ภาวะผู้นำ คู่คุณธรรม
ระยะหลังๆ มานี้ ได้มีโอกาสพูดคุยกับทั้งผู้บริหาร นักบริหารทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนนักวิชาการหลายท่านมักจะพูดถึงประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนา ‘ภาวะผู้นำ’ ของพนักงานในองค์การ โดยต่างเห็นว่าการที่องค์การมีคนเก่งที่มีความสามารถทางวิชาชีพด้าน แต่หากขาดภาวะผู้นำ องค์การก็จะยังไม่สามารถดึงความรู้ ความเก่งของพวกเขาออกมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ได้
เนื่องจาก คนเก่งบางครั้งไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ทำให้ความคิดที่ดีๆ และน่าจะเป็นประโยชน์ไม่ถูกถ่ายทอดให้คนอื่นนำไปใช้ประโยชน์
ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐ หรือเอกชน จึงให้ความสนใจในการจัดหลักสูตร การพัฒนาภาวะผู้นำ หรือ Leadership Development รวมถึงสถาบันการศึกษาที่มุ่งเน้นการพัฒาทรัพยากรมนุษย์ มีการเปิดหลักสูตรด้านการพัฒนาภาวะผู้นำ ตั้งแต่ระบบปริญญาตรีไปจนถึงปริญญาเอก
ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า ภาวะผู้นำเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดมิติความคิด ไปสู่มิติการปฏิบัติ ถ้าคนเก่ง กล้าคิด กล้าเสนอ และกล้านำความคิดดีๆ ไปปฏิบัติอย่างมีความมั่นใจ ความคิดดีๆ นั้นก็จะถูกแปลงออกมาเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้และเป็นประโยชน์ต่อองค์การและสังคม แต่ถ้าเก่งแล้ว ไม่กล้าพูด ไม่กล้าเสนอ หรือ บางคนไม่กล้าแม้แต่จะคิดสิ่งใหม่ๆ เพราะเข้าใจว่าคิดไปก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะคิดแล้วไม่กล้าเสนอด้วย กลัวคนคัดค้าน กลัวคนหัวเราะเยาะ ก็จะเป็นคนเก่ง คนฉลาด ที่ไร้ประโยชน์
อย่างไรก็ดี การพัฒนาภาวะผู้นำ มีประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจให้กระจ่างก่อน 2-3 ประเด็น ประเด็นแรก คือ การตีความคำว่าภาวะผู้นำ หมายถึงอะไร ประการที่สอง ใครบ้างที่เราควรพัฒนาภาวะผู้นำ ประการต่อมา เราจะพัฒนาภาวะผู้นำ ได้อย่างไร และใครบ้างที่มีบทบาทในการพัฒนา และประการสุดท้ายคนที่มีภาวะผู้นำ จะสร้างคุณประโยชน์ให้แก่องค์การเสมอไปหรือไม่
หลายคนมองว่า ‘ภาวะผู้นำ’ คือ คุณสมบัติของคนที่มีตำแหน่งหน้าที่ทางการบริหาร และภาวะผู้นำก็จะได้มาจากการที่ได้รับมอบหมายอำนาจ เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ไปบริหารผู้อื่นได้ แท้ที่จริงแล้ว คำว่า ‘ภาวะผู้นำ’ ก็คือ คุณลักษณะของคนที่ทำให้คนๆ นั้นสามารถนำหรือโน้มน้าวให้คนอื่นทำตามในสิ่งที่ตนเองต้องการให้ทำได้ พูดง่ายๆ คือ คนที่พูดแล้วคนอื่นฟังและยอมทำตามด้วยความเต็มใจ
ดังนั้น ภาวะผู้นำ จึงไม่จำเป็นต้องมีอยู่ในตัวคนที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ต้องบริหารคนอื่นเสมอไป และในทางกลับกันผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่ในการบริหารบางคน อาจไม่มีภาวะผู้นำในตัวเองเลยก็เป็นไปได้ และนี่ก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่งของหลายๆ องค์การ
ประเด็นที่ว่า เราควรพัฒนาภาวะผู้นำคนกลุ่มไหน ผู้ที่มองว่า ผู้บริหารเท่านั้นที่ต้องมีภาวะผู้นำ ก็มักจะมุ่งเน้นพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหาร เพื่อให้สามารถบริหารหรือโน้มน้าวทีมงานของตนให้ทำงานให้บรรลุเป้าหมายได้โดยง่าย แต่สำหรับผู้ที่มองว่าใครก็ได้ ที่ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งบริหาร หากมีภาวะผู้นำก็จะสามารถใช้ความรู้ ความสามารถที่มีอยู่ในตัวเองช่วยองค์การและสังคมได้
ดังนั้น การพัฒนาภาวะผู้นำ จึงไม่จำเป็นต้องเลือกพัฒนาเฉพาะกลุ่มคนที่มีหน้าที่ทางการบริหาร แต่เราควรที่จะสร้างคนทั้งในองค์การและในประเทศของเราให้มีภาวะผู้นำ ทั้งนี้ เพื่อให้เขาสามารถใช้วิจารณญาณในการเลือกที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยตนเอง
สังคมที่มีคนมี ‘ภาวะผู้ตาม’ มากกว่า ‘ภาวะผู้นำ’ จะเป็นสังคมที่ขาดวิจารณญาณ ใครจะดึงให้โอนเอนไปทางไหน ก็จะเฮกันไปทางนั้น โดยไม่มีสติยั้งคิดด้วยตนเองว่า ควรทำตามนั้นหรือไม่ ขอเพียงแต่ผู้นำที่ตนศรัทธาสั่งก็ทำตามแบบถวายชีวิต สังคมใดเป็นเช่นนี้ ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง
ประเด็นต่อมา ที่มักได้ยินคนถาม คือ ‘ภาวะผู้นำ สามารถพัฒนาได้หรือ’ นักวิชาการบางคน บอกว่า ภาวะผู้นำอยู่ใน DNA พัฒนาได้ยาก และเชื่อว่าคนที่มีภาวะผู้นำมักเกิดจากครอบครัวที่มีภาวะผู้นำ
สำหรับดิฉัน เชื่อว่าเด็กทุกคนที่เกิดมาเหมือนผ้าขาวบริสุทธิ์ การที่โตขึ้นจะมีนิสัยใจคออย่างไร ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและการอบรมเลี้ยงดู ซึ่งก็รวมไปถึงภาวะผู้นำด้วย เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัวที่ให้โอกาสเขาให้มีความมั่นใจในตัวเอง กล้าคิด กล้าทำ มาตั้งแต่เด็กๆ โตขึ้นก็มักจะเป็นผู้ใหญ่ที่มีความเป็นผู้นำมากกว่าเด็กที่ถูกเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดให้คิด หรือทำตามคำสั่งอย่างเดียว แต่เด็กกลุ่มหลังนี้ ก็อาจพัฒนาให้มีภาวะผู้นำมากขึ้นได้ ถ้าได้รับการอบรมสั่งสอนให้มีความเป็นผู้นำจากโรงเรียน หรือ จากสถานที่ทำงานที่ให้โอกาสและช่วยพัฒนาความเป็นผู้นำ
อย่างไรก็ตาม การสร้างคนให้มีภาวะผู้นำไม่สามารถทำให้เห็นผลได้ภายในข้ามคืน หรือ โดยการให้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรภาวะผู้นำ เพียงวันหรือสองวัน หรือแม้แต่เรียนภาคทฤษฎีจนจบปริญญา การสร้างคนให้มีภาวะผู้นำ ต้องใช้เวลาในการเพาะปลูกเป็นเวลานานพอสมควร จึงจะเห็นผล ปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนให้คนมีภาวะผู้นำ คือ วัฒนธรรมองค์การและสภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ให้โอกาสพนักงานได้แสดงความคิดเห็น
ประการสุดท้าย ซึ่งมีความสำคัญมาก คือ คนที่มีภาวะผู้นำสูง แต่หากขาดคุณธรรม ก็อาจใช้ภาวะผู้นำของตนชักนำคนอื่นไปในทางที่ก่อความเสียหายต่อองค์การหรือต่อสังคม ดังนั้น ประเด็นที่น่าให้ความสำคัญมากพอๆ กับการพัฒนาคนให้มีภาวะผู้นำ คือ การพัฒนาผู้ที่มีภาวะผู้นำอยู่แล้วให้เป็นคนที่มีคุณธรรม และจริยธรรม
ดังนั้น จึงต้องอาศัยความร่วมมือ จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิต เริ่มตั้งแต่พ่อ แม่ หรือผู้ปกครอง ครู อาจารย์ ผู้บังคับบัญชา และผู้บริหารองค์การ และสิ่งที่ต้องพัฒนาควบคู่ไปกับภาวะผู้นำ ก็คือ คุณธรรมและจริยธรรม