25 มีนาคม 2553
สวัสดีค่ะครู
ห้าวันกับการเผชิญงานและวิถีชีวิตที่แตกต่างมากมาย ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องเรียนรู้ ตั้งแต่วันจันทร์ ไปทำงานตอนเช้าเจอทหารเต็มกระทรวง ขณะที่หนูนั่งรถมอเตอร์ไซด์ไปทำงาน ภาพที่เห็นเป็นภาพที่น่ารักมาก ๆ เลยค่ะครู ชายหนุ่มสวมชุดทหารถือโล่ทะยอยเดินลงจากรถบัสสีเหลืองที่เขียนคำว่า “รถโรงเรียน” ตลอดวันจันทร์ยังทำงานเหมือนปกติ แต่ต้องคอยวิ่งออกมาฟังประกาศ ภายในห้องทำงานเราได้ยินไม่ชัดเพราะไม่มีลำโพง มีข่าวลือมากมายแพร่กระจายในหน่วยงาน ประกาศที่ได้ยินค่อนข้างกระทบกับงาน อืมจะว่าไปแล้วการที่มีทหารเดินรอบ ๆ กรม แล้วประตูของกรมเปิดเพียงประตูเดียว คือประตูหน้าให้คนเข้า-ออก ก็ค่อนข้างกระทบใจ สั่นสะเทือนความรู้สึก เกิดความกลัวในใจมากมายค่ะครู บ่าย ๆก็มีประกาศให้ทุกคนเลิกงานได้เวลา 15.00 น. และต้องออกจากกรมก่อน 16.00 น. และในวันอังคารที่ 23 มีนาคม 53 ให้นำงานกลับไปทำที่บ้าน เป็นอะไรที่สั่นสะเทือนคนทำงานได้ไม่น้อยทีเดียวค่ะ จากเดิมที่หนูเองเฉย ๆ ก็เริ่มมีความรู้สึกเป็นกังวลบ้าง กับสถานการณ์รวมถึงงานในความรับผิดชอบของตนเอง หนูต้องหอบงานไปทำที่บ้านจริง ๆ เพราะว่าต้องเร่งเคลียร์ตัวเอง Herbalium หอบใหญ่ที่อาบน้ำยากันแมลงแล้วถูกหอบกลับบ้าน ดูเหมือนว่าตลอดเย็นวันจันทร์จะมีเสียงโทรศัพย์จากเพื่อนดังเป็นระยะ ๆ ทั้งตรวจสอบข่าวและเป็นห่วง หลังเลิกงานแล้ว เพื่อน ๆ จึงชวนออกมาทานข้าวเย็นแถว ๆ ปากซอยบำราศ ระหว่างทางมาหาเพื่อนเห็นทหารนั่งเรียงรายเป็นภาพที่ไม่คุ้นตานัก แต่ทุกคนก็มาทำหน้าที่ของตนเองค่ะ ท่ามกลางคนมากมายหนูแว๊บเห็นรอยยิ้มของเจ้าหน้าที่ในกระทรวงที่เดินบนฟุตบาทรู้สึกได้ถึงความว้วางใจ เห็นรอยยิ้มของทหาร แม้จะดูเขิน ๆ แต่ก็รู้สึกได้ว่าเขาผ่อนคลายท่ามกลางความร้อนภายนอก ทุกอย่างงดงามอย่างที่มันเป็นเหมือนที่ครูสอนไว้จริง ๆค่ะ
ทำการทานข้าวเย็นกับเพื่อนให้หนูมีโอกาสได้รับฟังบางมุมมองของเพื่อนที่ทำหน้าที่เป็นหน้าของท่านรอง ว่าต้องเหนื่อยเพียงใดกับสถานการณ์แบบนี้ ใจหนูสั่นสะเทือนอยู่ค่ะครู ตอนแรกหนูเฉย ๆ แต่พอได้เห็นทหาร ได้ยินข่าวประกาศประชาสัมพันธ์ในกรมเป็นระยะก็มีความรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา แต่ก็บอกตนเองวา เอาน่าจะเป็นอะไรก็เป็นไป กังวลไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ พอแยกจากเพื่อนหนูก็มานั่งทำงานต่อ
ตื่นขึ้นมาตอนเช้าเสียงเครื่องขยายเสียงแว่วมาจากในกรม ใจหนูระลึกถึงการทำงานของผู้ที่มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยแล้วก็บอกตนเองว่า
“ถ้าทุกคนทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ความสงบก็จะเกิดขึ้น การทำงานจะทำให้หนูเห็นใจตนเองและเห็นใจผู้อื่น”
หลังจากล้างหน้าล้างตา หนูนั่งเย็บ Herbalium ตั้งแต่เช้ามาเสร็จเอาประมาณสี่ทุ่มเศษ ๆ การนั่งเย็บ Herbalium อย่างยาวนานทำให้หนูรู้สึกปวดหลังและก็เห็นใจตนเองชัดขึ้นค่ะครู หนูได้เรียนรู้ว่า
“เมื่อไหร่ที่ลงใจว่า สิ่งนี้คือเป้าหมาย ดูเหมือนว่าจะมีความพยายามอย่างเต็มที่ให้บรรลุเป้า”
ครูค่ะหนูได้เรียนรู้ในคนเองว่ามีนิสัย
“พุ่งชนเป้าหมาย แต่หลายครั้งยังพุ่งชนแบบโง่ ๆ คือ มุ่งมั่นว่าต้องสำเร็จ แต่ยังขาดความอ่อนโยน”
หนูทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้สิ่งที่ตั้งเป้าไว้สำเร็จ ข้อดีคือ งานสำเร็จ ข้อเสียคือ หมดแรง หมดพลัง ๆ ที่หนูหมดแรงเพราะใจหนูแข็งกร้าว ไม่อ่อนโยนกับตนเอง แต่ก็ได้เรียนรู้ค่ะครู อาจจะเป็นเพราะการพุ่งชนแบบโง่ ๆ ของหนูบางครั้งหนูเห็นใจตนเองที่
"กลัวการตั้งเป้าหมายค่ะ แต่เหมือนกับว่าหนูยังไม่ได้มีคำตอบให้ตนเองว่า ทำไมถึงกลัวการตั้งเป้าหมาย บางทีแม้จะเจ็บปวด จะเจ็บป่วย จะไมไหวแล้วถ้ายังรู้สึกว่า ไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้มันก็ไม่เลิกทำ"
สะท้อนให้หนูเห็นใจตนเองในวิถีการภาวนาที่ผ่านมาว่า "หนูยังไม่เอาจริง" มันเป็นความจริงที่พอหนูเข้าไปรับรู้แล้วรู้สึกเศร้า แต่มันก็คือ ความจริงค่ะ หนูกราบขออภัยครูในความงี่เง่าของตนเอง
และอีกอย่างที่ได้เรียนรู้จากการได้ยินได้ฟังสิ่งต่าง ๆ ที่แว่วมาตามเสียงตามสายในกระทรวง ทำให้หนูได้คิดขึ้นมาว่า
“ไม่ว่าสถานการณ์ภายนอกจะเป็นเช่นใด หากเราไม่นำมันเข้ามาสู่ใจเราก็ไม่ได้ทุกข์เพราะสิ่งนั้น หนูไม่ได้ทุกข์เพราะสถานการณ์ไม่ปกติ แต่หนูทุกข์เพราะปวดเมื่อยตามร่างกาย ขณะที่นั่งเย็บ Herbalium เป็นเวลานาน ๆ ต่างหากค่ะ”
จากการที่หนูต้องเย็บ Herbalium ที่อาบน้ำยากันเชื้อราและแมลง กินค่อนข้างฉุน คล้ายกับกลิ่นในห้องครูใหญ่สมัยเรีย Anatomy เลยค่ะครู หนูเลยต้องเปิดประตูหน้าห้องเพื่อระบายอากาศให้มีการเข้าที่ระเบียงแล้วออกที่ประตู ทำให้หนูรู้สึกว่า
การที่ลมเข้าที่ริมระเบียงแล้วพัดออกที่หน้าประตู ช่วยพากลิ่นออกไปด้วย ที่สำคัญลมที่พัดผ่านเข้ามาก็พาความเย็นสบายเข้ามาด้วย พอหนูลองปิดประตูหน้าห้อง กลับพอว่าลมเข้ามาไม่ได้ อืม...พัดถึงแค่ริมระเบียงแล้วก็ถูกกักอยู่ภายในไม่มีทางออก หนูนึกขึ้นมาได้ว่า
เหมือนใจนี้จังเลย การที่มีผัสสะมากระทบ เหมือนหนูเปิดประตูริมระเบียงแต่ปิดประตูหน้าห้อง กักสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบแบบไม่ปล่อยออกกักมันไว้ดึงมันไว้
แต่ถ้าหนูภาวนาแล้วปล่อยให้มันเป็นไป เหมือนหนูเปิดประตูริมระเบียงและประตูห้องพร้อม ๆ กับ ไม่ว่าอะไรจะเข้ามาในห้อง ทั้งกลิ่นไม่พึ่งประสงค์ หรือลมเย็น ๆ มันก็พัดอยู่แป๊บเดียวแล้วก็หายไป
ใจนี้มีสิ่งที่ต้องชำระล้างอีกมาก แล้วยังมีการรับอะไรเข้ามา แล้วกัก ๆ มันไว้ ก็มีแต่หนองเน่าฝังอยู่ภายใน แต่ถ้าหากหนูเรียนรู้ที่จะค่อย ๆ เปิดประตูริมระเบียงและประตูหน้าห้องพร้อม ๆ กัน สิ่งเน่า ๆในใจ ก็พอจะมีทางออกมาได้บ้าง
วันพุธที่ 24 มีนาคม 53 เป็นการทำงานที่เต็มไปด้วยเสียงวิพากวิจารณ์ แต่ก็เป็นการเรียนรู้อีกอย่างบางทีหนูก็นึกถามตนเองขึ้นมาว่า “ทำกรรมอะไรมาหนอ ถึงได้เข้ามาเรียนรู้เรื่องแบบนี้ ต้องมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ร่วมกับคนเหล่านี้” แต่ก็ตัดใจบอกตนเองว่า “ช่างมันเถอะก็คงมีอะไรนั้นแหละ ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ ทำตรงนี้ให้ดีที่สุดก็พอ” หนูนั่งเขียนงาน แปลงานตลอดวัน เป็นงานเร่งด่วนที่ต้องส่ง ครูขาใจหนูไม่เบาเลย หนูยังทำงานบนความเครียดของตนเอง แต่ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนก็ยังถือว่าเบาอยู่มาก แต่ไม่ใช่มากจนไม่มีความเครียดเกิดขึ้นค่ะ หนูคิดถึงครูทั้งอยากเขียนจดหมายหาครู และทั้งไม่อยากเขียนเพราะรู้สึกว่า
“หวั่นใจจะสาดความเครียดออกมาจากงานเขียน”
แต่ดูเหมือนว่าร่างกายหนูจะสะท้อนความเครียดชัด แต่หนูก็พยายามประคองสติภาวนากับสิ่งที่เป็น ทำให้นึกถึงคำที่ครูบอกหนูว่า
“เราไม่รู้หรอกว่าครูจะสอนอะไรเรา ครูก็คือธรรมชาติ”
สติที่ครูให้ไว้นี่แหละค่ะ พอช่วยให้หนูประคองตนเองอยู่ได้บ้าง บางทีก็นั่งมองตนเองทำงานแล้วก็นึกถึงคำครูว่า “ดูเหมือนดูละคร ดูผู้หญิงคนนี้เล่น” พอมีความคิดแบบนี้เกิดขึ้นความรู้สึกคร่ำเคร่งตึงเครียดในใจก็หลุดออกมา แป๊บเดียวค่ะ แล้วก็กระโจนเข้าไปทำงานใหม่ เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ ตลอดสี่ห้าวันมานี้
เมื่อเช้าวันที่ 25 มีนาคม 53 งานหลายอย่างรอการจัดการแต่ดูเหมือนใจหนูสั่นไหว เลยพาตนเองมานั่งสวดมนต์แล้วนั่งสมาธิ แล้วก็มานั่งเขียนโครงการที่ค้างอยู่ให้เสร็จ ครูขาบางความรู้สึกในใจก็บอกว่า “เมื่อไหร่จะเขียนงานที่ครู SMS มาสั่งสักที” เหมือนหนูกลัว กลัวว่าจะเขียนออกมาไม่ดี แล้วก็เอาการงานมากมายมาบังหน้า วันนี้หนูมีนัดกับผู้อำนวยการที่ทำงานเก่าแต่คนใหม่ แต่ครูขาชุดทำงานหมดสต๊อกเพราะหนูไม่ได้ซักผ้า จึงหยิบชุดแซกที่แทบไม่ได้ใส่เลยตลอดการทำงานที่นี่ พอใส่แล้วหนูรู้สึกว่าใจผลักไส มันอยากถอด เหมือนโดนทักตั้งแต่หัวซอยยันท้ายซอย พี่ ๆ ที่ทำงานก็ทักเพราะดูแล้วแปลกตา ใจหนูสั่นสะเทือนแบบผลักไส เหมือนมันกลับด้านค่ะครู เมื่อก่อนแต่งตัวแบบนี้แล้วรู้สึกมั่นใจ แต่ตอนนี้พอต้องแต่งตัวเหมือนเมื่อก่อนกลับรู้สึกไม่ชอบใจ ยิ่งโดนทักมาก ๆ ยิ่งเห็นใจตนเองที่ผลักไส หนูแทบไม่อยากออกจากห้องทำงาน แทบอยากจะวิ่งกลับมาใส่ชุดเดิมหรือไม่ก็ซื้อชุดใหม่ แต่สุดท้ายก็ได้แต่ อดทน
พอเลิกงานปุ๊บตรงดิ่งกลับห้องปั๊บอาบน้ำแต่งตัวแล้วค่อยโทรหา ผู้อำนวยการท่านบอกว่าพึ่งประชุมเสร็จประมาณห้าโมงครึ่ง ขอเปลี่ยนเป็นคุยพรุ่งนี้เช้า หนูรู้สึกโล่งใจ ชุดที่ใส่งานที่ทำวันนี้ทำให้หนูได้เรียนรู้ว่า การใส่ชุดแบบวันนี้ใจหนูดิ้นรนเป็นกังวล ไม่ค่อยสบายใจ ไม่มั่นใจ จนน้อง ๆ ในห้องยังทักว่าเดินเหมือนไม่ค่อยมั่นใจ ได้ตอบน้องว่า “ใช่ค่ะ พี่รู้สึกไม่มั่นใจ” แล้วก็บอกตนเองว่า “แต่ก็ต้องยอมรับ” พอวางสายจากผอ. หนูหลับสลบเลยค่ะครูตื่นขึ้นมาสองทุ่ม ว่าจะมานั่งปั่นงานเขียนต่อ แต่ก็บอกตนเองว่า “ขอเขียนจดหมายหาครูหน่อยนะ หนูคิดถึงครู”
ศีล
ข้อ 1 หนูยังทำงานกับความเครียดอยู่ค่ะครู แต่ก็จะพยายามเรียนรู้กับมันไปเรื่อย ๆ โชคดีที่มีสิ่งต่าง ๆ มาให้เรียนรู้มากมาย
ข้อ 2 ความเครียดและเร่งรีบทำให้หนูหยิบจับของคนอื่นโดยไม่ขออนุญาตง่ายขึ้นกว่าปกติ เผลอปุ๊บจะคว้าแล้ว บางทีรู้ตัวอีกทีก็อยู่ในมือแล้วค่อยเอ่ยขอยืมค่ะ
ข้อ 3 เรื่องนี้ก็พิมีอยู่บ้างค่ะ แต่ก็ไม่ยุ่งกับคนมีเจ้าของ
ข้อ 4 ข้อนี้หนูทำได้ไม่ค่อยดีกับเรื่องที่จะส่งงานให้ทันเวลา หรือทำตามที่เคยพูดไว้ หนูรู้สึกว่า คำพูดที่เคยพูดไว้ พอทำไม่ได้แล้วเป็นเหตุให้เกิดความกังวลและความเครียดค่ะ
ข้อ 5 หนูไม่ดื่มเหล้าค่ะ พอเครียดมาก ๆ หนูก็เป็นหลง ๆ อยากจะหนีความเครียดไปทำอย่างอื่นค่ะครู
เห็นผลชัดเจนกับการอ่อนภาวนาในตนเอง แต่หนูก็ยังพยุงตนเองไม่ขึ้นค่ะครู ได้แต่บอกตนเองว่าประคองตนเองไปในกระแสน้ำเชี่ยวให้ดีที่สุด หนูรักครูค่ะ
