เบาเพราะไม่แบก ....ความเครียดเป็นปัญหาใหญ่ของคนไม่เฉพาะในเมืองไทย แต่ในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก น่าแปลกก็ตรงที่ ความเครียดไม่มีตัวตน แต่กลับทำให้คนทุกข์ถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ สาเหตุของความเครียด

ปุจฉา
เบาเพราะไม่แบก


วิสัชนา

ความเครียดเป็นปัญหาใหญ่ของคนไม่เฉพาะในเมืองไทย แต่ในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก น่าแปลกก็ตรงที่ ความเครียดไม่มีตัวตน แต่กลับทำให้คนทุกข์ถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ สาเหตุของความเครียดมาจากปัจจัย ๒ ประการ

(๑)     ปัจจัยภายนอก คือ เรื่องต่างๆ ที่จัดการไม่ได้ เช่น ปัญหาครอบครัว ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการเมือง ปัญหาการทำงาน ฯลฯ

(๒)     ปัจจัยภายใน คือ การหมกมุ่นครุ่นคิด ย้ำคิดย้ำทำ ปล่อยไม่ลงปลงไม่เป็น

วิธีแก้ความเครียดที่เกิดจากสาเหตุทั้งสองประการนั้น กล่าวอย่างสั้นที่สุด ก็คือ การจัดการ “ด้านใน” ของแต่ละคนให้ได้เสียก่อน เหมือนกับที่นักธุรกิจสาวคนหนึ่งที่เป็นหนี้กว่า ๒๐๐ ล้าน ทั้งยังต้องแบกภาระเลี้ยงลูกอีกต่างหาก ด้วยหนี้สินขนาดนั้น เธอจึงทุกข์แทบปางตาย ทำอย่างไรก็ไม่หาย วันหนึ่งมีโอกาสได้เจริญจิตภาวนา เกิดปัญญาขึ้นมาว่า  “หนี้ส่วนหนี้ – ใจส่วนใจ” ความเครียดก็เลยหายไป เธอสรุปว่า การทำงานใช้หนี้นั้น เป็นภาระภายนอกที่ต้องทำกันไป แต่เราไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ใจของเราเป็นทุกข์ การเจริญสติ ทำให้เธอสามารถตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันขณะได้ การที่จิตอยู่กับปัจจุบันขณะไม่ฟุ้ง ไม่ปรุงแต่ง ไม่กังวลอดีตและอนาคตนั่นเอง ทำให้ความเครียดเล่นงานเธอไม่ได้อีกต่อไป

ความเครียดนั้นมีอาหารสำคัญก็คือ “ความขาดสติ” เพราะเมื่อขาดสติ จิตก็เผลอเข้าไปคิด และพอคิดด้วยความไม่รู้สึกตัว ก็คิดฟุ้งไปต่างๆ อย่างวิจิตรพิสดาร วันหนึ่งๆ เราคิดเรื่องเดิมและเรื่องใหม่กันไม่รู้กี่พันเรื่อง เหมือนกับในหัวของเรามีการฉายหนังอยู่ตลอดเวลาซ้ำๆ ซากๆ จนจิตไม่ได้พักผ่อน เมื่อไม่ได้พัก ความทุกข์ก็เกิดขึ้น เจ้าความทุกข์เพราะความคิดนี่เอง ที่ริบเอาความสุขไปจากใจเราและจากชีวิตของเรา

นอกจากการเจริญจิตภาวนาแล้ว วิธีคลายเครียดอีกประการหนึ่งก็คือ ควรหาอะไรทำอยู่เสมอ เพราะการที่เราทำอะไรอยู่ตลอดเวลา เป็นการไม่เปิดช่องให้จิตวกกลับไปหาความฟุ้งซ่าน ธรรมชาติของจิตนั้น แม้จะคิดปรุงแต่งได้เก่งกาจเพียงไร แต่จิตก็คิดได้ทีละเรื่องเท่านั้น หากเราทำงานอยู่ตลอดเวลา จิตก็จะขลุกอยู่กับงาน เมื่อจิตอยู่กับงาน โอกาสที่ความเครียดจากความคิดจะก่อตัวขึ้นมาก็หายไป

ประการต่อมาก็คือ การไม่ติดใจกับเรื่องเล็กน้อย หรือการไม่หยิบเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องในชีวิตมาหมกมุ่นคริดคิดเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องเล็กน้อยเช่นรถติด ฝนตก แดดออก อาหารไม่อร่อย เพื่อนขี้บ่น ทำแก้วแตก ถูกเพื่อนนินทา ฯลฯ มาขยายเป็นเรื่องใหญ่เกินความเป็นจริง มีคนจำนวนมากที่ปล่อยให้เรื่องเล็กๆ เหล่านี้ กลายเป็นเรื่องที่รกรุงรังอยู่ในหัว หยิบมาคิดแล้วคิดอีก ทั้งๆ ที่ประเด็นเดิมนั้นเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว  เรื่องเล็กน้อยในชีวิตเหล่านี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ดับลง หากเราไม่แบกก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอเก็บมาปรุงแต่ง ก็เป็นทุกข์ให้แบกได้เหมือนกัน

ประการสุดท้าย อย่าทำตัวเป็นคนประเภทแกว่งเท้าหาทุกข์  คือ ไม่ไปรับเอาความทุกข์ของคนอื่นมาเป็นทุกข์ของตน ในโลกนี้มีคนจำนวนมาก ที่ชอบคิดในเรื่องของคนอื่น คิดแทนคนอื่น แล้วหยิบเอาเรื่องของคนอื่นมาเป็นเรื่องของตัวเอง  เราควรบอกตัวเองว่า เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้กันแสนสั้น ลำพังเรื่องราวของเราเองในแต่ละวันก็นับว่ามากพออยู่แล้ว เราจึงไม่ควรเปิดรับเอาความทุกข์ของคนอื่นมาเป็นของตนอีก จะคิด จะพูด จะทำอะไรก็ตาม ก็ควรเลือกทำแต่สิ่งที่เป็นแก่นสารจริงๆ เมื่อเราไม่ “สอดตัวเอง” เข้าไปในทุกๆ เรื่องที่อยู่รายล้อมตัวเรา  เรื่องเหล่านั้นก็ทำให้เราเครียดไม่ได้ เหมือนก้อนหินที่วางอยู่ตามทางเท้า หากเราไม่ไปอุ้มขึ้นมาถือไว้ ความหนักของก้อนหินเหล่านั้น ก็จะทำให้เราทุกข์ไม่ได้ แต่หากเราเผลอไปอุ้มมาเป็น “ก้อนหินของฉัน” เมื่อไหร่ ความทุกข์เพราะการอุ้มของหนักก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น