จนกระทั้งแพทย์ได้เรียกเธอและบิดาของอาณัติมาคุยถึงการจำเป็นต้องตัดแขนขา เพื่อรักษาชีวิตอาณัติเอาไว้ ตอนนั้นใจเธอแทบแตกสลายนึกไปต่างๆ นานา แต่ที่ทำให้ทุกข์ใจมากที่สุด คือ การที่จะต้องบอกกับอาณัติว่าจะเกิดอะไรขึ้น

        สมัยเป็นวัยรุ่น  คุณเคยคิดไหมว่าคุณอยากจะมีรถปิคอัพซักคัน มีบ้านซักหลัง มีเมียและลูกน่ารัก ๆ ซักคน  ทุกคนคงตอบว่าก็เคยซิ    อาณัติชายหนุ่มวัย 20 ปีที่อนาคตกำลังสดใส  เป็นวัยมีพลังงาน และความมุ่งมั่นมากมาย  มีความคิดที่จะทำอะไรก็ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด  เมียสาวกำลังท้อง มีการงานที่ภาคภูมิใจ  อาณัติก็มีความคิดเช่นนั้นเหมือนกัน

         แต่สำหรับอาณัติในวันนี้สิ่งต่าง ๆ ที่เคยพูด เคยคิด เคยอยากทำ มันเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว โชคชะตาอันเลวร้ายมากระชากความหวังของเขาไปจนหมดสิ้น

         อะไรทำให้เขาเป็นเช่นนั้น  แล้วเราในฐานะที่เป็นบุคลากรทางสาธารณสุข สามารถช่วยอะไรเขาได้บ้าง  แล้วถ้าเราเป็นอย่างเขาเราจะทนมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร  คำถามประโยคนี้มันวนเวียนอยู่ในใจเราตลอดที่อาณัติมาเป็นคนไข้ที่ตึกศัลยกรรมอุบัติเหตุชาย

          อาณัติ เข้ามารักษาในโรงพยาบาลวันที่  24  พฤษภาคม  2552 ด้วยอุบัติเหตุถูกไฟฟ้าแรงสูง   ช็อตอย่างรุนแรง  ขณะกำลังช่วยบิดาซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างทาสีผนังตึกอยู่ จากการที่ไฟช็อตทำให้หม้อไฟระเบิดอย่างรุนแรงดันร่างอาณัติลอยขึ้นบนอากาศ แล้วตกลงมาอย่างแรง  ช่วงแรก ๆ เกือบหายใจไม่ออกมันแน่นหน้าอกไปหมดต่อมาพ่อและเพื่อน ๆ ช่วยกันปฐมพยาบาลและนำส่งโรงพยาบาลชุมชนสามชุก    ก่อนที่จะส่งตัวมาที่โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช

       

         ทันทีที่เห็นอาณัติ  เราถึงกับคิดในใจว่า เขารอดชีวิตมาได้อย่างไร และถ้าเขารอดเขาจะสามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างไร  เนื่องจากบาดแผลที่เห็นมันรุนแรงมาก  เป็นบาดแผลไหม้ระดับ 3 ที่บริเวณแขน 2 ข้างและขาขวา  มีกลิ่นไหม้รุนแรง มือ 2 ข้างหงิกปลายเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ  แขนเกร็งงอเข้าหาลำตัว ปลายเท้าขวาเป็นรอยไหม้เกรียม แข็งด้าน แต่เขาไม่ร้องปวด มีแต่ คราบน้ำตาที่ซึมออกมาเวลาไม่มีใครเห็น

         เฟิร์น  ภรรยาสาววัย 19 ปี ที่กำลังตั้งครรภ์ได้ 7 เดือน เธอเล่าให้ฟังด้วยสีหน้าเศร้า น้ำตาคลออยู่ตลอดเวลาว่า 

       เธอและอาณัติพบกันที่ตลาด ร้อยปีสามชุก ซึ่งต้องผ่านร้านที่เฟิร์นขายขนมจีบ ซาลาเปาอยู่  เมื่อมีความผูกพันกัน ก็เกิดเป็นความรัก จนในที่สุดก็ตกลงใจมาสร้างครอบครัวด้วยกัน 

       และ ในวันเกิดเหตุ เฟิร์นซึ่งบางครั้งก็ต้องไปช่วยอาณัติทำงานแต่ในวันนั้นต้องทำความสะอาดอยู่ที่บ้าน ขณะทำความสะอาดอยู่นั้น  อยู่ ๆ รูปพระก็ตกลงมากับพื้น ซึ่งเฟิร์นก็คิดในใจว่ามันต้องเป็นลางบอกเหตุอะไรซักอย่าง 

      แล้วมันก็เกิดขึ้นเมื่อมีคนแจ้งข่าวว่าอาณัติถูกไฟฟ้าแรงสูงช็อตอยู่โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช เธอจึงรีบมาหาอาณัติด้วยความกังวลในใจคิดไปต่าง ๆ นา ๆ ตอนนั้นเธอตั้งครรภ์ได้ 3 เดือนได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้อาณัติเป็นอะไรร้ายแรงเลย 

        แต่ภาพที่ปรากฏต่อหน้าก็คือภาพที่สามีสุดที่รักนอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาล มีสายต่าง ๆ  ระโยงระยางเต็มไปหมด  ยิ่งเห็นแขน ขา ที่ไหม้เกรียมยิ่งทำร้ายจิตใจเธอมาก  แต่ในใจเธอคิดเพียงว่าขอให้อาณัติมีชีวิตอยู่ก็เพียงพอแล้ว    เธอเฝ้าดูพยาบาลทำแผลอาณัติอยู่อย่างเจ็บปวด แต่อาณัติไม่เคยปริปากร้องเลย  ผ่านการทำแผลไปทุกๆ วัน    

     เธอก็เริ่มสังเกต ได้ว่าเนื้อที่สุกเริ่มมีกลิ่นเหม็นเน่า  เนื้อบริเวณข้อมือและขาขวาเหนือบริเวณที่ไหม้เริ่มแห้งและลีบลง จึงเริ่มทำใจไว้บ้าง จนกระทั้งแพทย์ได้เรียกเธอและบิดาของอาณัติมาคุยถึงการจำเป็นต้องตัดแขนขา เพื่อรักษาชีวิตอาณัติเอาไว้  ตอนนั้นใจเธอแทบแตกสลายนึกไปต่างๆ นานา

       แต่ที่ทำให้ทุกข์ใจมากที่สุด คือ การที่จะต้องบอกกับอาณัติว่าจะเกิดอะไรขึ้น 

       พี่ๆเหล่าพยาบาลพากันมาช่วยพูดปลอบและให้กำลังใจอาณัติในการที่จะต้องตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต และอาณัติก็ทำได้ดี เขาสามารถยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น และการที่จะต้องเผชิญกับปัญหาที่จะตามมา โดยคิดเพียงว่าขอให้มีชีวิตอยู่เพื่ออยู่ดูหน้าลูกที่กำลังจะเกิดมา

        ในที่สุดอาณัติก็กลายเป็นชายหนุ่มพิการเพราะต้องตัดแขน 2 ข้างและขาขวาไป ความเจ็บปวดและความปวดร้าวทำให้อาณัติเศร้า ซึม เก็บตัว ไม่ค่อยพูดกับใคร

        เราในฐานะพยาบาลต้องพยายามช่วยให้อาณัติและเฟิร์นผ่านสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ ไปได้อย่างราบรื่น จึงได้ประสานทีมสหสาขาวิชาชีพ โดยมีจุดประสงค์ให้อาณัติสามารถกลับไปสู่สังคมอย่างมีคุณภาพและพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด

       เราประชุมทีมสหเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อรับทราบข้อมูลและวางแผนร่วมกันในการดูแลรักษาอาณัติทั้งด้านร่างกายและจิตใจ อารมณ์ สังคม ตั้งแต่ในโรงพยาบาล ชุมชน และครอบครัวของอาณัติ

         คุณหมอสุมาลีแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู มาร่วมดูแลอาณัติด้วย มาช่วยประเมินและวางแผนการฟื้นฟูอาณัติ และส่งทีมกิจกรรมบำบัด มาช่วยฝึกทักษะการใช้กายอุปกรณ์ต่างๆ ฟื้นฟูสภาพอาณัติ เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลตนเองในอนาคต                                                                    

        ทีมจิตเวชคลินิกมาช่วยประเมินสภาพจิตและ ให้การช่วยเหลือดูแลทางด้านจิตใจ                 

        ทีมประกันสังคม ช่วยเหลือเรื่องการได้รับสิทธิต่างๆ และค่ารักษาพยาบาล

        ทีมเวชกรรมสังคม นำทีมโดยคุณหมอจิรภัทรและศูนย์เยี่ยมบ้าน รวมทั้งทีมอาชีวเวชกรรม นำโดย"พี่ปู" จเกศบุญชู ช่วยดูแลเรื่องอาชีพ และร่วมกันวางแผนเพื่อเตรียมความพร้อมการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน

        อาณัติได้รับการดูแลอย่างเอาใจใส่จากทีมสหสาขาวิชาชีพ ตามที่ได้มีการวางแผนร่วมกันไว้ โดยทุกฝ่ายพากันแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนและช่วยเหลืออาณัติอย่างสม่ำเสมอจนคุ้นเคยกัน

         ทำให้อาณัติมีกำลังใจดีขึ้นมาก ยิ้มแย้มแจ่มใสและมีกำลังใจที่จะอยู่สู้ชีวิตต่อไป รอคอยความหวังจะได้เห็นหน้าลูกอย่างตั้งใจ

        เฟิร์นในวันนี้ไม่ร้องไห้แล้วและดูมีความสุขขึ้นมาก  แม้ว่าท้องแก่มากใกล้จะครบกำหนดคลอดในไม่กี่วันนี้แล้ว แต่เฟิร์นก็ยังคงเฝ้าดูแลเอาใจใส่อาณัติไม่เคยห่าง

        สำหรับอาณัติแม้ว่าปัจจุบันบาดแผลต่างๆ ตามร่างกายยังไม่หายรวมทั้งความเจ็บปวดจากบาดแผลทางกายจะเป็นอุปสรรคต่อการฝึกฝนการใช้กายอุปกรณ์ต่างๆอยู่บ้าง แต่อาณัติก็ไม่เคยแสดงอาการท้อใจให้เห็น

        และนี่คงเป็นสิ่งหนึ่งที่พอจะบอกได้ว่า “บาดแผลในใจ” ของอาณัติคงจะได้รับการเยียวยาไปมากแล้ว

        ทุกครั้งที่เห็นหน้าอาณัติ เรารู้ดีว่าหนทางข้างหน้าของอาณัติยังอยู่อีกยาวไกล กับการดำเนินชีวิตในอนาคตที่ต้องมีภาระดูแลลูกน้อยอีก 1 คน อาณัติต้องมีกำลังใจที่เข้มแข็งที่สุดจึงจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ไปได้โดยมีขาเพียงข้างเดียว 

       ความเห็นใจ ความสงสารมันมากมายจนไม่สามารถจะบรรยายได้ ทำให้เราตั้งใจว่า เราจะต้องหาทางช่วยเหลืออาณัติอย่างดีที่สุด ถ้าอาณัติและครอบครัวสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข นั่นก็คือความสุขของเราด้วยเหมือนกัน....

        นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆ ของชา(ว) ยมราช 

        นำทีมเล่าเรื่องโดย"พี่นุ่น"รสริน วรรณจีรวิไล หัวหน้าหอผู้ป่วยศัลยกรรมอุบัติเหตุชาย และผู้ช่วยหัวหน้ากลุ่มการพยาบาล สาขาศัลยกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยายมารช  สุพรรณบุรี