อันเนื่องมาจากความฝัน


ผู้ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนอยู่เสมอ ย่อมเป็นผู้ที่มีจิตใจที่ใฝ่ดีไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของชีวิต

    

 

               สากกะเบือยันเรือรบจนครบเครื่อง 

          สู้ทุกเรื่องทำได้ใครใครเห็น 

          ผู้รักงานสร้างสรรค์ได้ด้วยใจเย็น 

          ยอมยากเข็ญเหนื่อยเหน็ดจนเสร็จงาน 

 

                บทกลอนที่ยกมานี้ ครูไชยญาณ  บุญยศ ประพันธ์ขึ้นเพื่อสะท้อนภาพแห่งสัญชาตญาณ ปฏิภาณ และภาระงานของครู โดยเฉพาะครูในโรงเรียนระดับประถมศึกษาที่ขาดความพร้อมในด้านบุคลากรและงบประมาณสนับสนุน ครูจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ทุกอย่างได้ครบสูตรด้วยกำลังสติปัญญา ทุ่มเทความรู้ความสามารถในการพัฒนานักเรียนให้เป็นคนดี คนเก่งและมีความสุข แม้ว่าจะไม่มีงบประมาณสนับสนุนก็ตาม ครูจำต้องจัดหาให้ได้ เมื่อไม่มีจริงๆ ครูก็ต้องเสียสละทรัพย์ส่วนตัว เพื่อให้งานสำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งใจไว้  หน้าที่หลักของครู คือ การสอนก็จริง แต่ครูยังต้องปฏิบัติหน้าที่ในงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งเป็นภาระที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่างานด้านการสอน ในแต่ละปีจะมีงานจรเข้ามาเพื่อให้โรงเรียนดำเนินการ อาจจะกล่าวได้ว่างานแทบทุกกระทรวงจะมารวมอยู่ที่โรงเรียน ทั้งงานอนามัย งานทะเบียนราษฎร์ งานรณรงค์ป้องกันยาเสพติด งานสิ่งแวดล้อมและอื่นๆ สารพัดงาน เล็กบ้างใหญ่บ้าง ดังคำกลอนที่เกริ่นไว้ว่า “สากกะเบือยันเรือรบ...” และในที่สุดคำตอบสุดท้ายในการปฏิบัติหน้าที่ของครู คือ ต้องมี ต้องเป็น ต้องสำเร็จให้เห็นรูปธรรมได้เสมอ

          นอกจากปัญหาการขาดแคลนบุคลากรและงบประมาณแล้ว สิ่งสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการสอนของครู คือ เวลาคงที่แต่งานมีพอกพูน ทำให้เวลาในการสอนต้องสูญเสียไปกับงานที่เพิ่มเข้ามา จากเวลา ๑๐๐ % อาจจะเหลือเพียง ๖๐-๗๐%  ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ครูต้องรู้จักปรับการเรียนเปลี่ยนการสอน ลดขั้นตอนและสาระที่ซ้ำซ้อนในแต่ละกลุ่มวิชา นำมาบูรณาการจัดกระบวนการเรียนการสอนใหม่เพื่อให้นักเรียนได้รับประโยชน์สูงสุดในเวลาที่จำกัด  งานของครูนั้นมีสารพัด ไม่เก่ง ไม่ถนัด ครูก็ต้องขวนขวายเรียนรู้วิธีการในการจัดการวางแผน ให้เป็น ใครไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจก็คิดว่างานของครูนั้นสบาย แต่ตรงกันข้าม งานของครูนั้นมากและหนักขึ้นเรื่อยๆ สมกับคำว่า ครู ซึ่งมาจาก ครุ แปลว่า หนัก

ในสภาพที่แท้จริงนั้น ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนขนาดใดก็ตาม ทุกโรงเรียนย่อมมีภาระหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการ ทั้งงานนโยบายจากหน่วยงานระดับสูง งานในชุมชนท้องถิ่นและงานของโรงเรียนเอง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการจัดกิจกรรมการพัฒนาการเรียนการสอนคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน เนื่องจากกิจกรรมมีมากแต่เวลามีจำกัด ดังนั้น โรงเรียนชุมชนวัดไก่เตี้ยจึงต้องวางแผนในการจัดกิจกรรมการพัฒนา    การเรียนการสอนคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน เพื่อให้สอดคล้องกับเวลา สถานการณ์ โดยประสานงานให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์สูงสุด มุ่งเน้นที่นักเรียนเป็นสำคัญ และดำเนินงานการพัฒนาการเรียนการสอนคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีที่เริ่มสร้างนวัตกรรมโดยใช้วีดิทัศน์เพลงเพื่อการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ และการพัฒนาต่อยอดจนได้นวัตกรรมที่สมบูรณ์สามารถนำไปใช้ได้จนถึงปัจจุบัน  ในแต่ละปีจะมี   การแบ่งการจัดการเรียนรู้ออกเป็น ๒ ส่วน คือ ภาคเรียนที่ ๑ จะจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้คุณธรรมจริยธรรม ๑๓ ประการ โดยปรับแผนการเรียนตามสภาพพื้นฐานของนักเรียนส่วนในภาคเรียนที่ ๒ จะจัดกิจกรรมซึ่งถือเป็นการวัดผลประเมินผลนักเรียนอีกครั้งหนึ่งทุกปี ปีละหนึ่งรายการ

          ในภาคเรียนที่ ๑ ปี ๒๕๔๕ โรงเรียนชุมชนวัดไก่เตี้ยจัดกิจกรรมการพัฒนาการเรียนการสอนคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโดยใช้วีดิทัศน์เพลงเพื่อการศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖  และจัดกิจกรรมผนวกรวมกับการอยู่ค่ายพักแรมลูกเสือ-ยุวกาชาด ในภาคเรียนที่ ๒ โดยใช้ชื่อกิจกรรมว่า “อันเนื่องมาจากความฝัน” กิจกรรมโดยสังเขป คือ นักเรียนร่วมกันสร้างเหตุการณ์สมมติเป็นละครสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรม ๑๓ ประการและบูรณาการกับศีลห้าเป็นบทละครเชิงตลกมีคุณธรรม แล้วนำมาขอคำปรึกษาครู

          ครูไชยญาณ  บุญยศ ให้แนวคิดการสร้างละครแก่นักเรียนว่าเป็นการจัดกิจกรรมผนวกรวมกับการอยู่ค่ายพักแรมลูกเสือ-ยุวกาชาด โดยใช้แสดงในการเล่นรอบกองไฟ  นักเรียนต้องวางแผนให้ดี  สิ่งที่ต้องคำนึง คือ เวลาที่ใช้แสดงไม่ควรเกิน ๑๐-๑๕ นาที  ตัวละครต้องวางตัวให้เหมาะสมและควรให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดง  บทละครต้องกระชับต่อเนื่อง อุปกรณ์และเครื่องประกอบการแสดงต้องหาง่าย สื่อความหมายได้ชัดเจน เพราะความสำเร็จในการแสดงอยู่ที่การทำให้ผู้ชมเข้าใจเรื่องราวหรือสิ่งที่ผู้แสดงต้องการถ่ายทอดออกมา “อันเนื่องมาจากความฝัน” เป็นชื่อของบทละครที่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ช่วยกันแต่งขึ้น มีทั้งหมด ๗ ฉาก ดังนี้

          ฉากที่ ๑ พ่อกับแม่ออกมาปูที่นอน กางมุ้ง เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เรียกลูกชายเข้านอน พอลูกชายเข้านอนในมุ้งเรียบร้อยแล้ว พ่อกับแม่ก็พากันไปนอน (เดินเข้าหลังโรง)

          ฉากที่ ๒ (มุ้งของลูกชายยังกางอยู่ที่เดิม) เด็กคนหนึ่งเดินมาพบกระป๋อง ขวดน้ำเปล่าข้างทางก็เตะด้วยความคะนอง สุนัขตัวหนึ่ง(คนแสดง)เดินสวนทางมา เด็กคนนั้นก็เตะสุนัขทันที สุนัขตกใจจึงกัดขาของเด็กคนนั้น เด็กคนนั้นร้อง โอ๊ย! ช่วยด้วย (แล้วค่อยๆ หลบเข้าหลังโรง) ลูกชายที่นอนในมุ้ง ร้องเสียงดัง “โอ๊ย! ช่วยด้วย โอ๊ย! ช่วยด้วย หมากัด ฮือ...ฮือ...” พ่อกับแม่รีบวิ่งออกมาหาลูกแล้วถามว่าเป็นอะไร  ลูกชายจึงเล่าให้ฟังว่าถูกหมากัดโดยไม่ยอมลืมตา  พ่อกับแม่จึงเขย่าตัวให้ลืมตาดูว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นแค่เพียงความฝัน แล้วสอนลูกว่า “ ลูกเอ๋ยการรังแกสัตว์นั้นเป็นสิ่งไม่ดีผิดศีลข้อที่ ๑ ไม่ควรทำนะลูก ดังคำพระท่านว่า...” พ่อกับแม่ผายมือไปข้างเวที ซึ่งมีพระ (ผู้แสดงแต่งตัวเป็นพระถือตาลปัตร) สวดต่อเนื่องกับคำสอนของพ่อกับแม่ “ปาณาติปาตา เวรมณีสิกขา ปะทังสมาธิยามิ” จากนั้นพ่อกับแม่ก็ปลอบให้ลูกชายนอน (แล้วค่อยๆ เดินเข้าหลังโรง)

          ฉากที่ ๓ (มุ้งของลูกชายยังกางอยู่ที่เดิม) ในตลาดพ่อค้าแม่ค้า(ผู้แสดง)ออกมาขายของ  คุณนายสองคนเดินซื้อของเพลินๆ มีเด็กคนหนึ่งออกมาวิ่งราวกระเป๋าถือ  คุณนายสองคนวิ่งไล่ตามพร้อมกับร้องเรียกให้คนช่วย  พอดีตำรวจ (ผู้แสดง) มาพบจึงวิ่งเข้าจับกุมเด็กคนนั้นพาไปโรงพัก เด็กคนนั้นร้อง โอ๊ย! ช่วยด้วย (ตำรวจและทุกคนค่อยๆ หลบเข้าหลังโรง)ลูกชายที่นอนในมุ้งร้องเสียงดัง “โอ๊ย! ช่วยด้วย โอ๊ย! ช่วยด้วย ตำรวจจับ ฮือ...ฮือ...” พ่อกับแม่รีบวิ่งออกมาหาลูกแล้วถามว่าเป็นอะไร  ลูกชายจึงเล่าให้ฟังว่าถูกตำรวจจับโดยไม่ยอมลืมตา  พ่อกับแม่จึงเขย่าตัวให้ลืมตาดูว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นแค่เพียงความฝัน  แล้วสอนลูกว่า “ ลูกเอ๋ยการลักขโมยของของคนอื่นนั้นเป็นสิ่งไม่ดีผิดศีลข้อที่ ๒ ไม่ควรทำนะลูก ดังคำพระท่านว่า...” พ่อกับแม่ผายมือไปข้างเวที ซึ่งมีพระ (ผู้แสดงคนเดิม) สวดต่อเนื่องกับคำสอนของพ่อกับแม่ “อทินนาทานา เวรมณีสิกขา ปะทังสมาธิยามิ” จากนั้นพ่อกับแม่ก็ปลอบให้ลูกชายนอน (แล้วค่อยๆ เดินเข้าหลังโรง)

          ฉากที่ ๔ (มุ้งของลูกชายยังกางอยู่ที่เดิม) ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินควงสาวหัวร่อต่อกระซิกออกมาจากข้างโรงด้านหนึ่ง ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นสามีของสาวคนนั้นเดินสวนทางมาพบจึงเกิดหึงหวงทะเลาะกันถึงขั้น        ชกต่อย สามีของสาวคนนั้นชกถูกหน้าของชายหนุ่มคนแรกอย่างจังถึงกับหน้าหงายล้มลง สามีของสาวคนนั้น เข้าไปซ้ำ หญิงสาวเข้าไปห้ามเกิดชุลมุนวุ่นวาย(ทุกคนค่อยๆ หลบเข้าหลังโรง)ลูกชายที่นอนในมุ้ง ร้องเสียงดัง “โอ๊ย! ช่วยด้วย โอ๊ย! ช่วยด้วย ผมถูกชก ฮือ...ฮือ...” พ่อกับแม่รีบวิ่งออกมาหาลูกแล้วถามว่าเป็นอะไร  ลูกชายจึงเล่าให้ฟังว่าถูกชกหน้าโดยไม่ยอมลืมตาพ่อกับแม่เขย่าตัวให้ลืมตาดูว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นแค่เพียงความฝัน  แล้วสอนลูกว่า “ ลูกเอ๋ยการแย่งชิงของรักของคนอื่นนั้นเป็นสิ่งไม่ดีผิดศีลข้อที่ ๓ ไม่ควรทำนะลูก ดังคำพระท่านว่า...” พ่อกับแม่ผายมือไปข้างเวที ซึ่งมีพระ (ผู้แสดงคนเดิม) สวดต่อเนื่องกับคำสอนของพ่อกับแม่ “กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณีสิกขา ปะทังสมาธิยามิ” จากนั้นพ่อกับแม่ก็ปลอบให้ลูกชายนอน (แล้วค่อยๆ เดินเข้าหลังโรง)

          ฉากที่ ๕ (มุ้งของลูกชายยังกางอยู่ที่เดิม) เด็กคนหนึ่งจูงวัว(ผู้แสดง)ไปเลี้ยงเกิดนึกสนุกวิ่งมาบอกชาวบ้าน (ผู้แสดง) ว่า วัวตกหล่มโคลนพาขึ้นไม่ไหววัวจะหมดแรงตายแล้ว ชาวบ้านพากันรีบวิ่งไปเพื่อช่วยเหลือ แต่พอไปถึงมองเห็นวัวเล็มหญ้าอยู่เป็นปกติก็โกรธพากันกลับบ้านไปและบอกเล่าเรื่องราวให้ทุกคนฟัง  วันต่อมาเด็กคนนั้นจูงวัว(ผู้แสดง)ไปเลี้ยงเกิดตกหล่มโคลนจริงๆ พาขึ้นไม่ไหว จึงวิ่งมาบอกชาวบ้าน (ผู้แสดง) ว่า วัวตกหล่มโคลนพาขึ้นไม่ไหววัวจะหมดแรงตายแล้ว  ชาวบ้านพากันเฉยไม่สนใจที่จะช่วยเหลือเพราะเคยถูกหลอกมาครั้งหนึ่งแล้ว เด็กเลี้ยงวัวไม่มีปัญญาจะช่วยเหลือวัวของตน วัวจึงหมดแรงจมโคลนตาย เมื่อกลับบ้านโดยไม่มีวัว พ่อแม่จึงเฆี่ยนตี เด็กเลี้ยงวัวร้อง “โอ๊ย! กลัวแล้ว อย่าตี...” (ทุกคนค่อยๆ หลบเข้าหลังโรง)ลูกชายที่นอนในมุ้ง ร้องเสียงดัง “โอ๊ย! อย่าตี   ฮือ...ฮือ...โอ๊ย! กลัวแล้ว อย่าตี...” พ่อกับแม่รีบวิ่งออกมาหาลูกแล้วถามว่าเป็นอะไร  ลูกชายจึงเล่าให้ฟังว่าถูกตีเพราะโกหกทำให้วัวตายโดยไม่ยอมลืมตา  พ่อกับแม่จึงเขย่าตัวให้ลืมตาดูว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นแค่เพียงความฝัน  แล้วสอนลูกว่า “ ลูกเอ๋ยการพูดจาโกหกนั้นเป็นสิ่งไม่ดีผิดศีลข้อที่ ๔ ไม่ควรทำนะลูก ดังคำพระท่านว่า...” พ่อกับแม่ผายมือไปข้างเวที ซึ่งมีพระ (ผู้แสดงคนเดิม) สวดต่อเนื่องกับคำสอนของพ่อกับแม่ “มุสาวาทา เวรมณีสิกขา ปะทังสมาธิยามิ” จากนั้นพ่อกับแม่ก็ปลอบให้ลูกชายนอน (แล้วค่อยๆ เดินเข้าหลังโรง)

          ฉากที่ ๖ (มุ้งของลูกชายยังกางอยู่ที่เดิม) ชายขี้เมาคนหนึ่ง(ผู้แสดง)เดินโซเซอยู่กลางถนนกลางดึกมือถือขวดเหล้าดื่มมาตลอดทาง พอถึงหน้าบ้านก็ไขกุญแจเพื่อจะเปิดประตู ชายขี้เมาพยายามไขกุญแจเท่าไรก็ไขไม่ได้จึงโวยวายเสียงดัง เขย่าประตูด้วยความโมโห  ทันใดนั้นภรรยาก็เดินเข้ามาดึงหูอย่างแรงแล้วตะโกนกรอกหูว่า “ไอ้แก่บ้านเราอยู่หลังโน้น ไม่ใช่หลังนี้ เมาจนไม่รู้ประสาคนแล้ว มานี่ มานี่ ฮื่ม...” จากนั้น ภรรยาก็ดึงหู  ชายขี้เมาลากกลับเข้าบ้าน ชายขี้เมาร้อง “โอ๊ย! อย่าดึง โอ๊ย! เจ็บแล้ว กลัวแล้ว...” (ทุกคนค่อยๆ หลบเข้าหลังโรง)  ลูกชายที่นอนในมุ้งร้องเสียงดัง “โอ๊ย! อย่าดึง โอ๊ย! เจ็บแล้ว กลัวแล้ว...” พ่อกับแม่รีบวิ่งออกมาหาลูกแล้วถามว่าเป็นอะไร  ลูกชายจึงเล่าให้ฟังว่าถูกดึงหูเพราะดื่มเหล้าเมาไม่รู้เรื่องโดยไม่ยอมลืมตา  พ่อกับแม่จึงเขย่าตัวให้ลืมตาดูว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นแค่เพียงความฝัน แล้วสอนลูกว่า “ ลูกเอ๋ยการเสพเครื่องดองของเมา เหล้า บุหรี่ ยาเสพติดนั้นเป็นสิ่งไม่ดีผิดศีลข้อที่ ๕ ไม่ควรทำนะลูก ดังคำพระท่านว่า... พ่อกับแม่ผายมือไปข้างเวที ซึ่งมีพระ (ผู้แสดงคนเดิม) สวดต่อเนื่องกับคำสอนของพ่อกับแม่ “สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณีสิกขา ปะทังสมาธิยามิ” จากนั้นพ่อกับแม่ก็ปลอบให้ลูกชายนอน เตือนลูกชายว่านอนดึกเดี๋ยวตื่นสายจะไปอยู่ค่ายพักแรมลูกเสือ-ยุวกาชาดไม่ทัน “ครับแม่” ลูกชายตอบ

ฉากสรุป ลูกเสือ-ยุวกาชาดโรงเรียนชุมชนวัดไก่เตี้ยทุกคนเข้าแถวหน้ามุ้ง (เก็บอุปกรณ์ให้เรียบร้อย อย่างรวดเร็ว) ท่องบทประพันธ์ “คนมีศักดิ์ศรีเพราะมีคุณธรรม” (พร้อมกัน)

 

               คนมีศักดิ์ศรีเพราะมีคุณธรรม

          สิบสามคุณธรรม          จงจดจำนำไปใช้

ใฝ่รู้รู้กว้างไกล                      ขยันไว้สุดแสนดี

         อดทนสู้ทุกอย่าง          ประหยัดบ้างเป็นสุขี

ซื่อสัตย์ ใจ วจี                      มีระเบียบและวินัย

         เสียสละเพื่อส่วนรวม     เมตตาร่วมการุณย์ไว้

กตัญญูคู่ดวงใจ                     ทำการใดตรงเวลา

         สามัคคีดีเลิศล้ำ           ยุติธรรมต้องนำหน้า

วัฒนธรรมที่มีมา                    ต้องรักษาชั่วชีวี

         สิบสามคุณธรรม          เป็นเครื่องค้ำค่าศักดิ์ศรี

เด็กไทยสุข เก่ง ดี                 ทุกคนมีคุณธรรม

                                        ไชยญาณ  บุญยศ : ผู้ประพันธ์

พระ(ผู้แสดงคนเดิม) ให้โอวาทผู้ชมว่า “การปฏิบัติตนมีคุณธรรมจริยธรรม ๑๓ ประการ ประสานศีลห้าสร้างคุณค่าแก่ชีวิต” (จบการแสดง) ลูกเสือ-ยุวกาชาดโรงเรียนชุมชนวัดไก่เตี้ยทุกคนเข้าแถวเดินกลับเข้าประจำที่

          ประสบการณ์ที่ยกมานี้ เป็นตัวอย่างการจัดกิจกรรมการพัฒนาการเรียนการสอนคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโดยครูไชยญาณ  บุญยศ โรงเรียนชุมชนวัดไก่เตี้ย อ.สามโคก เมื่อปี ๒๕๔๕  และนิยมนำไปใช้ในโอกาสต่างๆ อีกหลายครั้ง หากมีความสนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม  ติดต่อได้ที่โรงเรียนชุมชนวัดไก่เตี้ย อ.สามโคก หรือ โทร. ๐๘-๑๘๓๔-๙๔๘๐

หมายเลขบันทึก: 349895เขียนเมื่อ 5 เมษายน 2010 23:56 น. ()แก้ไขเมื่อ 9 มิถุนายน 2012 14:58 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (1)
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี