KM (Knowledge Management) ที่เราได้ยินกันอยู่บ่อยๆนี้ ถ้าเราแปลเป็นไทย แล้วคิดให้ดีๆ ว่าการจัดการความรู้คืออะไร ทำไมเราต้องทำก็จะช่วยให้เราเข้าใจได้ง่ายขึ้น อย่างที่ตัวเองเริ่มจะเข้าใจมากขึ้นๆ เพราะเคยสงสัยมาก่อนเหมือนกัน เคยคิดว่า อะไรๆก็ KM ใครๆก็พูดถึง KM หน่วยงานจะต้องทำ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรา

จากการอ่านบ้าง คิดบ้าง ดูตัวอย่างต่างๆใน GotoKnow รวมทั้งจากการเตรียมตัวเป็นวิทยากรเรื่องเกี่ยวกับ KM และต้องพูดเรื่องบทบาทของคนในองค์กร ทำให้เริ่มเข้าใจขึ้นว่า การจัดการความรู้ ทำได้เสมอ ส่วนใหญ่คนที่ทำงานดีๆ มักจะทำ KM โดยที่ตัวเองไม่รู้ตัวอยู่แล้ว แต่ถ้าเรารู้จักเครื่องมือต่างๆในการทำ KM เราจะยิ่งสามารถจัดการความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตัวเอง และยังสามารถถ่ายทอดแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่นได้ด้วย

เรามีบทบาทในการจัดการความรู้ได้เสมอ ในระดับแรกสุดก็คงจะเป็นงานที่เราทำประจำ (ว่าไปแล้วก็ใช้ได้ทั้งที่บ้าน และที่ทำงาน) ถ้าที่บ้าน ก็ลองนึกถึงภาระกิจประจำวัน ถ้าเราใช้การจัดการความรู้ (KM) ในการล้างจาน โดยมีวัตถุประสงค์ว่า ทำให้เสร็จเร็วและสะอาดดี เราก็จะต้องคิดว่า เราควรเริ่มจากการแยกของต่างๆ จานที่เลอะมาก เลอะน้อย แก้วน้ำที่สะอาดที่สุด ล้างอันไหนก่อนจะเร็วที่สุด จะต้องวางยังไงที่จะทำให้หยิบทุกอย่างได้ตามลำดับ ฯลฯ ถ้าเปรียบเทียบกับการทำไปเรื่อยๆ ไม่คิดถึงการจัดการความรู้ เราอาจจะไม่ได้ทำให้การล้างจานดีขึ้นเลย อาจจะเร็วขึ้นเมื่อเราทำจนชิน รู้โดยอัตโนมัติจากการทำซ้ำๆว่าต้องทำยังไงจึงจะเสร็จเร็ว แต่สิ่งเหล่านี้จะสะสมเป็นความรู้ฝังลึก(tacit knmowledge)ของเราในการล้างจาน ถ้าหากเราสามารถคิดระหว่างทำว่า ทำยังไงถึงจะดีขึ้น เร็วขึ้น ลดเวลาลง ฯลฯ ซึ่งก็คือการทำ KM อย่างตั้งใจในการล้างจาน ไม่ใช้แต่เฉพาะ tacit knowledge เราก็น่าจะพัฒนาการล้างจานให้ดีขึ้นได้ แล้วถ้าต้องสอนให้ลูกล้างจาน เราก็จะบอกสิ่งที่ควรระวังต่างๆ เช่น เอามีดออกจากกองช้อนก่อน แยกแก้วไว้ล้างก่อน ฯลฯ ทำให้ลูกไม่ต้องลองเอาเอง สิ่งเหล่านี้ถ้ามีการบันทึกไว้ก็จะเป็นคลังความรู้ในการล้างจานได้

เห็นๆไหมคะว่า ทำ KM แล้วเราจะพัฒนาตัวเอง ทำให้คิดเวลาลงมือทำงานที่เคยทำๆอยู่เป็นประจำ แล้วถ้าเรามองคนอื่นที่ทำงานแบบเดียวกับเราว่าเขาทำงานนั้นๆอย่างไร เราอาจจะได้อะไรมากขึ้น หรือถ้ามีบางขั้นตอนที่เราทำแล้วได้ผลดีกว่า เราอาจจะเสนอแนะแลกเปลี่ยนกันได้ด้วย ก็จะทำให้เราได้วิธีการในการทำงานนั้นๆที่ดียิ่งๆขึ้น สิ่งที่เรารู้ก็จะได้ถ่ายทอดไปให้คนอื่นที่จะทำงานอย่างเดียวกันได้ด้วย

นี่เป็นเพียงระดับที่หนึ่ง เริ่มที่ตัวเราเองกับภาระกิจของเราในบ้าน หากเราใช้กับการทำงานด้วย มองการงานที่เราทำประจำแบบ KM มองคนอื่นที่ทำงานแบบเดียวกับเราว่าเขาทำ KM ในงานเขาอย่างไร เขาทำได้ดีกว่า ด้อยกว่าเราตรงไหน มีอะไรแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้บ้าง เราก็จะได้เห็นประโยชน์ของการทำ KM และจะค่อยๆเข้าใจมากขึ้นว่า KM คืออะไร ทำแล้วดียังไง

การทำ KM ณ.จุดนี้เราเรียกตัวเองว่าเป็น "คุณกิจ" ของการจัดการความรู้ได้อย่างเต็มที่ ถ้าเป็นงานในองค์กร เราก็จะเป็นเฟืองตัวเล็กๆที่แข็งแรง หมุนได้ไม่ติดขัด 

สำหรับบทบาทในระดับที่เราสามารถช่วยคนอื่นในการจัดการความรู้ได้ด้วย จะดีอย่างไร นั่นคือเราจะมีบทบาทเป็น"คุณอำนวย" ในการทำ KM ได้หรือไม่ ทำแล้วได้อะไร จะมาคุยต่อวันหลังค่ะ