ทำไมเสื้อแดงไมชนะสักที

ความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมืองย่อมเกิดขึ้นได้ในประเทศที่มีการปกครองระบบประชาธิปไตย

          ประเทศไทยผ่านการชุมนุมทางการเมืองมาแล้วอย่างนับไม่ถ้วน หลังที่ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองมาใช้ระบอบประชาธิปไตย

          คนในสังคมสามารถมีความคิดเห็นที่แตกต่างได้แต่ไม่ควรแตกแยก

          การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ ๑๔ มีนาคมนั้น ดูเหมือนมีการประโคมอย่างคึกโครมว่าศึกครั้งนี้ต้องชนะ แต่ผ่านไป ๓ วัน ดูเหมือนหนทางแห่งชัยชนะที่แกนนำได้ประกาศไว้ดูเลือนรางเหลือเกิน

        เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ได้เดินทางเข้ากทม. และได้นั่งรถTaxi และระหว่างการเดินทางนั้นได้พูดคุยกับโซเฟอร์เรื่องการชุมนุมในครั้งนี้ โซเฟอร์ได้ตั้งคำถามว่าเมื่อไรเสื้อแดงจะชนะ บ้านเมืองจะได้สงบ(ไม่แน่ใจว่าบ้านเมืองจะสงบจริงไม่)

     การสนทนาวันนั้นได้อธิบายให้โซเฟอร์หนุ่มฟัง(ทำตัวเหมือนอาจารย์สอนนักศึกษา)ข้อเขียนนี้เป็นความคิดส่วนตัวไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางวิชาการ

สาเหตุที่เสื้อแดงไม่ชัยชนะเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้

        ๑. การประโคมข่าวว่าจะมีผู้เข้าร่วมชุมนุมกว่า ๑ ล้านคน โดยมีการออกข่าวสส.ของพรรคเพื่อไทยจะระดมคน ดังนั้นคนที่สนับสนุนเสื้อแดง จึงไม่ออกมาเพราะคิดว่าสส. คนมาชักชวนและจัดรถให้ จึงทำให้คนมาร่วมชุมนุมไม่ครบเป้าตามที่กำหนดไว้

        ๒. การดาวกระจายและการเคลื่อนย้ายขบวน เสื้อแดงจะใช้วิธีการดาวกระจายบ่อยครั้งทำให้ผู้ร่วมชุมนุมซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ทำให้เกิดความเหนื่อยล้าและการดาวกระจายก็ไปไม่นานก็แยกย้ายกันกลับ ทำให้ผู้ชุมนุมรู้สึกเบื่อหน่าย

         ๓. ผลจากการทักษิณ โฟนอิน  จะเห็นได้ว่าอดีตนายกทักษิณจะโฟนอินบ่อยมากและทุกสถานที่ ทำให้แกนนำในภูมิภาคต่างๆที่ได้รับการโฟนจากทักษิณไม่ยอมฟังแกนนำหลัก เนื่องจากมีความคิดว่าตัวเองได้รับการโฟนอินโดยตรงแล้ว ไม่จำเป็นต้องฟังคำสั่งจากแกนนำหลักในกทม. จนเป็นสาเหตุทำให้เกิดความไม่เป็นเอกภาพ

        ๔. แกนนำขาดความรับผิดชอบในคำพูด ดังกรณีของอริสมันต์ ได้กล่าวในการชุมนุมในต่างจังหวัดว่า ขอให้เสื้อแดงเตรียมขวดน้ำมันแล้วมาซื้อน้ำมันที่กทม. เมื่อศาลออกหมายจับ อริสมันต์ได้ชี้แจงว่า ไม่ได้คิดใช้วิธีการที่รุนแรง ที่พูดไปเช่นนั้นเพราะอารมณ์และบรรยากาศพาไป ทำให้มองเห็นว่าแกนนำนั้นหลายครั้งพูดไปแบบเอามันเท่านั้น ทำให้ขาดความเชื่อถือ

      ๕. ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นรากหญ้า ผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมเหล่านี้มาจากต่างจังหวัดไม่คุ้นเคยกับอากาศในกรุงเทพฯและการนั่งฟังนานๆจึงทำให้คนหลายคนทยอยกลับบ้านก่อน

       ๖. การประกาศว่าจะมีพระมาเข้าร่วมชุมนุมหมื่นรูป ทำให้ผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งที่ศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาไม่เห็นด้วย และกลัวว่าพระจะได้รับอันตราย จึงไม่อยากออกมาร่วมชุมนุมด้วย เมื่อภาพข่าวออกมานั้นพระที่มาร่วมชุมนุมนั้นสังเกตุเห็นพระส่วนใหญ่เป็นมาจากต่างจังหวัดและเป็นพระที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “หลวงตา”

      ๗. การนำเลือดมาเทที่หน้าทำเนียบรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์และบ้านนายกฯ ทำให้หลายคนกลัวการตัดเชื้อ สังเกตได้จากแกนนำประกาศว่า จะได้เลือดประมาณ ๑ ล้านซีซี ไม่รู้ว่าเมื่อถึงเวลาจริงจะได้สักเท่าไร

       ๘. การนำรถมาเข้าร่วมชุมนุมมาก จากภาพข่าวจะเห็นว่ามีการนำรถมาจอดในที่ชุมนุมจอดระเกะระกะ ในที่ชุมนุม ให้เสียพื้นที่ในการนั่งชุมนุมและผู้ที่นำรถมาเมื่อเหนื่อยล้าจากการชุมนุมก็จะพากันนั่งรถกลับบ้าน

นี้เป็นเพียงการแสดงความคิดส่วนหนึ่งที่ได้จากการสนทนาในวันนั้น