แนวทางการรักษาผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน(ลองทำดู ERเราจะใช้แบบนี้ก่อน)
แนวทางการซักประวัติผู้ป่วยสงสัย Acute MI/Chest pain
- มาด้วยอาการแน่นหน้าอกที่มี chest pain เริ่มเจ็บเวลาไหน ถึงเวลาไหน
2. การเจ็บร้าวไปที่อื่นหรือไม่ เจ็บนานเท่าไหร่ ขณะเจ็บกำลังทำอะไร ทำอย่างไรถึงหายไป เคยเป็นมาก่อนหรือไม่
3. มีเหงื่อแตก ใจสั่นหรือไม่
4. ผู้ป่วยอายุมากกว่า 40 ปี มาด้วย Dyspepsia มี Palpitation และมีเหงื่อแตก ไม่เคยเป็นมาก่อน
5. BP สูงโดยไม่มีประวัติมาก่อนอาจเป็น base line HT มาก่อน
6. High risk เช่น smoking
7. ผู้ป่วยเบาหวาน อายุ ตั้งแต่ 40 ปี มาด้วยแน่นหน้าอก หรือเจ็บหน้าอกไม่ชัดเจน Dyspepsia รายใหม่ ทำ EKG ทุกราย
8. ประวัติญาติสายตรงเสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ (ชายอายุ > 55ปี, หญิงอายุ> 65 ปี)
แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
1. ผู้ป่วยที่มาด้วยอาการแน่นหน้าอกที่มี chest pain ซักประวัติคร่าว ๆ เพื่อให้ได้อาการที่สงสัยภาวะดังกล่าว รายงานแพทย์ พร้อมทำ EKG เพื่อผู้ป่วยได้รับการช่วยเหลือภายในระเวลาอันรวดเร็ว
2. กรณีเป็น การรักษาพยาบาลเบื้องต้นคือ
- การให้ ASA (V) 1 tab chewed ก่อนกลืน ห้ามในรายที่สงสัย Aortic Dissection
- Isordil (5) 1 tab Sl. ถ้า BP ≥90 / 60
- On O2 canular 1-3 lit / min ให้ในทุกรายถึงแม้ไม่มีอาการเหนื่อย
3. ผู้ป่วยที่มาห้องฉุกเฉินทำ EKG 12 lead ให้การรักษา
- ASA gr.V 1 tab เคี้ยวก่อนกลืน
4. Cardio Marker ส่งตรวจ Trop - T ชนิดเดียว เพราะจะขึ้นเร็วกว่า enzyme ตัวอื่นโดยใช้เวลารอผล 20 นาที (ไม่ได้ทำ)
5. On O2 canular 1- 3 lit / min ทุกรายถึงแม้ไม่มีอาการเหนื่อยหอบ หรือ O2 sat ดี keep ไว้ให้มากกว่า 95 %
6 .ให้ NTG 1 tab sublingual 1-3 dose q 5 นาที โดยใช้เทียบ Pain score ในขณะที่เจ็บที่สุดเท่ากับ 10 ขณะนี้ลดเท่าไร ถ้ายังมีแต้มอยู่ให้อมได้ไม่เกิน 3 ครั้ง ไม่ดีขึ้นให้เป็น NTG drip ระหว่าง refer หรือ MO.2-3 mg vein push x 1 dose เพราะช่วยได้ในเรื่อง Preload และ Calm down การให้ NTG ไม่มีข้อห้าม แต่ต้องระมัดระวัง Observe BP ไม่ต่ำกว่า 90/60 mmHg.
แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
1. ผู้ป่วยที่มาด้วยอาการแน่นหน้าอกที่มี chest pain ซักประวัติคร่าวๆเพื่อให้ได้อาการที่สงสัยภาวะดังกล่าวรายงานแพทย์พร้อมทำ EKG เพื่อผู้ป่วยได้รับการช่วยเหลือภายในระเวลาอันรวดเร็ว
2. กรณีเป็นการรักษาพยาบาลเบื้องต้นคือ
- การให้ ASA (V) 1 tab chewed ก่อนกลืนห้ามในรายที่สงสัย Aortic Dissection
- Isordil (5) 1 tab Sl. ถ้า BP ≥90 / 60
- On O2 canular 1-3 lit / min ให้ในทุกรายถึงแม้ไม่มีอาการเหนื่อย
3. ผู้ป่วยที่มาห้องฉุกเฉินทำ EKG 12 lead ให้การรักษา
- ASA gr.V 1 tab เคี้ยวก่อนกลืน
4. Cardio Marker ส่งตรวจ Trop - T ชนิดเดียว เพราะจะขึ้นเร็วกว่า enzyme ตัวอื่นโดยใช้เวลารอผล 20 นาที (ไม่ได้ทำ)
5. On O2 canular 1- 3 lit / min ทุกรายถึงแม้ไม่มีอาการเหนื่อยหอบ หรือ O2 sat ดี keep ไว้ให้มากกว่า 95 %
6 .ให้ NTG 1 tab sublingual 1-3 dose q 5 นาที โดยใช้เทียบ Pain score ในขณะที่เจ็บที่สุดเท่ากับ 10 ขณะนี้ลดเท่าไร ถ้ายังมีแต้มอยู่ให้อมได้ไม่เกิน 3 ครั้ง ไม่ดีขึ้นให้เป็น NTG drip ระหว่าง refer หรือ MO.2-3 mg vein push x 1 dose เพราะช่วยได้ในเรื่อง Preload และ Calm down การให้ NTG ไม่มีข้อห้าม แต่ต้องระมัดระวัง Observe BP ไม่ต่ำกว่า 90/60 mmHg.
7. EKG ST Elevate การรักษาเบื้องต้น Isordril(5) 1 tab sublingual และ ASA (v)1 tab chewedแล้วรีบ refer
8. Criteria การ refer มีข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้
- EKG strongly suspicious for Ischemia
- ST depression >1 mm
- Ongoing pain
- Trop –T Positive
- Hemodynamic abnormality
9. ถ้าผล Trop –T Negative แต่ Clinical น่าสงสัย ส่ง F/U Trop-T 6 hr. ถัดมา , EKG q 15-30 นาที อีกอย่างน้อย 1 ครั้ง
10. ST Elevation หรือ New LBBB การแยกสมควรต้องแยกว่าผู้ป่วยเป็น new หรือ old โดยการเปรียบเทียบกับ EKG เดิมของผู้ป่วย ถ้าไม่เคยมีมาก่อนนั้นเป็น MI แน่นอน ใน MI สามารถทำให้เกิด AR และ LBBB ในกรณี RBBB นั้น สามารถอ่านผล EKG ได้ง่ายกว่า
การส่ง Investigate เพิ่มเติม ถ้าสงสัยว่ามี Ischemia โดยการส่งทำ EST , Echocardiogram คือสมควรทำในกรณีกลุ่มเหมือนปกติ แต่มี High risk เช่น smoking ไม่แน่ใจในการวินิจฉัย จะรอหลังจากไม่มี อาการแน่นหน้าอก อย่างน้อย 2 wks. EST คือการเดินสายพาน รพ.มหาราชนครราชสีมา สามารถตรวจ Echocardiogram ได้ การแปลผล ถ้า EST ปกติ คือไม่เป็น แต่ Echocardiogram ปกติ นั้นไม่แน่นอน บางทีเกิดจากการขาดเลือดชั่วคราว wall ไม่ได้ขาดเลือด จึงเห็นสมควร ส่งรักษาต่อ รพ.มหาราชนครราชสีมา เพื่อให้พิจารณาการส่งตรวจเพิ่มเติม
ผู้ป่วยอายุมากกว่า 40 ปี มาด้วย Dyspepsia มี Palpitation เหงื่อแตก ไม่เคยเป็นมาก่อน สมควรทำ EKG ผู้ป่วยที่มี BP สูงโดยไม่มีประวัติมาก่อนอาจเป็น base line HT มาก่อน และต้องแยกจาก Aortic Dissection คือจะมี BP สูง ประวัติแน่นหน้าอกทะลุสะบัก
การแบ่งอาการ chest pain
1. Typical คือ ลักษณะอาการเข้าได้กับ Acute MI
2. Silent angina คือ ไม่มีอาการ แน่นหน้าอก มีอาการเหมือน Heart Failure
3. Angina Equivalent มีอาการแบบอื่นแทน ไม่ใช่อาการแบบ typical เช่น Dyspepsia ซึ่งไม่เคยมีประวัติมาก่อน และมีประวัติเสี่ยง เช่น smoking สมควรทำ EKG ก่อน Cardiac Maker ซึ่งค่าใช้จ่ายสูงกว่า
4. ผู้ป่วยเบาหวาน อายุ ตั้งแต่ 40 ปี มาด้วยแน่นหน้าอก หรือเจ็บหน้าอกไม่ชัดเจน Dyspepsia รายใหม่ ทำ EKG ทุกราย
ขอบคุณครับ มาเยี่ยมชม ได้ความรู้มาก