จากสถานการณ์สุขภาพช่องปากเด็กประถมศึกษาศูนย์เขต 12 ปี 2548-2551 เด็กอายุ 12 ปี ปราศจากฟันผุร้อยละ 24.50, 24.87, 27.54 และ 28.41 ตามลำดับ ส่วนสถานการณ์สุขภาพช่องปากเด็กประถมศึกษาจังหวัดนราธิวาส ปี 2548-2551 เด็กอายุ 12 ปี ปราศจากฟันผุร้อยละ 16.2 , 9.3 , 13.4 และ 12.3 ตามลำดับ และจากการสำรวจภาวะฟันผุในนักเรียนชั้นประถมปีที่ 6 และ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนในสังกัดของรัฐ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส (มิถุนายน 2552) พบว่า ฟันผุในนักเรียนชั้นประถมปีที่ 6 ร้อยละ 86.9 นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีฟันผุร้อยละ 87.5 ซึ่งโดยรวมมีสภาวะที่มีปัญหามากกว่าค่าเฉลี่ยของการเกิดฟันผุโดยรวมของระดับประเทศ
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นช่วงที่มีความสำคัญ เป็นวัยของการวางรากฐานที่สำคัญของชีวิตทั้งในด้านสุขภาพร่างกาย จิตใจและการพัฒนาด้านต่างๆและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กวัย12-14 เป็นกลุ่มที่มีฟันแท้ครบ 28 ซี่ การเกิดโรคเหงือกอักเสบและฟันผุในวัยนี้ จะใช้เป็นเครื่องทำนายการเกิดโรคในวัยผู้ใหญ่ ประกอบกับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 จัดเป็นกลุ่มวัยรุ่น ที่มีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาและความคิด ที่มักสนใจในการแสวงหาความรู้ใหม่ๆเพื่อเพิ่มพูนความสามารถของตนเองต้องการเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น ในขณะเดียวกันก็ให้ความสนใจกับรูปร่างบุคลิก ลักษณะความสวยงามของร่างกายมากขึ้น จึงควรพิจารณาหากลวิธีทางทันตสาธารณสุขที่เป็นระบบการดูแลทันตสุขภาพด้วยตนเอง เพื่อความต่อเนื่องในการดูแลทันตสุขภาพ และเมื่อพิจารณาจากพื้นฐานการศึกษาของเด็กวัยนี้ จากทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบัน และจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ จังหวัดนราธิวาส กลวิธีทันตสาธารณสุขที่เหมาะสมในเด็กกลุ่มนี้ คือ กลวิธีด้านการส่งเสริมป้องกัน ที่มีกระบวนการที่นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ด้วยตนเอง เนื่องจากการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากเป็นพฤติกรรมสุขภาพที่จะต้องอาศัยความเอาใจใส่จากตัวบุคคลเอง
การจัดโปรแกรมทันตสุขศึกษา เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการพัฒนาทักษะส่วนบุคคล อันเป็นมาตรการสำคัญของกฎบัตรออตตาวา โดยเป็นกลวิธีหนึ่งในการพัฒนาพฤติกรรมทันตสุขภาพโดยใช้ทฤษฎีระหว่างบุคคล เป็นการพัฒนาทักษะส่วนบุคคลให้สามารถปรับพฤติกรรมเพื่อสร้างสุขภาพ (Personal skill development) โดยใช้แนวคิด การรับรู้ความสามารถตนเอง (Self-efficacy) ในทฤษฎีปัญญาสังคม (Social Cognitive Theory) โดยที่การให้สุขศึกษา (Health Education) เป็นการสร้างโอกาสเพื่อการเรียนรู้ และกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ โดยอาศัยรูปแบบที่หลากหลาย ที่คิดค้นขึ้นมา โดยแผนสุขศึกษาจะต้องมี ความสอดคล้องกับปัญหาและสภาพแวดล้อมของบุคคล ครอบครัว และชุมชน มีการวางแผน และดำเนินงานสุขศึกษาให้สอดคล้องกับปัญหาและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ควรให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะบริบทของที่นับถือศาสนาอิสลาม จะมีความเคร่งครัดในการปฏิบัติกิจกรรมของศาสนา มีความเชื่อรวมทั้งขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ซึ่งศาสนามีอิทธิพลอย่างสูงต่อวิถีชีวิต การส่งเสริมสุขภาพช่องปากในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ในเชิงหลักการทางศาสนา พบว่า ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญต่อการสร้างเสริมสุขภาพ ที่เกี่ยวข้องกับงานทันตสุขภาพในเรื่องต่างๆ ประกอบด้วย ความสะอาดเป็นส่วนหนึ่งของความศรัทธา การโภชนาการตามหลักศาสนาอิสลาม การอบรมและเลี้ยงดูลูกตามหลักศาสนาอิสลาม ความรู้ทางศาสนบัญญัติที่เกี่ยว ข้องกับทันตสุขภาพ คือการปฏิบัติตามแบบอย่างการแปรงฟันของศาสดา
ทฤษฎีความสามารถของตน (Self -EfficacyTheory) ของ Bandura (1997) เป็นทฤษฎีที่ มุ่งเน้นในเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคลโดยแบนดูราได้ให้ความหมายของการรับรู้ความสามารถของตนว่า เป็นความเชื่อของบุคคล ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นใจในความสามารถของตนเองที่จะปฏิบัติกิจกรรมหรือจัดการกับสถานการณ์ให้สำเร็จ ตามเป้าหมายที่ตนกำหนดไว้ การพัฒนาความสามารถของตน ตามแนวคิดนี้ ต้องอาศัยแหล่งสนับสนุน 4 ประการ คือ
1) การประสบความสำเร็จในการลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง
2) การได้รับประสบการณ์จากการสังเกตการปฏิบัติกิจกรรมจากตัวแบบ
3) การชักจูงด้วยคำพูด
4) การพัฒนาความพร้อมทางสภาพร่างกายและอารมณ์ เป็นการทำให้บุคคลพร้อมทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง
ซึ่งรูปแบบหนึ่งของกิจกรรมการพัฒนาความสามารถของตน คือ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่สำคัญ ใช้การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงด้วยการเชื่อมโยงประสบการณ์ ที่ประกอบด้วย การดึงประสบการณ์ในชีวิตที่สั่งสมมา ใช้ในการอบรม มีการสะท้อนและอภิปราย การคิดรวบยอด และการทดลอง/การประยุกต์แนวคิด ทั้ง 4 องค์ประกอบของการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เป็นกิจกรรมที่มีความสัมพันธ์เป็นไปอย่างพลวัตร เกี่ยวข้องมีผลถึงกันและกัน จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ ในชีวิตจริงได้1
ทั้งนี้การที่บุคคลจะตัดสินใจจะกระทำพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความคาดหวังในความสามารถของตนและในผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ถ้าความคาดหวังในส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นไปในทางตรงกันข้าม บุคคลมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจไม่กระทำพฤติกรรมนั้น1
อนึ่งแนวทางการให้ทันตสุขศึกษา ผ่านแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเอง ได้ถูกนำมาใช้ในกลุ่มต่างๆ โดยในกลุ่มวัยรุ่นนั้น พบว่ามีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มสังคมหรือเพื่อนรอบตัว ในขณะเดียวกันความสนใจในการดูแลสุขภาพและทักษะของตัวเองก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในตนและสังคมรอบข้าง อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบการศึกษาที่บูรณาการแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเอง ผนวกกับการนำแนวคิดทางศาสนาอิสลามมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ดังนั้น ทางผู้วิจัย จึงคิดโครงการวิจัยนี้ขึ้น
ขั้นตอนและวิธีการดำเนินการวิจัย
การศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้
1.ผู้วิจัยทำหนังสือถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลบาเจาะ เพื่อขออนุญาตทำการศึกษาวิจัยและให้ทำหนังสือขอความอนุเคราะห์ไปยังผู้อำนวยการของโรงเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง เพื่อขอความอนุเคราะห์ ดำเนินการ ศึกษาและให้การเก็บรวบรวมข้อมูล
2.ผู้วิจัยดำเนินการส่งแบบยินยอมแก่ผู้ปกครอง เพื่อขอลายเซ็นยินยอมให้นักเรียนในปกครองเข้าร่วมการวิจัย
กลุ่มควบคุม ผู้วิจัยดำเนินการดังนี้
1.ผู้วิจัยแนะนำตัว อธิบายวัตถุประสงค์การวิจัยขอความร่วมมือในการรวบรวมข้อมูลข้อมูล และตรวจสุขภาพช่องปาก
2.ให้ทำแบบสอบถาม สัมภาษณ์ สังเกตการณ์แปรงฟัน ตรวจประสิทธิภาพการแปรงฟันและตรวจฟัน ในภาคการเรียนที่ 1 เมื่อนักเรียนศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 1 ปีการศึกษา 2553 และเก็บข้อมูลติดตามในระยะ 6 เดือน และ 1 ปี เมื่อนักเรียนเลื่อนชั้นมัธยมปีที่1 ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 และเมื่อนักเรียนเลื่อนชั้นมัธยมปีที่ 2 ภาคการเรียนที่1 ปีการศึกษา 2554 ตามลำดับ ในระยะเวลาเดียวกันกับในกลุ่มทดลอง และ ผู้วิจัยนำเสนอโปรแกรมทันตสุขศึกษา ให้กับกลุ่มควบคุมตามความสมัครใจภายหลัง
กลุ่มทดลอง ผู้วิจัยดำเนินการดังนี้
1.สัปดาห์ที่ 1 ผู้วิจัยแนะนำตัว อธิบายวัตถุประสงค์และขั้นตอนโครงการ ขอความร่วมมือในการรวบรวมข้อมูลข้อมูล และตรวจสุขภาพช่องปาก
2.ให้ทำแบบสอบถาม สัมภาษณ์ สังเกตการณ์แปรงฟัน ตรวจประสิทธิภาพการแปรงฟันและตรวจฟัน ในภาคการเรียนที่ 1 เมื่อนักเรียนศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 1 ปีการศึกษา 2553 และเก็บข้อมูลติดตามในระยะ 6 เดือน และ 1 ปี เมื่อนักเรียนเลื่อนชั้นมัธยมปีที่1 ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 และเมื่อนักเรียนเลื่อนชั้นมัธยมปีที่ 2 ภาคการเรียนที่1 ปีการศึกษา 2554 ตามลำดับ ในระหว่าง เดือน กรกฏาคม 2553 – กันยายน 2554
3 ดำเนินกิจกรรมโปรแกรมทันตสุขศึกษา ในกล่มทดลอง โดยผู้วิจัย ตลอดการวิจัย เพื่อความถูกต้องและเที่ยงตรงของเนื้อหา ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย
4.กลุ่มควบคุมได้รับกิจกรรม ฟันสะอาดเหงือกแข็งแรง ตามปกติ
5.ประเมินผลการวิจัย ระยะเวลา 6 เดือนและ 1 ปี หลังการทดลอง เมื่อได้รับข้อมูลคืนมาจึงนำมาตรวจสอบความสมบูรณ์ จัดระเบียบ และวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือรวบรวมข้อมูลที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย
1.อุปกรณ์การตรวจฟัน ประกอบด้วย เก้าอี้สนาม (Portable Dental Chair) เครื่องมือตรวจหารอยผุ (Explorer) กระจกส่องปาก (Mouth mirror) คีมคีบสำลี (Cotton Plier) และ
โคมไฟส่องปาก (Mobile Dental Light)
2.เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์และแบบบันทึก ที่ ผู้วิจัยสร้างขึ้นและดัดแปลงจากการทบทวนวรรณกรรม ตามตัวแปรที่ศึกษา
ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือ
การสร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามลำดับขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1.ศึกษาเอกสารแนวคิดทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2.ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ
3.นำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในข้อ 1-2 มาสร้างแบบสอบถามแบบมีโครงสร้าง
4.นำแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบบันทึกที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยในฐานะผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ความเหมาะสมของเนื้อหา และภาษาที่ใช้โดยให้ครอบคลุมตามวัตถุประสงค์ เป็นการหาความเที่ยงตรง
5.นำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้ (Try Out) กับนักเรียนซึ่งมิใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 10 คน เพื่อดูความสามารถในการนำไปใช้ ความสะดวกในการบันทึกและความครบถ้วนของข้อมูล แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม
ชุดที่ 1 แบบสอบถาม
- 1. แบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 4 ส่วน
ดังนี้
ส่วนที่
1 แบบสอบถาม ข้อมูลส่วนตัว ได้แก่ เพศ
อายุ อาชีพของบิดามารดา บุคคลที่นักเรียนอาศัยอยู่ด้วย
ค่าใช้จ่ายที่ได้รับมาโรงเรียน มีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบ
และเติมคำ จำนวน 11 ข้อ
ส่วนที่ 2 แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับ โรคฟันผุและเหงือกอักเสบ และแบบอย่างการแปรงฟันของศาสดา(ซ.ล.) มีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบ จำนวน 15 ข้อ
ส่วนที่ 3 แบบสอบถามการรับรู้เกี่ยวกับโรคฟันผุ มีคำถามทั้งสิ้น 20 ข้อ จำแนกเป็นตัวแปรย่อย 2 ตัวแปร ดังนี้
3.1 การรับรู้ความรุนแรงของโรคฟันผุ คำตอบ มี 5 ระดับหมายถึง ข้อความนั้นตรงกับความคิดเห็นของตนเอง ในระดับใดได้แก่ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด จำนวน 10 ข้อ
3.2 การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคฟันผุ คำตอบมีลักษณะคำตอบ ข้อความนั้นตรงกับความคิดเห็นของตนเอง 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด จำนวน 10 ข้อ
ส่วนที่ 4 แบบสอบถามความเชื่อในความสามารถของตน (Self-efficacy) มีคำถามทั้งสิ้น20 ข้อ จำแนกเป็นตัวแปรย่อย 2 ตัวแปร ดังนี้
4.1 ความคาดหวังในความสามารถของตนเองในการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคฟันผุ ลักษณะ คำตอบ มี 5 ระดับหมายถึง ข้อความนั้นตรงกับความสามารถของตนเอง ในระดับใดได้แก่ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด จำนวน 10 ข้อ
4.2 ความคาดหวังในผลของการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคฟันผุ คำตอบมีลักษณะคำตอบ ข้อความนั้นตรงกับความคาดหวังของตนเอง 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด จำนวน 10 ข้อ
ส่วนที่ 5 แบบสอบถาม พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ประกอบด้วย พฤติกรรมการแปรงฟัน พฤติกรรมการกินอาหารรสหวาน และพฤติกรรมการพบทันตบุคลากร จำนวน 34 ข้อ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
5.1 แบบสอบถามพฤติกรรมการแปรงฟัน จำแนกเป็นตัวแปรย่อย 3 ตัวแปร ดังนี้
1) ความถี่ในการแปรงฟัน ( toothbrushing Pattern) แต่ละวัน เป็นคำตอบแบบ ปลายเปิด
2) ยาสีฟันที่ใช้ เป็นคำตอบแบบเลือกตอบปลายปิด และ ปลายเปิด
3) การปฏิบัติตนเกี่ยวกับการแปรงฟัน เป็นการเลือก คำตอบ 5 ระดับความถี่
5.2 แบบสอบถามพฤติกรรมการกินอาหารรสหวาน มีข้อคำถาม เกี่ยวกับ ความถี่ในการกินอาหารรสหวาน 10 ชนิด ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการเลือก คำตอบ 5 ระดับความถี่
5.3 การพบทันตทันตบุคลากร มีข้อคำถาม เกี่ยวกับ ความถี่และสาเหตุในการพบทันต
บุคลากร และการพบทันตบุคลากร รับบริการทันตกรรมครั้งล่าสุดของนักเรียน เป็นคำถาม แบบเลือกตอบ
ชุดที่ 2 แบบตรวจฟันผุ
โดยใช้แบบบันทึกที่ดัดแปลงจาก WHO 1977 และ Thitasomakul.et al ประกอบด้วย ผลการตรวจฟันแท้ทุกด้าน แบ่งเป็นฟันกรามตรวจ 5 ด้าน ฟันตัดและฟันเขี้ยว ตรวจและบันทึก 4 ด้าน บันทึกสภาวะของฟันแต่ละด้าน
ชุดที่ 3 แบบสัมภาษณ์ ชนิดที่เป็นโครงสร้างแบบสอบถามสำหรับการสัมภาษณ์ ประกอบด้วย การแปรงฟันในสัปดาห์ที่ผ่านมา วิธีแปรงฟัน และยาสีฟันที่ใช้
ชุดที่ 4 แบบบันทึกการแปรงฟัน ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ แบบบันทึกทักษะการแปรงฟัน และแบบบันทึกประสิทธิภาพการแปรงฟัน
ส่วนที่ 1. แบบันทึกทักษะการแปรงฟัน ดัดแปลง จาก Koerber et al และ Robert et al
เป็นแบบ Check list : yes/no scale โดยบันทึก บริเวณ และตำแหน่งที่วางแปรง การจับแปรง การเอียงแปรงบริเวณขอบเหงือก การขยับแปรง และรอบของการแปรงแต่ละตำแหน่ง
ส่วนที่ 2. แบบบันทึกประสิทธิภาพการแปรงฟันโดยการย้อมสีฟัน ( Plaque Index) ซึ่งดัดแปลงของ Green, J.C. et al Ramjford,1967 อ้างใน Darby M.L. et al และ Silness, J.C. et al
โดยทำการตรวจคราบจุลินทรีย์จากการย้อมสี ที่ปรากฏใน 4 ตำแหน่ง ด้านใกล้แก้มเขตใกล้กลาง (Mesio-buccal) ด้านใกล้แก้มเขตไกลกลาง (Disto-buccal) ด้านใกล้ลิ้นเขตใกล้กลาง (Mesio-lingual) ด้านใกล้ลิ้นเขตไกลกลาง(Disto -lingual) ของฟัน6 ซี่ ประกอบด้วย #16, #21 , #24, #36, #41 และ ซี่ #44 และบันทึกเป็นระดับคะแนน ตั้งแต่ 1-4
การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ
เครื่องมือทั้งหมด ให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 ท่าน เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา 2 ท่าน ทันตแพทย์ 3 ท่าน พยาบาลและแพทย์มุสลิม อย่างละ 1 ท่าน ตรวจสอบความตรง และความถูกต้อง ด้านเนื้อหา และความสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ ทำการแก้ไขและปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ และนำไปทดลองใช้กับ นักเรียนมัธยมปีที่ 1 โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม อำเภอบาเจาะ จำนวน 10 คน เพื่อดูความสามารถในการนำไปใช้ ความสะดวกในการบันทึกและความครบถ้วนของข้อมูล และนำมาหาความเที่ยงของแบบสอบถาม หลังจากนั้น นำมาปรับปรุง และไปใช้เป็นเครื่องมือสำหรับงานวิจัย
การเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนในสังกัดของรัฐ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ตามที่คัดเลือก เมื่อกลุ่มตัวอย่างยินดีเข้าร่วมการวิจัย ผู้ศึกษาจึง ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลเบื้องต้นตามตัวแปรที่ศึกษา ณโรงเรียน โดยไปโรงเรียนแจก แบบสอบถาม และตรวจฟัน ส่วนการเก็บข้อมูลการแปรงฟัน ซึ่งประกอบด้วย การสัมภาษณ์การแปรงฟัน การสังเกตการแปรงฟัน และบันทึกผลการตรวจประสิทธิภาพการแปรงฟัน โดยจะสุ่มลงโรงเรียนโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทั้งกลุ่ม และผู้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลการแปรงฟันและการตรวจฟันคือ ผู้ร่วมวิจัย ประกอบด้วยทันตแพทย์และทันตาภิบาล โดยทันตาภิบาลเป็นผู้สัมภาษณ์ และทันตแพทย์เป็นผู้ตรวจฟัน 1 คน ซึ่งทั้ง 2 คนไม่ทราบว่านักเรียนคนใด โรงเรียนใด เป็นกลุ่มทดลองหรือกลุ่มควบคุม ใช้ผู้ตรวจและสัมภาษณ์คนเดียวกันตลอดการวิจัย ที่ได้รับการชี้แจง ทราบกระบวนการวิจัยและเข้าใจวัตถุประสงค์การวิจัย มีการควบคุมคุณภาพผู้ตรวจฟัน ทั้งก่อนและระหว่างการวิจัย ก่อนทดลอง และมีการควบคุมคุณภาพผู้สัมภาษณ์ด้วยการจัดทำคู่มือการสัมภาษณ์และทวนสอบความเข้าใจของผู้สัมภาษณ์ก่อนสัมภาษณ์ทุกครั้งเริ่มทำการตรวจฟันและ สัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้
ผู้วิจัยนำแบบสอบถาม แบบบันทึกการตรวจฟันและแบบสัมภาษณ์ที่เก็บรวบรวมข้อมูลได้นำมาตรวจสอบความสมบูรณ์ครบถ้วนประมวลผลข้อมูล จากนั้นจึงนำแบบสอบถาม แบบบันทึกการตรวจฟันและแบบสัมภาษณ์ไปทำการและวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ โดยใช้สถิติพรรณนา และทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ t-test และ Chi-Square
ระยะเวลาดำเนินการ มิถุนายน 2553- กันยายน 2554
เป็นรูปแบบการดำเนินงานส่งเสริมที่มากเลยค่ะ ช่วยลงตัวอย่างแบบสอบถาม เครื่องมือต่างๆได้ไหมค่ะ สนใจอยากทำดูบ้าง
ขอตัวอย่างแบบสอบได้ที่ไหน
ดีมากเป็นงานที่น่าสนใจมากเพราะกลุ่มวัยรุ่นนั้นมีปัญหาทั้งเรื่องเหงือกและฟัน และอยากได้แบบสอบถามจังเลยค่ะ
ตัวอย่างแบบสอบถาม หากสนใจกรุณาสอบถามจากหัวหย้าโครงการที่ คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ โดยตรงหรือ ทพญ. โนรีด้า แวยูโซะ โรงพยาบาลทันตกรรม ม.สงขลานครินทร์ค่ะ
ผลงานออกมาได้ผลอย่างไร อย่าลืมส่งบทเรียนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยนะคiรับ นานๆจะเห็นงานสาธารณสุขที่บูรณาการวิถีมุสลิมกับทันตสุขภาพ น่าสนใจจริงๆครับ
สนใจแบบสอบถามค่ะ ว่าแต่แบบอย่างการดูแลฟันของศาสดาศาสนาอิสลามมีการปฏิบัติในพื้นที่มากน้อยแค่ไหนค่ะ หากโครงการนี้บรรลุผลคงจะช่วยสร้างเยาวชนมุสลิมฟันดีแน่นอน
น่าสนใจมาก เพราะทำงานส่งเสริมหญิงตั้งครรถ์มานานยังไม่บรรลุผล คิดอยู่เหมือนกันว่าน่าจะรุกก่อนที่เขาจะมาเป็นแม่คน ในวัยรุ่นนี่แหละค่ะน่าจะเจาะได้ถูกจุด ถ้าทำให้เขามีพฤติกรรมติดตัวไปตลอด