๒๘ มีนาคม ๒๕๕๓
สวัสดียามดึก ๆ ค่ะครู
คืนนี้งานที่ต้องทำให้เสร็จดูจะมากโข รายงาน ๖ ฉบับ ที่ต้องส่งพรุ่งนี้ แต่ใจหนูไม่ปรารถนาการหยิบมันขึ้นมาทำเลย เป็นความรู้สึกผลักไสกลาย ๆ พอได้รับ SMS จากครูทำให้รู้สึกมีกำลังใจลุกขึ้นมาตั้งใจกับตนเอง เสียที สองสามวันมานี่เหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย
วันศุกร์เป็นวันแห่งการทำงาน เช้าคุยกับ ผอ.ที่ทำงานเก่าแต่คนใหม่ ท่านรับฟังหนูเป็นเวลา 1 ชั่วโมงในการหารือกับท่าน อืม ขณะที่พูดคุย หนูครองสติได้ไม่สมบูรณ์ค่ะครู เห็นตนเองเผยพูดยาว ๆ ตื่นเต้นแบบไม่หายใจ บางคราก็ยังพูดนานไป สังเกตเห็นผู้ฟังรู้สึกอึดอัด จึงดึงลมหายใจเข้าเรียกสติ หนูกับท่านถือว่าเรายังใหม่ต่อกันเพราะพึ่งคุยกันครั้งแรก แต่ท่านค่อนข้างเมตตาและให้โอกาส ณ ขณะที่คุยหนูเห็นความทะยานอยากในใจพุ่งแรงมากค่ะครู พอทุกอย่างเสร็จสิ้น หนูรู้สึกหมดแรงใช้พลังงานไปเยอะเหมือนกันค่ะ เลยหลบไปเดินผ่อนคลายแล้วค่อยกลับมาที่ห้องทำงาน นั่งทำสรุปแล้วก็ส่งผอ.และกรรมการรวมถึงเอกสารอื่น ๆ ด้วย ตอนเที่ยง ๆ ลงมาทานข้าวกับป้าอบ บ่าย ๆ ขึ้นมาจัดการเอกสารแล้วก็เอาไปส่งกองการเจ้าหน้าที่เอง ท่านขอแก้ไขรายละเอียดบางอย่างซึ่งวันจันทร์หนูค่อนนำมาส่ง ก่อนเลิกงานมีเอกสารด่วน เรื่องการประเมินผลงาน HiPPs ขอด่วนเช้าวันจันทร์ แต่หนูรู้สึกว่าขอพักก่อน ใจไม่เอาแล้ว จึงเก็บของกลับหอ ทำดีท๊อกแล้วก็หิ้วกระเป๋าไปหมอชิต บรรยากาศของหมอชิตก็ยังเป็นหมอชิต แม้เรื่องที่ได้ยินคนคุยกันจะเป็นเรื่องของการเมืองเสียส่วนใหญ่ แต่ก็เป็นธรรมดาที่ต้องเรียนรู้และยอมรับ พอถึงเวลารถออกก็เดินไปขึ้นรถ การได้เดินทางกลับบ้านเหมือนเป็นการพักกาย พักใจค่ะครู แทนจะหนูจะรู้สึกเหนื่อยเปล่าเลย ใจกลับรู้สึกสดชื่นยิ่งกว่าวันหยุดที่ผ่าน ๆ มา ที่ต้องนั่งทำงานที่หอพักเสียอีก
พอขึ้นรถหนูก็หลับตลอดทาง ถึงบ้านประมาณตีห้าครึ่ง แวะไหว้พ่อ ไหว้พี่สาว แม่เตรียมของให้ไปวัด วันนี้น้องตั้มนอนล็อคห้อง หนูจึงไปวัดคนเดียวเพราะไม่อยากปลุก พอไปถึงวัดเจอหลวงปู่ท่านกวาดตาดอยู่ จึงแวะเข้าไปกราบท่าน ท่านถามว่า
“มาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“พึ่งมาถึงตอนเช้าค่ะ” หนูตอบท่านด้วยความดีใจแล้วเล่าต่อว่า
“เดือนหน้าก็จะกลับมาอยู่ขอนแก่นแล้วค่ะหลวงปู่ หนูคิดถึงบ้าน”
“เออเห็นพ่อเราเล่าให้ฟังอยู่ คิดถึงมันทำไมหล่ะบ้านหน่ะ”
หนูเกิดความรู้สึกชะงักเหมือนเข้ามาทบทวนใจตนเอง
หนูคิดถึงอะไรกันแน่ แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบขณะนั้นค่ะ เหมือนรู้เพียงว่า “อยากกลับมาอยู่บ้าน มาถึงบ้านแล้วอุ่นใจ”
แล้วหลวงปู่ก็บอกว่า “ไปได้”
หนูจึงหลบมานั่งภาวนาที่ศาลา พอได้ยินเสียงพระท่านเข้ามาที่ศาลา จึงออกจากสมาธิ ใจหนูระลึกถึงหลวงพี่ มองหา แต่ก็ไม่เห็น หนูเห็นใจตนเองที่เหมือนรอคอยค่ะครู เหมือนหนูปรารถนาอยากได้กำลังใจ พอหนูเจอคำ ๆ นี้ในใจตนเองก็รู้สึกอึ้ง นิ่งเผลอไป
จนอยู่ดี ๆ หลวงพี่ท่านเดินเข้ามาคุยด้วย จึงได้รู้สึกตัวว่าเผลอไป ท่านดูเบิกบานและมีพลัง แม้ร่างกายจะผ่ายผอม แต่คำพูด น้ำเสียง และแววองอาจกล้าหาญ ท่านบอกว่า
“ดีมาก ๆ ยิ่งฟังเทศน์ครูบาอาจารย์ยิ่งเห็นอะไร ๆ ละเอียดขึ้น เกิดปีติอย่างใหญ่ วันนี้ฉันฑ์เสร็จจะต้องขึ้นไปดับไฟป่า ดับมา ๓ วันแล้วยังไม่หมด”
แล้วท่านก็ไปหยิบ CD ที่กุฏิมาให้บอกว่าให้ฟัง ดีมาก ๆ เป็นพระธรรมบท ที่หนูชอบฟังในวิทยุหลวงตา และเทศน์ครูบาอาจารย์สายวัดป่า แล้วท่านก็ไปทำภารกิจของท่าน เช้านี้เป็นวันเสาร์ โยมมาน้อยมาก มีผู้ 2 คนซึ่งเป็นญาติของหลวงปู่มาจากสกลนคร มีแม่ออกที่มาอยู่วัดสามสี่คนและโยมผู้หญิงที่มาจากข้างนอกมีเพียงหนูคนเดียว ตอนแรกก็ไม่ได้สังเกตค่ะ แต่ตอนเข้าไปยกสำรับกับข้าว จึงเห็นชัดเจนว่าคนน้อย วันนี้มีพระ ๑๙ รูป แต่มีโยมไม่ถึงสิบ หนูจึงมีโอกาสไปรับถาดต่อจากพระแล้วก็ถวายให้แม่ชี เสร็จแล้วก็กลับมานั่ง หลวงปู่ท่านเอ่ยว่า
“แว่น ๆ วันนี้ไปงานศพหลวงตาพวงไหม” ทุกคนเงียบ หนูก็งง ๆ มองซ้ายมองขวา ไม่แน่ใจว่าหลวงปู่ถามใคร ท่านจึงถามซ้ำ
“ที่ใส่แว่นนั่นแหละ รู้จักไหมหลวงตาพวง”
หนูยิ้ม แล้วตอบว่า “รู้จักค่ะ แต่ยังไม่เคยเข้าไป”
“งั้นขับรถพาแม่ชีและแม่ออกในวัดไปหน่อยนะ”
หนูแว๊บนึกถึงครู แล้วก็ตอบหลวงปู่ว่า “ค่ะ แต่ขออนุญาตโทรไปขอบอกพ่อก่อน”
หลวงปู่ตอบว่า “พ่อเจ้าชอบทำบุญอยู่ เขาให้ไปอยู่ดอก”
“เจ้าค่ะ”
พอออกมาจากศาลา แม่ชีและแม่ออก รู้สึกตื่นเต้นดีใจมาก ๆ ว่าหลวงปู่ท่านทราบได้อย่างไรว่า
“อยากไป”
หนูเห็นแววตาแห่งความยินดีของแต่ละคนแล้ว รู้สึกว่า
“โอ้ หนูได้รับโอกาสที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ ที่หลวงปู่เมตตามอบให้”
จึงโทรไปบอกพ่อและพี่สาว ซึ่งทุกท่านก็ยินดี
หลังทานอาหารเสร็จ ทุกคนมาพร้อมกันที่รถ มารอหลวงปู่ที่หน้าศาลา ทราบว่าท่านไปเขาวง ท่านจึงบอกให้เราล่วงหน้าไปก่อน หนูจึงขับรถออกมาแบบสบาย ๆ การสนทนาตลอดเส้นทางเป็นความร่มเย็นทางจิตใจที่แต่ละคนนำมาแบ่งปัน แม่ชีท่านเมตตาเล่าสิ่งต่าง ๆให้ฟัง เล่าที่มาที่ไปและข้อปฏิบัติต่าง ๆ ภายในวัดที่หนูไม่เคยทราบมาก่อน ขับรถประมาณชั่วโมงกว่า ๆ เราก็ไปถึง ผู้คนมากมายมาร่วมงาน เราทั้งหมดไปทอดผ้าไตรวางดอกไม้จันท์ แล้วหาที่นั่งที่พอเหมาะนั่งฟังพระสวดอภิธรรม หนูมีโอกาสได้กราบสักการะครูบาอาจารย์หลายรูป เป็นความประทับใจ พอฟังสวดรอบแรกเสร็จเราจึงตกลงกลับก่อน เพราะหนูต้องเดินทางกลับนนทบุรีคืนนี้ ด้วยความเมตตาของท่านแม่ชีท่านจึงชวนกลับ
ขากลับด้วยความไม่ค่อยแม่นในเส้นทางหนูขับรถเลยไปถึงอำเภอธวัชบุรี เจอขบวนเสด็จของฟ้าหญิง ทำให้หนูระลึกขึ้นมาได้ว่า
“สงสัยจะได้มีโอกาสรับเสร็จ”
พอขบวนเสด็จท่านผ่านไปเราทุกคนก็รู้สึกยินดีและชื่นชมท่าน ก่อนกลับเข้าวัดพอมีเวลา แม่ชีท่านจึงขอให้แวะตลาดเพื่อซื้อของเข้าครัว เพื่อเตรียมสำรับถวายพระ
พอถึงวัดแม่ชีท่านก็พาไปดูกุฏิแล้วบอกหนูว่า
“เข้ามาภาวนาและพักได้”
เป็นพื้นที่ ๆ หนูไม่เคยเข้าไปมาก่อนค่ะ ท่านพาไปแนะนำว่าที่ไหนมีใครอยู่บ้างที่ไหนว่าง ครูค่ะ หนูคิดถึงคำพูดที่ครูเคยบอกหนูตอนที่ครูเข้าไปวัดว่า
“เหมือนไปดูที่อยู่ตนเอง”
ณ ขณะนั้นเป็นความรู้สึกอบอุ่นใจ เป็นที่ ๆ ไม่มีเจ้าของ แล้วในใจหนูบอกว่า “ใช่”
แล้วหนูก็นึกถึงคำครูว่า “เมื่อถึงเวลา เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น”
หนูจึงกลับมาที่ตนเองแล้วก็ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไป หนูกลับถึงบ้านประมาณหกโมงเย็น อาบน้ำ แล้วน้องตั้มก็เอาบันทึกประจำวันมาให้ตรวจ พ่อขับรถไปส่งที่ห้วยผึ้งเพราะกลับนนทบุรีรอบนี้ต้องพาน้องมายด์ (หลานสาวอีกคนไปส่งที่บ้านญาติแถว ๆ มีนบุรี) ระหว่างทางพูดคุยกับพ่อ
ท่านยินดีมากกับการกลับมาทำงานที่ขอนแก่น
ระหว่างทางหนูก็ตรวจบันทึกหลานชายไปด้วย หนูรู้สึกว่าเวลาทุกขณะมีคุณค่ามาก ๆ ค่ะ
ทุก ๆ คนที่ผ่านมาในชีวิตตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงนี้เหมือนทุกคนมาให้โอกาสหนูในการทำความเพียร สั่งสมความดีงาม การกลับบ้านรอบนี้หนูอยู่บ้านน้อยมาก แต่การเรียนรู้ตลอดเส้นทางทำให้หนูรู้สึกมีสติและรู้สึกถึงความมั่นคงทางจิตใจ
พอน้องมายด์และพ่อแม่มาเราจึงขึ้นรถกลับกรุงเทพ หนูหลับตลอดทางจนถึงหมอชิต ถึงประมาณตีห้า เราไปขึ้นรถตู้ไปมีนบุรีแล้วก็แวะซื้อของในตลาดมีน นั่งแท๊กซี่เข้าหมู่บ้าน เมื่อเด็ก ๆ เจอกัน ก็เล่นกันสนุกสนาน ความเบิกบานของเด็ก ๆ เป็นเหมือนดอกไม้ที่เบ่งบานในทุ่งกว้างทั้งน้องแตงกว่า พ่อน้องแตงกวาและคุณตา ยินดีกับการมาของน้องมายด์มาก ๆ หนูอยู่กับหลานจนประมาณแปดโมงกว่า ๆ จึงออกมานั่งรถตู้กลับแต่ระหว่างทางผ่านวัดมหาธาตุ และราบ ๑๑ มีการปิดถนน ผู้โดยสารหลายคนจึงต้องลงเดินซึ่งหนูเป็นหนึ่งในนั้น จึงได้โอกาสดูใจตนเองขณะที่อยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้หนูนึกถึงคำนี้ว่า
“ทุก ๆคนปรารถนาความสงบ แต่ความสงบไม่ปรากฏขึ้นหากใจเราไม่สงบจริง”
“หากหนูต้องการความสงบ แต่หนูเป็นคนตะโกนและป่าวร้องความสงบคงไม่อาจเกิดขึ้นได้เพราะใจ และเสียงที่ถูกเปล่งออกมานั่นเอง ระลึกได้ดังนี้ จึงน้อมใจกลับมาที่ตนเอง ก้าวเดินออกมาจากกลุ่มผู้ชุมนุมแล้วก็เดินย้อนไปอีกทานที่สวนกับกลุ่มผู้ชุมนุม”
ทำให้หนูนึกถึงคำครูที่เคยถามว่า “เคยวิ่งสวนทางคนอื่นไหม เหมือนมันมีแรงปะทะบางอย่าง” ซึ่ง ณ ขณะนั้นหนูสัมผัสได้ถึงแรงปะทะบางอย่าง แต่ก็เดินต่อไป ระหว่างทางเจอทหารยืนทำหน้าที่ หนูยิ้มให้แล้วเหมือนส่งกำลังใจบอกว่า
“อดทนนะคะ ขอบคุณมากที่ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด”
พอถึงป้ายรถเมล์หนูจึงนั่งรถแท๊กซี่กลับหอพัก พอมาถึงก็ทำดีท๊อกอาบน้ำกะว่าจะเข้านอนสักหน่อย แต่ก็ติดพันดูอะไรไปเรื่อย ๆ แล้วก็กำลังจะเข้านอน แล้วครูก็โทรมาเล่านิทานให้ฟังซึ่งก็เรียกเสียงหัวเราะและสะเทือนเข้าไปในความรู้สึก ว่า
“ใช่ งั้นเราต้องรีบแล้ว ฮ่า ๆ ๆ”
หลังวางสายกะว่าจะนอนต่อ แต่เหมือนก็ไม่สำเร็จ จึงลุกขึ้นมาเขียนบันทึกต่อ เขียนเสร็จจึงเข้านอน ตื่นมาบ่าย ๆ หนูนั่งทำงานต่อ แม้ใจจะงอแง แต่ก็ต้องทำ พอเย็น ๆ รู้สึกหิว จึงทานมะม่วงแล้วหนูก็ไม่ได้ไปออกกำลังกาย ใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งทำงานในห้อง จนดึก ได้รับ SMS จากครู ความสนใจหนูจึงถูกดึงมาที่บันทึก เพื่อตรวจสอบว่า เป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร และตอนนั้นเขียนด้วยใจแบบไหน หนูรู้สึกเหมือนกับว่าเขียนด้วยความนิ่ง ๆ สบาย ๆ ไม่กดดัน แต่เมื่อไหร่ที่นึกถึงนิทานของครูทำให้ใจหนูรีบตั้งสติกลับมาที่กายและการหายใจ
ศีล
ข้อ ๑ หนูใช้ร่างกายนี้หนัก สังเกตได้จากช่วงนี้เมื่อไหร่ที่อ่อนเพลียจะมีน้ำมูกไหล ส่วนผู้อื่นนั้น หนูพยายามอย่างที่สุดที่จะเบียดเบียนให้น้อยที่สุด ช่วยเหลือให้ได้มากที่สุดตามกำลังค่ะ
ข้อ ๒ ไม่ได้ขโมยของใครค่ะ และรู้สึกดีมาก ๆ ที่ได้มีโอกาสเติมน้ำมันแล้วขับรถพาแม่ชีไปวัดหลวงตาพวงค่ะ
ข้อ ๓ การงานที่ยุ่ง เมื่อไหร่ที่ใจหลุดออกจากงาน กลับมีความรู้สึกเหงาขึ้นมาค่ะครู
ข้อ ๔ หนูยังทำตามคำพูดตนเองได้ไม่ครบพร้อม แต่ก็พยายามค่ะ
ข้อ ๕ หนูไม่ดื่มเหล้าค่ะ แต่ตอนที่งานเยอะ ๆ ใจหนูอยากจะหนีไปดูหนัง ดูละคร แบบว่า หลง ๆ ไป ไม่มีสติค่ะ
