ขอบคุณกรณีศึกษาเด็กชายชาวต่างชาติอายุ 17 เดือน คุณแม่ชาวต่างชาติ และคุณป้าคนไทยผู้ดูแล ที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงกิจกรรมบำบัดสำหรับการพัฒนาเด็กที่ไม่เดิน ไม่มอง และร้องไห้เรียนร้องสัมผัส

ดร.ป๊อป: ผมได้อีเมล์ให้คุณแม่ของเด็กชายคนนี้ทำแบบคัดกรองทางกิจกรรมบำบัด และนัดหมายไปตรวจประเมินที่บ้านในวันอาทิตย์ จึงพบว่า

1. เด็กต้องการฝึกความสามารถในการทรงท่าทางและเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดใหญ่

2. เด็กมีความสามารถในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดเล็กได้ แต่มีปัญหาในการรับรู้การมองเห็น (ตากลอกไปช้า รับแสงได้ แต่มีการกลอกตาไปมาแบบไม่ตั้งใจอย่างช้าๆ ไม่มีการจ้องตาและกลอกตาตามวัตถุหรือคน)

3. เด็กไม่มีโอกาสได้ใช้มือเคลื่อนไหวไปพร้อมกับการหันศรีษะและกลอกตาตาม ขณะนั่งทานอาหาร นอนเล่น (ชอบโยกบอกเร็วและแรง) นอนบนเตียง และนั่งอ่างอาบน้ำสำหรับเด็ก

เมื่อผมลองอุ้มและจับเด็กลงน้ำหนักบนฝ่าเท้า เด็กร้องไห้อย่างมากและต้องการให้คุณป้าพี่เลี้ยงอุ้ม หรือต้องการให้คุณแม่โยกบนบอล

เมื่อถามถึงโปรแกรมฝึกอื่นๆ ที่บ้านเท่าที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน คือ นักกายภาพบำบัดฝึกจับยืนและเดิน มีการโยกลงน้ำหนักในท่ายืน และเด็กพอเดินได้ 20 ก้าวพร้อมนักกายภาพบำบัด แต่พอคุณแม่หรือคุณป้าพี่เลี้ยงจับเด็กเดินเอง...เด็กไม่ยอมเดิน นอกจากนั้นมีนักฝึกพูดมาให้โปรแกรมการสื่อสาร แต่เด็กไม่ยอมฝึกและร้องไห้อย่างมาก

ผมจึงถามว่า กุมารแพทย์และจักษุแพทย์ได้ตรวจดูแล้ว พบว่า มีสาเหตุของพัฒนาการที่ช้ามาจากพันธุกรรมและไม่น่าจะมองเห็นได้แล้ว และไม่ได้แนะนำให้ฝึกกับผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลข้างต้น ผมรู้สึกว่า บุคลากรทางการแพทย์ไม่ทำงานเป็นทีม และไม่พยายามจัดโปรแกรมที่เร่งพัฒนาเด็กในช่วง 6 เดือนแรก ที่สำคัญเด็กมีการปรับตัวทางการรับความรู้สึกคือ ชอบสัมผัสจากการอุ้มมากจนเกินไป ชอบร้องไห้และไม่ยอมรับสัมผัสจากคนแปลกหน้า ชอบให้กระตุ้นโยกและเขย่าระบบการทรงท่าหรือ Vestibular บนบอลจนหยุดร้องไห้ สิ่งแวดล้อมไม่ได้เอื้อต่อการปรับตัวต่อแสง (ห้องนอนปิดม่านมืดในเวลากลางวันและกลางคืน) ไม่มีโอกาสให้เด็กได้ฝึกใช้มือทานอาหารเอง ไม่มีโอกาสให้เด็กได้ฝึกใช้มือถูสบู่และสระผมร่วมกับคุณป้าพี่เลี้ยง ที่สำคัญความตึงตัวของกล้ามเนื้อปกติแต่ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในการตั้งยืนไม่มากนัก อาจเป็นเพราะชอบให้ผู้ปกครองอุ้มและไม่มีการฝึกรับรู้ข้อต่อและสัมผัสพื้นผิวต่างๆ ขณะยืนลงน้ำหนักฝ่าเท้านิ่ง แต่นักกายภาพบำบัดฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อในการเดินทันที โดยไม่มีโอกาสได้เตรียมความพร้อมกับนักกิจกรรมบำบัดในเรื่องระบบสัมผัส ข้อต่อ การทรงท่า และการเคลื่อนไหวตา-มือ-ศรีษะ ในขณะทำกิจกรรมการดูแลตนเอง โชคดีที่เพื่อนคนไทยของผู้ปกครองค้นข้อมูลและติดต่อมาทาง Blog นี้ครับ

ผมใช้เวลาสาธิตและให้คุณป้าพี่เลี้ยงหมั่นฝึกน้องอีก 1 ชม. หลังจากประเมินข้อมูลข้างต้น แม้ว่าช่วงแรกจะร้องไห้ขัดขืน แต่ต้องปรับพฤติกรรมของน้องด้วย ซึ่งอาจร้องไห้ไม่เกิน 5 นาที แล้วพูดชมหลังจากทำท่าหนึ่งๆ ในโปรแกรม พาเดินรอบห้องก่อนที่จะนำมานั่งโยกบนบอลอีกครั้งถ้าไม่ยอมหยุดร้องจริงๆ ในช่วงการรอให้น้องหยุดร้อง ผู้ฝึกควรเงียบและใช้เสียงกระตุ้นเท่าที่จำเป็นเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้จริงๆ

ผมแนะนำการฝึกรวม 7 วิธีการ โดยเน้นให้ทำวิธีการละ 2 รอบ (เช้าและเย็น) ต่อวัน นาน 6 สัปดาห์ เพื่อโทรมาเช็คความก้าวหน้ากับผมอีกครั้ง ซึ่งผมขอสรุปกิจกรรมบำบัดที่ให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมฝึกที่บ้าน ดังนี้

1. ปรับท่าทางในการอุ้มเด็กโตและมีน้ำหนักมากพาดบ่ามาเป็นนั่งบนตักให้เด็กหันหน้าออกสำรวจสิ่งแวดล้อม จับศรีษะหันไปในทิศทางต่างๆ แล้วรอให้เด็กกลอกตาตามอย่างช้าๆ อาจใช้แสงไฟฉาย (แสงอ่อนๆ ไม่เขย่า - ขนาดไฟเล็ก) ทางด้านข้างโดยไม่ให้จ่อที่ตาของเด็กมากนัก ที่สำคัญต้องปรับท่าทางหันไปซ้ายสลับขวาอย่างเร็วๆ แล้วค่อยๆ เงียบดูการตอบสนองของเด็ก เมื่อเด็กทำได้ จึงพูดคุยกับเด็กในทุกๆ ครั้งว่า เด็กทำได้ดี หรือถ้าเปลี่ยนสัมผัสจากผู้ดูแล ก็ต้องสื่อสารถึงการเปลี่ยนมือสัมผัสเด็กด้วย

2. จับเด็กนอนคว่ำแล้วโยกไปหน้าหลังเร็วๆ 10 ครั้ง ตามด้วยสัมผัสให้แรงดันบริเวณลำตัวแบบกดเขย่าขึ้นลงอีก 10 ครั้ง จากนั้นจับฝ่าเท้ากดต้านแรงทีละข้าง เพื่อให้มีความพร้อมของการรับความรู้สึกผ่านตัวกล้ามเนื้อและข้อต่อที่ใช้ในการตั้งยืนและก้าวเดิน วิธีการนี้ควรทำก่อนที่จะฝึกเดินกับนักกายภาพบำบัด

3. จับเด็กนอนหงายบนเบาะ แล้วใช้หมอนขนาดใหญ่ลูบบนตัวเด็กจากแขนถึงขาไปมา 10 ครั้ง กดบนตัวเด็กตรงๆ อีก 10 ครั้ง และใช้หมอนสองชิ้นประกบด้านข้างของตัวเด็กแบบแฮมเบอร์เกอร์อีก 1 ครั้ง จนเด็กตอบสนองด้วยการใช้มือผลักหมอนและรับสัมผัสในหลายทิศทาง

4. หลังฝึกเดินกับนักกายภาพบำบัด ผู้ดูแลจับเด็กยืนพร้อมโยกซ้ายขวาให้เกิดการลงน้ำหนักบนฝ่าเท้าทั้งสองข้างไปมา 10 ครั้ง บนพื้นผิวสัมผัสบนเบาะนิ่ม จากนั้นจับเด็กมายืนพร้อมโยกแบบเดียวกันแต่เปลี่ยนพื้นผิวสัมผัสบนที่รองพื้นยางสำหรับเด็ก อีก 10 ครั้ง หากเด็กไม่ยอมหรือร้องไห้มาก ก็นิ่งเงียบแล้วอุ้มเด็กหันหน้าออกเพื่อสำรวจสิ่งแวดล้อมจนกว่าเด็กจะหยุดร้องไห้ หากผ่านไปเกิน 5 นาที แล้วไม่หยุดร้องไห้ ก็พูดคุยเล่นพร้อมชวนเด็กเขย่าตัวบนบอลอย่างที่เด็กชอบ

5. ก่อนนั่งบนที่นั่งทานอาหาร ให้ถอดที่วางอาหารออกแล้วขยับที่นั่งมีล้อเลื่อนไปหน้าหลังรวม 3 รอบ แล้วจับขยับบริเวณไหล่พร้อมเลื่อนล้อไปหน้าหลังรวม 3 รอบ ตามตัวการนำบอลยางมีปุ่มนูนมาสัมผัสตัวให้ทั่ว 1 ครั้ง หากเด็กร้องก็พาเดินจนหยุดร้อง สื่อสารกับเด็กว่าจะทานอาหาร แล้วป้อนอาหารตามปกติ เมื่อเด็กคุ้นเคยไม่ร้องและปรับตัวได้ จึงเริ่มที่จะช่วยจับมือเด็กสัมผัสอาหารและถือช้อนตักอาหารเองบ้าง

6. ในห้องน้ำ ปรับท่าที่นั่งอาบน้ำสระผมให้เด็กจากทางด้านข้างมานั่งด้านหลังอ่างของเด็ก โดยเด็กนั่งติดอ่าง ผู้ดูแลนั่งม้านั่งเล็กเหยียดขาทั้งสองข้างๆอ่างและหันหน้าไปในทิศทางเดียวกับเด็ก เพื่อจะได้จับมือขวาเล่นน้ำและถูสบู่บนตัวซีกขวา จับมือซ้ายเล่นน้ำและถูสบู่บนตัวซีกซ้าย จับมือเด็กช่วยกันสระผมแล้วล้างแชมพูออก ควรใช้น้ำอุ่นและให้เวลาเด็กเล่นน้ำพร้อมเล่นของเล่นที่เปียกน้ำได้

7. ในห้องนอน เวลากลางวัน ควรกระตุ้นก่อนเด็กนอน และหลังตื่นนอน โดยขยับผ้าม่านให้มีแสงเข้ามาให้เด็กตอบสนองบ้าง เวลากลางคืนก็เปิดโคมไฟที่ค่อยๆ ปรับความสว่างลงได้ เพื่อให้เด็กกลอกตาตามแสงแล้วจึงค่อยๆ ขยับตัวและศรีษะตามด้วย 

ผมกำลังรอติดตามผลของวิธีการทั้ง 7 ข้อข้างต้น และภาวนาว่าผู้ดูแลคงให้การกระตุ้นพัฒนาการรับรู้ความรู้สึกแบบเลือกประสมประสานจากสัมผัสที่ควรลดลง การทรงท่าที่ควรปรับกับการเคลื่อนไหวในทุกทิศทาง การขยับข้อต่อและสัมผัสพร้อมกับการตอบสนองต่อการมองเห็นแสง (ไม่ใช่เสียง) ด้วยความถี่อย่างน้อย 2 รอบต่อวัน เพราะความก้าวหน้าของการทำกิจกรรมบำบัดในองค์ประกอบของการรับความรู้สึกที่นำไปใช้ในการเพิ่มการพัฒนาของเด็กในกิจกรรมการดูแลตนเอง เป็นเรื่องเร่งด่วนที่บุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านควรแนะนำหากมีกรณีศึกษาแบบนี้ เพราะผมไม่อยากให้รอจนผู้ปกครองต้องแสวงหานักกิจกรรมบำบัดเองในเวลาที่เด็กโตจนเกินไป

ลองคลิกอ่าน Sensory Processing Disorder ที่ www.sensory-processing-disorder.com

และ http://en.wikipedia.org/wiki/Sensory_processing_disorder