ไม่รู้ว่าช่วงนี้ทำไมชีพจรเท้าผู้เขียนต้องข้องแวะกับโรงพยาบาลอยู่เรื่อย ๆ วันนี้ไปเยี่ยมเพื่อนที่กำลังป่วยอยู่โรงพยาบาล  เตียงข้างเป็นคุณยายอายุ 84 ปีที่กำลังพยายามดึงมือออกจากตะแกรงที่กั้นกันตก แต่เนื่องจากคุณยายป่วยจึงไม่ค่อยมีแรงดึงมือออกไป ผู้เขียนสังเกตเห็นจึงมองไปรอบ ๆ ห้องเพื่อจะบอกญาติของคุณยาย แต่ไม่พบญาติ ผู้เขียนจึงถามคุณยายว่า

ผู้เขียน                         "จะเอามือออกใช่ไหมจ๊ะ"

คุยยาย                         กะพริบตาตอบ    เนื่องจากในปากมีท่ออ๊อกซิเจนช่วยหายใจพูดไม่ได้ ผู้เีขียนจึงช่วยขยับมือคุณยายออกจากตะแกรง คุณยายชี้มือไปบนเพดาน

ผู้เขียนจึงถามกลับไปว่า          "ยายอยากให้เปิดพัดลมเหรอจ๊ะ"

คุณยายกะพริบตาตอบอีกครั้ง

แต่พัดลมมันเสีย

ผู้เขียนเลยบอกคุณยายว่า        "เดี๋ยวหนูจะเอากระดาษพัดให้ยายได้เย็น ๆ  แต่ยายต้องหลับตาด้วยน่ะจะได้พักผ่อน"

ผู้เขียนยืนพัดกระดาษให้คุณยายได้คลายความร้อนอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง คุณยายถึงได้หลับสนิท

       ผู้เขียนเองก็ยืนพัดกระดาษให้คุณยายเพลินจนลืมตัวเหมือนกัน มารู้สึกตัวเองอีกทีตอนที่คุณยายหลับสนิทและผู้เขียนมองหาเก้าอี้เพื่อนั่งพัก แต่ตะคริวกินขาซะก่อน เกือบล้มทั้งยืนเหมือนกัน

       ระหว่างเดินลงตึกจากโรงพยาบาล ในใจผู้เขียนอิ่มเอิบอย่างไรบอกไม่ถูกและทำให้ใจตวัดคิดไปว่า "วันนี้เราไม่ได้ไปวัด...........แต่เราก็ได้ทำบุญด้วยจิตอาสา"

       นี่หรือเปล่าหนอที่ธรรมะบอกว่า ยิ่งให้มากเรายิ่งได้รับมาก คนอื่นไม่รู้แต่เรารับรู้ด้วยจิตของเราเอง