สรุปสาระสำคัญของการวิจัย
1. ชื่อเรื่อง ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา
อำเภอวังสะพุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเลย เขต 2
2. ผู้วิจัย สราญรัตน์ จันทะมล
3. ปีที่วิจัย พ.ศ. 2548
4. วัตถุประสงค์
ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในโรงเรียนประถมศึกษา อำเภอวังสะพุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเลย เขต 2
5. วิธีการวิจัย
5.1 วิธีการ เป็นวิจัยเชิงปริมาณ
5.2 กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างและวิธีการสุ่มตัวอย่าง ดังนี้
1) ผู้บริหารโรงเรียนใช้ประชากร จำนวน 58 คน
2) ครูผู้สอน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธีการคำนวณตามสูตรของทาโร ยามาเน (Taro Yamane,1967 ) ได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 250 คน ที่ค่าความคลาดเคลื่อน .05 ค่าความเชื่อมั่นร้อยละ 95
3) การเลือกกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยทำการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างจากกลุ่มย่อย ( Subgroups) ของประชากร ใช้วิธีคำนวณตามสัดส่วนของประชากรในแต่ละกลุ่มตำบล จนครบจำนวน 250 คน
5.3 เครื่องมือ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามประเภท แบบตรวจสอบรายการ (Checklist) และแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale ) 5 ระดับ โดยอาศัยเทคนิคของลิเคิท (Likert Scale) แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับ สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นแบบตรวจสอบรายการ ( Checklist) ประกอบด้วย เพศ อายุ อายุราชการ วุฒิทางการศึกษา ตำแหน่งสายการปฏิบัติงาน ระยะเวลาการปฏิบัติงานในสถานศึกษาปัจจุบัน
ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา โดยครอบคลุมพฤติกรรมของผู้บริหารโรงเรียนใน 4 ด้าน หรือ “4Is” ได้แก่
ด้านที่ 1 การมีอิทธิพลเชิงอุดมการณ์ จำนวน 17 ข้อ
ด้านที่ 2 การสร้างแรงบันดาลใจ จำนวน 9 ข้อ
ด้านที่ 3 การกระตุ้นการใช้ปัญญา จำนวน 10 ข้อ
ด้านที่ 4 การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล จำนวน 9 ข้อ
มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ
5.4 วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยจะดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามลำดับดังนี้
5.4.1 ขอความร่วมมือจากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อทำหนังสือขออนุญาตเก็บรวบรวมข้อมูลในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานงานเขตพื้นที่การศึกษาเลยเขต 2 และขอความร่วมมือจากผู้บริหารสถานศึกษาในการเก็บรวบรวมข้อมูล ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเลย เขต 2
5.4.2 ผู้วิจัยยื่นหนังสือขออนุญาตเก็บรวบรวมข้อมูลต่อผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเลย เขต 2 เพื่อออกหนังสือขอความร่วมมือไปยังสถานศึกษากลุ่มเป้าหมายในการตอบแบบสอบถามของผู้วิจัย
5.4.3 ผู้วิจัยเก็บรวบรวมแบบสอบถามด้วยตนเอง ในบางส่วนที่ส่งกลับช้ากว่ากำหนด
5.4.4 แบบสอบถามที่ผู้วิจัยส่งไปทั้งสิ้น 308 ชุด ได้รับคืน 305 ชุด เป็นแบบสอบถาม ที่สมบูรณ์ 303 ชุด คิดเป็นร้อยละ 98.37
5.5 วิธีวิเคราะห์ผล
5.5.1 สถิติที่ใช้ในการวิจัย
5.5.1.1 ค่าร้อยละ
5.5.1.2 ค่าเฉลี่ย
5.5.1.3 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
5.5.2 การวิเคราะห์ข้อมูล
นำข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามไปวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS forWindows (Statistical Package for Social Science )
ตอนที่ 1 ข้อมูลสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม วิเคราะห์ในรูปแจกแจงความถี่หาค่าร้อยละ แล้วนำเสนอในรูปตารางประกอบความเรียง
ตอนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหารและของครูผู้สอน วิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย หาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วนำเสนอในรูปตารางประกอบความเรียง
5.6 การแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูล
5.6.1 ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา พิจารณาเกณฑ์ตัดสินผลการวิเคราะห์ ดังนี้
5 หมายถึง มีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับ มากที่สุด
4 หมายถึง มีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับ มาก
3 หมายถึง มีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับ ปานกลาง
2 หมายถึง มีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับ น้อย
1 หมายถึง มีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับ น้อยที่สุด
5.6.2 แปลผลข้อมูล โดยนำค่าเฉลี่ยไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์การวิเคราะห์ผลการประเมิน (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) ดังนี้
4.51 – 5.00 หมายถึง ผู้บริหารมีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับ มากที่สุด
3.51 – 4.50 หมายถึง ผู้บริหารมีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับ มาก
2.51 – 3.50 หมายถึง ผู้บริหารมีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับ ปานกลาง
1.51 – 2.50 หมายถึง ผู้บริหารมีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับ น้อย
1.00 - 1.50 หมายถึง ผู้บริหารมีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับ น้อยที่สุด
6. ผลการวิจัย
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในโรงเรียนประถมศึกษา อำเภอวังสะพุง สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเลย เขต 2 โดยภาพรวมและรายด้าน ผู้บริหารมีระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับ “มาก” ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ผู้บริหารแสดงออกมากกว่าด้านอื่น คือ ด้านการมีอิทธิพลเชิงอุดมการณ์ ส่วนภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ผู้บริหารแสดงออกน้อยกว่าด้านอื่น คือ ด้านการกระตุ้นการใช้ปัญญา ในด้านการสร้างแรงบันดาลใจผู้บริหารกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานทำงานกันเป็นทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผู้บริหารทำให้ผู้ร่วมงานเกิดความสนใจที่จะค้นหาวิธีการใหม่ๆ อยู่ในระดับ “ปานกลาง” ด้านการกระตุ้นการใช้ปัญญาผู้บริหารช่วยให้ผู้ร่วมงานมองปัญหาในหลายแง่มุม และผู้บริหารสนับสนุนผู้ร่วมงานให้คิดแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ด้วยวิธีการใหม่ๆ อยู่ในระดับ “ปานกลาง” และด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ผู้บริหารเป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำวิธีการทำงานแก่ผู้ร่วมงานเป็นรายบุคคลอยู่ในระดับ “ปานกลาง”