กฎหมาย คดี ผู้บริโภค

เมื่อพูดถึงคดีผู้บริโภคแล้ว ทุกคนเข้าใจว่า เป็นคดีที่มีวัตถุประสงค์หรือมุ่งหมายคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ที่ เสียเปรียบทางสังคม แต่เมื่อมาดูทางปฏิบัติแล้ว ไม่แน่ว่า จะเป็นคดีที่คุ้มครองผู้บริโภคอย่างที่พูดกัน เพราะในตอนร่างกฎหมายนั้น มีวัตถุประสงค์จะให้ผู้บริโภคฟ้องได้สะดวก ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย คนร่างกฎหมายก็ยึดเอาโมเดลนี้มาร่างกฎหมายตลอด แต่ไม่ได้แยกวิธีการฟ้องของผู้บริโภคและผู้ประกอบการไว้ การฟ้องคดีผู้บริโภคจึงใช้วิธีปฏิบัติอย่างเดียวกัน เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ ผู้บริโภคมาฟ้องน้อยมาก แต่ผู้ประกอบการกลับมาฟ้องมากกว่า วิธีการหรอืวิธีปฏิบัติที่กำหนดในกฎหมายโดยหวังเป็นประโยชน์ของผู้บริโภค กลับเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการมากกว่า เช่น การเร่งพิจารณาคดีภายใน ๓๐ วัน การส่งหมายที่มีผลทันที คราวนี้มาดูรายละเอียดกันว่า กฎหมายนี้คุ้มครองใครกันแน่
๑.คดีต้องพิจารณาภายใน ๓๐ วันนับแต่วันฟ้อง ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กระชั้นชิดมาก
๒.ภูมิลำเนาที่ฟ้อง
ในกรณีที่ผู้ประกอบการฟ้องคดี ต้องฟ้องที่ภูมิลำเนาของผู้บริโภคแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งดูแล้วก็น่าจะดีเพราะผู้บริโภคย่อมมีโอกาสสู้คดีมากกว่า แต่ในภาคอิสาน ผู้บริโภคมีสำเนาทะเบียนบ้านอยู่ที่ต่างจังหวัด และมาทำงานในกรุงเทพ ชลบุรี ระยอง เมือ่ถูกฟ้องคนเหล่านี้ย่อมไม่อาจกลับไปสู้คดีที่ภูมิลำเนาของตนได้ ทั้งถ้าหากมีการเลื่อนคดีค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีกลับมีมากกว่ากฎหมายเดิม
๓.การส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้อง
เป็นเรื่องที่ตลกมากและเห็นได้ชัดในทางปฏิบัติว่า ไม่ได้คุ้มครองผู้บริโภค
๓.๑ หมายที่ส่งไป จะให้มีผลทันที เพราะฉะนั้นเมื่อจำเลยได้รับหมายวันที่ ๒๙ (นับจากฟ้อง) วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่พิจารณาคดี จำเลย (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้บริโภค) ย่อมทำคำให้การไม่ทัน หรือหาเอกสารไม่ได้เนือ่งจากระยะเวลากระชั้นชิดย่อมเสียเปรียบ ซึ่งต่างจากคดีแพ่งสามัญทั่วไป จำเลยจะมีเวลาที่จะยื่นคำให้การภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่รับ
๓.๒ ครั้งแรกเมื่อส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องได้ แต่จำเลยมาคนหนึ่ง ไม่มาคนหนึ่ง คนที่มาขอเลื่อน ศาลจะให้โจทก์ส่งหมายนัดให้กับจำเลยที่ไม่มาด้วย (แทนที่จะประกาศหน้าศาล) ค่าหมายซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมศาลย่อมตกอยู่แก่ฝ่ายที่แพ้คดีคือ จำเลย (ทั้งสองคน) ทำไมจำเลยที่มาต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมแทนการส่งหมายให้กับคนที่ไม่มา ด้วย และไม่เข้าใจว่า เป็นการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างไร