ใครว่าทนายไม่สำคัญ

          มักมีคนถามว่า ทนายความมีความสำคัญและจำเป็นในการต่อสู้คดีหรือไม่ ในคดีที่ตกเป็นจำเลยในคดีอาญา

          หากย้อนถามคนที่ถามว่า แล้วคุณเห็นว่าสำคัญหรือไม่ละครับ

          คนถามได้ตอบคำถามที่ตนเองเป็นคนถามด้วยความไม่ค่อนจะมั่นใจว่า ไม่น่าจะสำคัญและจำเป็นมากนัก เพราะคดีอาญาที่จำเลยให้การปฏิเสธนั้น ฝ่ายโจทก์จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบจนกว่าศาลจะแน่ใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ หากปรากฏว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ กฎหมายให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227

           แต่กลับมีความเห็นในทางตรงกันข้ามกับคำตอบดังกล่าว โดยเห็นว่าแม้ว่ามาตรา 227 ห้ามมิให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยจนกว่าจะแน่ใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดอาญาจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น และให้ศาลพิพากษายกฟ้องเมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดหรือไม่ แต่ใครจะเป็นคนชี้ให้ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจนเป็นเหตุให้ศาลเกิดความสงสัยในพยานหลักฐานนั้นว่าจำเลยได้กระทำความผิดอาญานั้นหรือไม่ ก็คือทนายความที่มีความชำนาญในวิชากฎหมายวิธีสบัญญัติหรือสารบัญญัติ ทั้งต้องเป็นทนายความที่มีปฎิภาณไหวพริบดีอีกด้วยนะครับ ก็คือว่าต้องเป็นทนายความที่เก่งว่าอย่างงั้นเถอะ

            เก่งในการนำสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ เก่งในการป้อนคำถามค้านถามติงพยานเมื่อถึงคราวที่ควรจะถาม ไม่ใช่ถามไปเรื่อยเป็นนกแก้วนกขุนทอง หรือเฉยเสียเมื่อพยานเบิกความสมประโยชน์จำเลยอยู่แล้ว เป็นต้น

            มีคดีอาญาเป็นจำนวนมากที่ศาลยกฟ้องเพราะความเก่งของทนายความ ดังเช่น คำพิพากษาที่ 455/2542 ซึ่งโจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำชำเราเด็กหญิง ส. ผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย โดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำ จับตัวและขู่เข็ญผู้เสียหายว่าหากขัดขืนจะฆ่าแล้วจำเลยกระทำชำเรา ผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 จำเลยให้การปฏิเสธ

            ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี

            จำเลยอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

            จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

            ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกา จำเลยประการแรกว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย หรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง ข้อเท็จจริงคงฟังได้ แต่เพียงว่าจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายเท่านั้น แสดงว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยชำเรามิใช่จำเลยข่มขืนกระทำชำเรา แต่แม้ว่าจำเลยจะชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอมก็ตาม ถ้าผู้เสียหายอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำเลยก็ยังคงมีความผิดตามมาตรา 277 อยู่

            ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่าขณะจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น ผู้เสียหายมีอายุเท่าใด ผู้เสียหายเบิกความว่าผู้เสียหายเกิดวันที่ 17 ตุลาคม 2521 ตามสูติบัตรและสำเนาทะเบียนบ้านหมาย จ.2 และ จ.3  แต่นาง ท. มารดาผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะที่ผู้เสียหายเกิดนั้นนาง ท.ไม่ได้ไปแจ้งเกิดในทันทีแต่ได้ไปแจ้งเกิด เมื่อผู้เสียหายมีอายุ 9 เดือน วันเดือนปีเกิดที่ระบุในสูติบัตรเอกสาร หมาย จ.2 เป็นวันที่พยานไปแจ้งเกิดผู้เสียหาย มิใช่วันเกิดที่แท้จริง เหตุที่แจ้งอย่างนั้นเพราะกลัวจะเสียค่าปรับ เห็นว่า ในเรื่องวันเกิดของผู้เสียหายนี้ไม่มีใครทราบได้ดีกว่ามารดาผู้เสียหายเพราะเป็นผู้อุ้มท้อง และคลอดผู้เสียหายเอง ย่อมต้องจดจำวันได้อย่างแม่นยำเมื่อพิจารณา จากคำเบิกความของนาง ท.ทั้งหมดแล้วไม่มีส่วนใดเป็นพิรุธเพื่อช่วยเหลือจำเลย หากนาง ท.จะเบิกความช่วยเหลือจำเลยแล้ว ก็น่าจะช่วยเหลือจำเลยมากยิ่งไปกว่านี้ ดังนั้น คำเบิกความของนาง ท.จึงน่าเชื่อถือ และฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายมีอายุตามสูติบัตร 14 ปี  6 เดือน เมื่อรวมอีก 9 เดือนด้วยแล้วขณะเกิดเหตุผู้เสียหายมีอายุที่แท้จริง 15 ปีเศษแล้วอายุของผู้เสียหายนั้นต้องถือตามความเป็นจริง เมื่อจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายขณะมีอายุเกินกว่า 15 ปีแล้วมิใช่ 14 ปีเศษตามฟ้อง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา   ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

             พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

             คดีนี้ศาลฎีกายกฟ้อง เพราะความเก่งของทนายจำเลยโดยแท้

หมายเหตุ

            ตามคำพิพากษาศาลฎีกานี้ ศาลฎีกาเชื่อคำเบิกความของนาง ท.  มารดาผู้เสียหายที่เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยเกี่ยวกับเรื่องวันเกิดของผู้เสียหาย มากกว่าเชื่อสูติบัตรและสำเนาทะเบียนบ้าน โดยเชื่อว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายมีอายุที่แท้จริง 15 ปีเศษ ไม่ใช่อายุ 14 ปี 6 เดือน ตามที่ระบุในสูติบัตร แล้ววินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย ขณะมีอายุเกินกว่า 15 ปีแล้ว มิใช่ 14 ปีเศษตามฟ้องการกระทำของจำเลย จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง กรณีนี้เท่ากับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารมหาชนนั้นนำสืบถึงความไม่ถูกต้องของเอกสารมหาชนนั้นได้ จะเห็นได้จากคำพิพากษาศาลฎีกานี้ว่า การนำสืบถึงความไม่ถูกต้องของเอกสารมหาชนนั้น คู่ความฝ่ายที่ถูกอ้าง  เอกสารมหาชนไม่จำเป็นต้องนำพยานของตนมาสืบถึงความไม่ถูกต้องเสมอไป อาจจะอาศัยเพียงการถามค้านของทนายของตนก็ได้