หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปที่หนูงอแงไม่ยอมเขียน หลังจากฟังนิทานขำ ๆ จากครู ทำให้หนูนอนต่อไม่ลง จึงขอโอกาสเขียนถอดบทเรียนเรื่องนี้สักที
หากเอ่ยถึงครู ท่านเป็น “ต้นแบบแห่งความดีงาม” แม้ว่าตอนเริ่มต้นหนูไม่ชอบท่าน และไม่เข้าใจว่าท่านเข้ามาในชีวิตนี้ทำไม แต่พอเวลาผ่านไป ความดีของท่านพิสูจน์ความเมตตา "ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านทำ ณ วันนี้ไม่มีความสงสัย มีเพียงความเชื่อมั่นและไว้วางใจในท่านเสมอ"
ในมุมมองเล็ก ๆ ของศิษย์ ครูท่านภาวนาอย่างไร เรื่องเล่าจากความจำได้และการอ่านสมุดบันทึกของครู
ท่านภาวนาโดยใช้การนำวิถีแห่งมรรคมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต น้อมนำเอาศีลเข้ามาแนบใจ
เหมือนที่ครูสอนหนูเสมอ ๆ ว่า สิ่งที่ทำเป็นศีลหรือไม่เป็นศีล ครูบาอาจารย์รู้ท่านรู้จะสรรเสริญหรือตำหนิ เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ ครูไม่ใช่เพียงสอนหนู แต่ท่าน ทำให้ดูว่า "ต้องทำอย่างไร"
ตั้งแต่รู้จักครูมาท่านเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ทะมัดทะแมง ทำตัวสบาย ๆ ท่านพูดเสมอ ๆ ว่า อยู่กับลมหายใจ “หายใจรึเปล่า?” “หายใจ ๆ” “อยู่กับลมหายใจ” หลัง ๆ ครูท่าน พบครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่บอกว่า “หายใจสบาย หายใจเข้าสบาย หายใจออกสบาย”
เครื่องอยู่ที่ครูท่านน้อมนำมาคือ ลมหายใจ
การปฏิบัติธรรมของครู คือ ทุกขณะ ทุกคนที่เข้ามาในชีวิต ทุกอารมณ์ ทุกความคิด ทุกสิ่งที่ปรากฏ คือโจทย์ที่ต้องเรียนรู้ ถอดรหัส ครูมักจะมีเรื่องมาขบคิด ถอดรหัส เพื่อทำความเข้าใจในปรากฏการณ์ต่าง ๆ เสมอ ๆ บ่อยครั้งที่ครูเปิดโอกาสให้ร่วมเรียนรู้กับท่านด้วย เมื่อไหร่ที่ท่านเจอโจทย์ท่านจะเร่ง ๆ ๆ เจริญสติ เร่งปฏิกิริยา จนเกิดความกระจ่าง พอกระจ่างแล้วครูก็วาง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
ณ ขณะที่ครูวางเรื่อง ๆ หนึ่งก็จะมีโจทย์เข้ามาให้ครูต้องเรียนรู้เสมอ ๆ บ่อยครั้งที่ครูบอกว่า “มันยากขึ้นเรื่อย ๆ มันยิ่งยาก ก็แสดงว่าใกล้จะถึงยอดเขาแล้ว”
มีหลายคนที่เข้ามาวนเวียนในชีวิตของครู หากท่านมีโอกาสช่วยเหลือใครได้ ท่านทำเลยไม่รีรอ ขณะที่ครูลงมือช่วยเหลือบางครั้งก็ได้รับผลกระทบแล้วบาดเจ็บกลับมา เหมือนคนไปเก็บกู้ระเบิดแล้วโดนสะเก็ดระเบิด แต่ครูก็ไม่เคยย่อท้อ ท่านบอกเสมอว่า “เรารู้วิธีในการเยียวยาตนเอง แต่เขาไม่รู้ เราจึงต้องช่วยเขาให้เต็มที่” ซึ่งหนูก็เป็นอีกหนึ่งในหลาย ๆ คนที่ได้รับการช่วยเหลือจากครู
การปฏิบัติของครู ท่านใช้ “ใจนำ” แล้ว “มีสติกำกับ” บัญญัติแบบโลก ๆ หรือมุมมองแบบคนทั่ว ๆ ไป หลายคนอาจจะไม่เข้าใจ แต่ถ้าหากใคร ใช้ใจสัมผัส ใช้ใจมอง วิถีแห่งการปฏิบัติของครู จะรับรู้ได้ในใจถึง
“ความสงบ ร่มเย็นและเป็นสุข”

ทุกคนได้แต่บอกว่า... "อยู่ใกล้แล้วสบายใจ อบอุ่นใจ" แต่ไม่เคยมีใครกล้าถอดรหัสธรรมชาตินี้..ก็แปลกดีนะ แต่พี่เข้าใจได้อย่างหนึ่งว่า...
เส้นทางการฝึกฝนการชื่นชมคนอื่นอย่างออกจากจิตวิญญาณได้นี่ ยากยั่งถึงที่จะทำได้ง่ายๆ ในทุกคนนะ...
เห็นภาพประกอบที่ติ๋วนำมาแล้ว...คิดถึงวังเวียง...จัง
ติ๋วว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไม่กล้าถอดรหัส เพราะความกลัวค่ะ
กลัวว่าไม่เป็นไปอย่างที่วาดภาพไว้
กลัวสูญเสียความมั่นใจ
หรืออาจจะเป็นกลัวยอมรับความจริงไม่ได้
ความคิดปรุงแต่งเหล่านี้ ที่มันเกิดขึ้นในใจติ๋ว ทำให้ไม่กล้าที่จะลงมือถอดรหัส ได้แต่รับรู้สิ่งที่สัมผัสได้เพียงเท่านั้น
แม้กระทั่งในบางครั้งในการเขียนออกมา ก็ยังมีความกลัวที่จะออกมาไม่ใช่สิ่งที่แท้จริงในใจ
พอเขียนถึงตรงนี้ ติ๋วกลับรู้สึกว่า มันอาจจะจริง แต่จริงแค่ตอนที่เขียน เพราะมีปัญญาเห็นแค่นี้
ขอบพระคุณพี่ปุ๋มมาก ๆ ค่ะ
(^_^)
555 ใช้ได้..ใช้...
ใช่เลย..มันจริงแค่ตอนที่เขียน...และตอนที่ไม่เขียนอาจมีจริงซ่อนอยู่อีกมากมาย แต่ "ตา"ใจเรามองไม่เห็นเท่านั้น...
เหมือนเรื่องว่า..จริงๆ แล้วเราอาจกำลังเป็นผีเสื้อที่กำลังฝันว่าเป็นมนุษย์ก็ได้นะ...
ฮ่า ๆ นิทานเรื่องนี้ ขำมาก ๆ ค่ะ แต่พี่ปุ๋มรู้ไหม ทำให้ใจติ๋วรู้สึกคึกคักขึ้นมาค่ะ
ติ๋วไม่รู้ว่าติ๋วรออะไร แต่รู้สึกเหมือนรอคอยอะไรบางอย่าง
และมีความเชื่อในตนเองอยู่ลึก ๆ ว่า สักวัน จะมีโอกาสได้อยู่รับใช้ครู
แต่ก็บอกตนเองว่า
ไม่ว่าจะเป็นอะไร ก็ให้มันเป็นไป เมื่อถึงเวลา อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ไม่มีอะไรหยุดยั้งได้
(^_^)