จงเชื่อมั่นในตนเอง ก่อนที่จะให้ใครช่วย

ความมหัศจรรย์ยังมีอยู่ หากเราเชื่อ  ศรัทธา และลงมือทำ

 เรื่องราวที่ผมกำลังจะเล่าสู่กันฟังนี้ เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของเกี่ยวกับองค์เทพ องค์หนึ่งที่ผมเชื่อว่า คนทั่วไปจะรู้จักท่านดี คือองค์พระพิฆเณศ  โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นชาวพุทธ นับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  และสูงสุดในชีวิตเลยก็คือ พระอรหันต์ในบ้าน คือคุณพ่อ กับคุณแม่  และก็พระต่างๆที่ศรัทธา และห้อยคอเวลาเดินทาง สลับกัน เช่น หลวงพ่อคูณ หลวงพ่อโต พรหมรังสี  หลวงพ่อวัดบ้านแหลม หลวงปู่ทวด  พระพุทธชินราช และพระอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งเป็นสิ่งดีๆที่ผมเคารพบูชาอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ อยู่แล้ว  จนมาวันหนึ่ง วันที่ภรรยาผมตกงาน แล้วไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยคิดว่าลองไปค้าขายดู  แต่ตอนนั้น ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะขายอะไร เพราะชีวิตตลอด10 กว่าปีที่ผ่านมาก็วนเวียนอยู่แต่กับโรงงาน เข้า บ้าง ออกบ้าง ยังไม่รู้ว่าจะขายอะไร จนวันนั้นจำได้ว่านั่งรถเมล์สาย ปอ.68 จากสมุทรสาคร  สุดสายที่บางลำพูหรืออะไรไม่แน่ใจ พอลงจากรถเมล์เสร็จก็เดินไปเรื่อยเปื่อย เข้าตรอกข้าวสาร ไปเจอร้านอยู่ร้านหนึ่งเป็นร้านขายตุ้มหูให้ฝรั่ง แถวตรอกข้าวสารขายคู่ละ 15 บาท ก็เลยเป็นประกายว่าลองขายของพวก   กิฟชอบดูมั้ย จำได้ว่าวันนั้นซื้อเป็นเงินประมาณ 1,200 บาท  แต่จำได้ว่าตลาดนั้นแถวบ้านขายอยู่คู่ละ10 บาท 19 บาทเอง แล้วเราจะไปขายเท่าไหร่หว่า .... ด้วยความไม่มีประสบการณ์  พอเดินออกจากตรอกข้าวสาร ก็เลยคิดว่าลองไปแถวคลองถมดู นั่งรถเมล์ก็ไปไม่ถูก เลยเหมาตุ๊กๆ60 บาท ไปคลองถม ก็เดินดูของในคลองถมไปเรื่อยๆ เจออะไรที่คิดว่าจะขายได้ก็ซื้อปนๆกันไป เช่นนาฬิกาข้อมือ นาฬิกาปลุก ก็เดินไปเรื่อยๆจนมาทะลุถึงอีกฝั่งของคลองถม ที่เขาเรียกว่าสำเพ็ง  (ในชีวิตเพิ่งเคยมาครั้งแรก) ไปเจอร้านขายพวกกิฟชอปต่างๆ เช่น กิฟหนีบผม โบว์ผูกผม ตุ้มหู และอื่นๆถูกกว่าที่ซื้อที่ตรอกข้าวสารกว่าครึ่งตัว  หลังจากนั้นก็กลับมาบ้านก็มาซื้อโต๊ะพับรวมทั้งแผงเหล็ก ซึ่งคล้ายๆกับราวตากผ้านั่นแหละครับ จนวันจันทร์ผมก็ต้องทำงานตามปกติ เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว บริษัทที่ผมทำอยู่ทุกวันนี่แหละครับ ก็เลยบอกกับภรรยาว่าลองไปติดต่อคนจัดตลาดนัดดู ว่าเราจะขายของแบบนี้จะมีพื้นที่ให้เราลงมั้ย  คำตอบคือมาได้เลย ก็ทำให้เรามีกำลังใจว่าชีวิตเรายังมีหวัง  คิด..คิดถึงตอนนี้เมื่อไร น้ำตาผมจะรื้นขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ    คือจากที่เราไม่รู้ว่าชีวิตจะเดินต่อไปยังไง  เรา กลับมองเห็นหนทางได้ด้วยตัวเราเองนี่แหละ เป็นลำดับแรก  แต่ว่าของเรายังมีน้อยคงไม่น่าสนใจ ภรรยาผมก็เลยตัดสินใจกลับไปที่สำเพ็งอีกครั้งในวันอังคาร ได้ของกระจุกกระจิกมาบ้างพอสมควร พอถึงวันพุธ   .... วันแห่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่ จำได้เลยครับว่าวันนั้น หลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จที่โรงงาน ผมก็ควบ ยามาฮ่าเมทตอง1111 คู่ใจซึ่งเป็นรถคันเดียวในชีวิต ของหนุ่มโรงงานจนๆคนหนึ่ง ใช้มาสิบกว่าปีแล้ว โดนฝนก็สตาร์ทไม่ค่อยอยากจะติด เกเรเป็นบางครั้ง   ก็กลับไปรับภรรยาที่บ้านซึ่งบ้านก็ยังผ่อนอยู่กับธนาคาร     อีกหลายแสนบาท เพื่อรับภรรยาพร้อมหอบของไปตั้งที่ตลาดนัด ก็ยังเก้ๆกังๆยังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง  จนตกเย็นผมเลิกงาน 5 โมง งานผมไม่มีโอทีครับ ก็ไปที่ตลาดนัดวันนั้นจำได้ว่าเขินมากเลยในชีวิตไม่เคยขายของตลาดนัด เคยแต่เป็นคนซื้อของตลาดนัด  รวมทั้งต้องลุ้นว่าเราจะขายของได้สักกี่บาทกันน้า...  จนตลาดเลิกประมาณสามทุ่ม ก็เก็บของกลับ ส่วนโต๊ะและแผงก็ฝากไว้ที่บ้านคนจัดตลาดนั่นแหละ กลับมาถึงบ้าน ก็มานับจำนวนเงินที่ขายได้ในวันแรก จำได้ว่าขายได้ประมาณ 180 บาท ลงทุนไป สี่พันกว่าบาท ทุนก็ไม่ค่อยจะมี แต่ก็ทำให้มีกำลังใจ เพราะร้านเรายังเล็กขายได้ถือว่าเรามองเห็นช่องทางแล้ว แต่ของเรายังมีน้อยทำอย่างไรให้คนสนใจ  ลองเอาแผ่นซีดีเปล่าที่มีอยู่ไปวางขายดูซิ  หนังสือเก่าๆที่ไม่ได้อ่านแล้วไปวางขายดูซิ ผลปรากฏว่าวันที่สองขายได้ สี่ร้อยกว่าบาท ก็เริ่มเอาสมุดเก่าๆที่มีอยู่ในบ้านมาเริ่มทำบัญชีตั้งแต่วันแรก  พอไปขายเจอเพื่อนๆแม้ค้าที่เขาขายของพวกแบบนี้ดูว่าจะต้องไปซื้อของที่ไหน เขาก็บอกว่าต้องไปตลาดเช้าสำเพ็งตอนดึกๆ เปิดตีสาม -9 โมงเช้า  แล้วเราจะไปอย่างไรหว่า  ขึ้นรถเมล์สายอะไรเขาก็บอกให้เสร็จ พอถึงวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดของผม ผมก็รีบเข้านอนตั้งแต่ห้าทุ่ม ตั้งนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์ โนเกียเก่าๆราคาสองพันกว่าบาท ใช้มาสี่ห้าปีแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังใช้อยู่      ตื่นอาบน้ำแต่งตัวขี่ยามาฮ่าคู่ใจฝ่าความมืดตอนตีสาม กับภรรยาสองคน จุดหมายทคืออู่รถเมล์สาย ปอ 7      มหาชัยเมืองใหม่ –หัวลำโพง  ผ่านพาหุรัด -คลองถม   เพื่อไปซื้อของที่สำเพ็ง  พอถึงป้ายคลองถม กระเป๋ารถเมล์คนสวยก็ตะโกนว่าป้ายหน้าคลองถมนะจ๊ะ... ก็ลงเดินและก็เลาะลัดซอยเพื่อมุ่งหน้าสู่สำเพ็ง  ในขณะที่เดินผ่านซอยตรงกลางสี่แยกบริเวณคลองถมที่เงียบสงัดคืนนั้น ผมก็เหลือบเห็นว่ามีซุ้มอยู่หนึ่งซุ้ม  ในซุ้มนั้นมีองค์พิฆเณศประทับอยู่                  

เป็นองค์สีดำ ท่าทางน่าเกรงขามแต่ดูแล้วใจดี

แล้วผมก็ได้ยกมือขึ้นแล้วอธิษฐานว่าขอให้ลูกช้าง ซึ่งกำลังเริ่มต้นการค้าขาย โปรดชี้ทางให้ลูกด้วย ลูกช้างจะปฏิบัติตนเป็นคนดี อยู่ในศีลในธรรม หากแม้นวาสนาของลูกช้างมีขอองค์พ่อได้โปรดประทานพรด้วยเถิด  จากนั้นก็เดินเข้าตลาดสำเพ็ง   ตื่นเต้นมากเลยครับ มีของหลากหลายมากมายให้เราซื้อไปขาย แต่ว่าเราต้องซื้อยกโหล หรือตามจำนวนที่เขาระบุ จึงจะได้ราคาถูก  นั่นแหละครับคือจุดเริ่มต้นในการเริ่มต้นการเป็นพ่อค้าของผมตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา  จากนั้นทุกวันหลังกินข้าวเที่ยง ผมก็จะขี่มอเตอร์ไซค์มารับและส่งภรรยา และกลับมาทำงานต่อ(บ้านกับที่ทำงานใกล้กันครับ)  พอเลิกงาน5 โมงก็ไปขายของอยู่ตลาดนัด  พอเริ่มขายไปได้ประมาณ 1 เดือน จำได้ว่าเดือนแรกขายของได้เงินประมาณ สองหมื่นกว่าบาท มากกว่าเงินเดือนผมซะอีก  หักรายจ่ายซื้อของทุกอาทิตย์เหลือตั้งแปดพันกว่าบาท เออแฮะ! ชักเข้าท่า ก็เริ่มมีแนวคิดจากที่ทำงานบริษัทมาหลายปี ได้ประสบการณ์ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ที่เรามีจากบริษัทผู้มีพระคุณของผมนั่นเอง   ก็เลยมีแนวคิดว่าเราควรขายในสิ่งที่เรารู้และชอบก็คืออะไหล่คอมพิวเตอร์ และอะไหล่มือถือนี่แหละ  ก็เลยแบ่งร้านออกเป็นสองเตียง เตียงหนึ่งให้ภรรยาขายของพวกกิฟชอปที่เขาถนัด ส่วนเราก็ขายอะไหล่คอมและมือถือ ลองดู ปรากฏว่าโป๊ะเชะ เข้าทาง มีลูกค้าด้านนี้เยอะกว่าที่คิด  แต่เรามีแค่ยามาฮ่าๆเมทเก่าๆ  บ้านก็ยังต้องผ่อนเดือน สามพันกับธนาคาร ส่งทางบ้านให้พ่อกับแม่และลูกสาวที่ไปให้ท่านเลี้ยงให้อีกเดือนละ สามพันกว่าบาท  ถ้าเอาอีเมทมาต่อพ่วง จะไหวมั้ย  ถ้าต่อพ่วงแล้วเช้าเราขับไปทำงานเที่ยงกลับมารับแฟน คงตลกน่าดู (สงสารอีเมทด้วย... 555 )    ก็เลยมาดูรายรับจากการขายของ เมื่อหักแล้วก็น่าจะผ่อนรถใหญ่ได้ต่อเดือน  เดือนละ 8พันกว่าบาท  เอาละว่ะ ลองดู  เงินเก็บมาทั้งชีวิตจากการทำงานมาหลายปี มีอยู่ในธนาคาร ห้าหมื่นกว่าบาท บวกเงินขายของ  ตอนแรกคิดจะซื้อรถปิคอัพมือสอง   แต่ตัวเองก็ไม่ค่อยมีความรูเรื่องรถ หากขับไป ซ่อมไป คงไม่ไหวแน่  ยังไงซะชีวิตก็ต้องลองวัดดูสักตั้ง ก็เลยนำเงินที่มีอยู่ทั้งหมดไปดาวน์รถ มาสด้าBT-50 รุ่นยกสูง ดาวน์ไปประมาณ แปดหมื่นกว่าบาท  เงินไม่พอก็เลยไปกู้ยืมเงินสหกรณ์โรงงานมาอีกหมื่นห้า กะว่าใกล้ปลายปีแล้วโบนัสออก คงได้มาคืนเขาคงไม่เดือดร้อน (ก็เสี่ยงอยู่เหมือนกัน แต่ต้องสู้ต่อไป จึงจะชนะ คิดในใจ   เมื่อออกรถใหม่ป้ายแดง เดือนละแปดพันกว่าบาท 72 งวด  มาช่วงหนึ่งเดือนแรกได้ประมาณ4 -5 แผล ด้วยความที่ยังไม่ชำนาญ  ครูดเสาไฟฟ้าบ้าง ชนประตูรั้วบ้านบ้าง  โดนเมียบ่นซะจนหูชา  แต่ก็คิดว่าไม่เป็นไรซื้อประสบการณ์ หากเราขับคล่องเดี่ยวค่อยไปเคลมกับประกันก็ได้ เพราะรถมีประกันชั้นหนึ่ง   ตั้งแต่นั้นมาจนถึงวันนี้ก็ผ่านไปเกือบสองปี  ขับรถกลับบ้านให้พ่อแม่ภูมิใจว่าลูกชายคนนี้มีบ้าน มีรถ ด้วยลำแข้งของตนเอง และยังส่งเสียพ่อแม่ให้ใช้จ่ายได้  ตามสมควร  ได้ขับรถพาพ่อ พาแม่ไปเที่ยวในที่ที่ท่านไม่เคยไป เช่น หมู่บ้านช้าง  ปราสาทเขาพนมรุ้ง เป็นต้น    จวบจนวันนั้นจนถึงวันนี้ด้วยความตั้งใจจริง และความขยันสู้ชีวิตของเรา  และด้วยพรที่ผมเชื่ออยู่เสมอว่าท่านอยู่เคียงข้างผมเสมอก็คือองค์พระพิฆเณศ  และรวมทั้งพรจากพ่อกับแม่ ผลจากความกตัญญูที่ผมได้เลี้ยงพ่อแม่นั้นส่งผลให้ทุกวันนี้ ผมมีเงินผ่อนรถล่วงหน้าไปแล้วกว่า7 งวด  ผมมีงานประจำทำที่มั่นคง เพื่อประกันรายได้ในการผ่อนส่งบ้าน ส่งพ่อแม่ ส่งลูกเดือนละหลายพันบาท มีรายได้จากการขายของในตลาดนัดเพื่อผ่อนส่งรถได้ทุกเดือน ทั้งหมดนี้ก็มาจากเรื่องราวทั้งหมดที่ผมได้เล่าข้างบนนี่แหละครับ  ชีวิตคนเรา เราอาจเกิดมาจน เรียนมาน้อย แต่ไม่มีใครมาปิดโอกาส ในการเรียนรู้นอกรั้วโรงเรียนหรอกครับ  ผมมีความเชื่อว่าคนเราไม่อาจจะเก่งได้เท่าๆกันในทุกๆเรื่อง แต่เราสามารถขยันได้เท่ากัน  ตราบที่เรายังสู้ และตั้งใจจริง  ผมเขียนบล็อกนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นกำลังใจให้คนที่สู้ชีวิต และคนที่หมดหวังจะได้มีแรงใจสู้ต่อ อ่านให้จบนะครับ

 

สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง และจะอยู่เคียงข้าง คนดี คนขยันและตั้งใจจริงเสมอ    ผมหวังว่าสักวันผมจะประสบความสำเร็จในชีวิตในแบบพอเพียงตามที่ผมต้องการ

...... Peter p   ..