๆ แห่งหนึ่ง ให้พยาบาลหยุดเวร บ่าย
และดึก ในอายุ 45 ปี อายุเฉลี่ยในเข้าเวร บ่าย และดึก อยู่ที่ 22 ปี
เราคงต้องทบทวน ถึงสวัสดิการ และความสำคัญ สำหรับพยาบาลเวรดึก
เพิ่มมากขึ้นกระมัง