กรณีศึกษานี้น่าสนใจ...เด็กคลอดปกติและมีพัฒนาดีจนถึง 8 เดือน ได้รับอุบัติเหตุและมีพยาธิสภาพทางสมองตรงบริเวณที่ทำหน้าที่ในระบบการมองเห็นและหลายๆ จุดเล็กในสมอง...หลังจากนั้นเด็กมีภาวะไม่อยู่นิ่ง สมาธิสั้น มองวัตถุได้แบบแยกระยะใกล้ไกลของวัตถุไม่ดีนัก ได้รับการตรวจสายตาแต่ระบุยังไม่ชัดเจนว่าสายตาปกติหรือไม่เพราะไม่อยู่นิ่งให้ตรวจ อารมณ์หงุดหงิดบ้าง เขียนตัวหนังสือไม่ได้ เรียนหนังสือได้บ้างหากเป็นวิชาที่เด็กสนใจ และมีความจำดี
กรณีศึกษานี้ได้รับการฝึกทักษะทางวิชาการจากครูการศึกษาพิเศษและการฝึกการประสมประสานการรับความรู้สึกจากนักกิจกรรมบำบัด ด้วยความถี่ 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละไม่เกิน 60 นาที กรณีศึกษามีสภาวะนิ่งบ้างแต่ต้องรักษาด้วยยาจากแพทย์
จากการประเมินและสังเกตการสำรวจทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น กระโดดบนแทมโบลีนและเคลื่อนไหวตากับมือหลายทิศทาง-ปิดตากระโดด ใช้มือโยนลูกเทนนิสเข้าตะกร้า ใช้มือแยกบอลสีและลูกเทนนิสลงตะกร้าสองใบ ใช้มือปักหมุดแยกสี และใช้มือปั้นดินสีแดง ระบายภาพบนกระดานด้วยดินสีแดง เก็บลูกบอลอย่างเร็วๆ พร้อมจับมือเปลี่ยนทิศทางและค้นหารองเท้าที่ซ่อนหลังสิ่งของอื่นๆ
ผมพบว่า กรณีศึกษามีระบบการรับความรู้สึกอื่นชดเชยการมองเห็นแต่ยังไม่สามารถทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตได้สมวัยนัก เช่น เดินสัมผัสราวบันไดแต่ก้าวสลับขาลงบันไดยังไม่ได้ สัมผัสมือจับดินสอได้แต่ไม่ยอมเขียนหนังสือ ใช้มือข้างขวามากกว่าข้างซ้ายโดยไม่มองตามการใช้มือ ทำกิจกรรมที่ใช้ตาและมืออย่างละเอียดได้ไม่นานและไม่นิ่ง หากเปลี่ยนทิศทางและสิ่งของจะทำให้เด็กตื่นตัวไม่หงุดหงิด ไม่สามารถค้นหาสิ่งของที่วางโดยมีวัตุถอื่นๆวางเป็นอุปสรรค (ใช้สัมผัสและการได้ยินมากไป) มีแนวโน้มมีปัญหาการรับรู้ภาพ 3 มิติ การแยกแยะตำแหน่งภาพวัตถุ 3 มิติที่สัมพันธ์กันในทิศทาง-ขนาด-ความลึก
ผมแนะนำว่า...
- ผู้ปกครองคงต้องสังเกตและจัดกิจกรรมที่บ้านที่ลดการใช้เสียงและการใช้สัมผัส ลองให้คิดและปรึกษานักกิจกรรมบำบัดอย่างน้อย 5 กิจกรรมต่อวัน และฝึกทุกวันที่บ้านโดยกิจกรรมไม่ควรซ้ำกัน
- ผู้ปกครองแนะนำการฝึกกับครูพิเศษและนักกิจกรรมบำบัด ให้เน้น "จับคู่การรับความรู้สึกที่จำเป็น" มากกว่า "การฝึกทุกความรู้สึกแบบประสมประสาน" และเน้น "ฝึกการรับรู้ทางการมองเห็นอย่างละเอียด"
- ฝึกสัมผัสวัตถุแล้วค้างมือเด็กเพื่อให้มองวัตถุที่สัมผัส (กระตุ้นสัมผัสและมองเห็น)
- เพิ่มจังหวะการเคลื่อนไหวหาสิ่งของที่เร็วและมีทิศทางต่างๆ (กระตุ้นมองเห็นและเคลื่อนไหว)
- เพิ่มการใช้มือซ้าย-ตาซ้ายทำกิจกรรมสลับกับการใช้มือขวา-ตาขวาทำกิจกรรม (กระตุ้นสหสัมพันธ์ของตาและมือ - จับทำและปล่อยบ้าง - ไม่บังคับจนหงุดหงิดแต่เน้นให้เด็กสำรวจทำกิจกรรมเอง)
- เพิ่มการสัมผัสดินวาดบนบอร์ดด้วยสองมือ (กระตุ้นสัมผัส มองเห็น และการเคลื่อนไหวที่มีเป้าหมาย -เตรียมการเขียนโดยยังไม่บังคับจับดินสอ)
- กระตุ้นการทรงท่ากับการมองเห็นโดยกระโดดอย่างมีเป้าหมาย มากกว่ากระโดดเล่นแบบซ้ำๆ (เด็กกระตุ้นตนเองเพราะขาดการรับรู้การทรงท่าที่เหมาะสม) เช่น กระโดดนับ 1-10 แล้วผู้ปกครองจับมือกลับหลังหันแล้วกระโดดนับ 1-10 หรือกระโดดหลับตาเร็วและแรงเพื่อให้รู้สึกนิ่งฟังระดับหนึ่งก่อนไปทำกิจกรรมอื่นๆ
- ในเบื้องต้น หากเด็กนิ่งนาน 5-10 นาที ผู้ปกครองสามารถแนะนำกิจกรรมที่ใช้ตาและมือมากขึ้น เช่น จับวัตถุเรียงหมุดตามแบบ (สีหรือรูปทรง) โยนห่วงสองมือเข้าหลัก (ปรับความลึกและอุปสรรคของวัตถุในหลายๆ ระดับจากตำแหน่งการยืนของเด็ก) การเดินลงบันไดสลับจับราวกับให้ผู้ปกครองอยู่ด้านหลังแล้วจับมือเด็กทั้งสองข้างชูหนือศรีษะมาลงบันไดพร้อมกันอย่างเร็วบ้างช้าบ้าง เป็นต้น
บทเรียนที่ผมเรียนรู้คือ นักกิจกรรมบำบัดคงต้องประเมินและทำความเข้าใจพยาธิสภาพทางสมองก่อนจะใช้กรอบอ้างอิงทางคลินิกที่เหมาะสม มิใช่นำเทคนิคการประสมประสานการรับความรู้สึกมาใช้จนเกินพอดี - กรณีศึกษานี้ต้องใช้กรอบอ้างอิง Spatiotemporal Adaptation (Gilfoyle, Grady, & Moore) Cognitive & Activity (Allen) และ Visual Perception Frame of Reference (คลิกอ่านตัวอย่างที่ http://www.biomed.drexel.edu/faculty/rybak/vr.pdf หรือ ค้นหาจาก google)