๙ มีนาคม ๒๕๕๓
สวัสดีค่ะครู
เมื่อเช้าหนูตื่นขึ้นมาสวดมนต์เช้า ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ แม้หนูจะรู้สึกเหนื่อยกับตนเอง แต่งตัวไปทำงานตอนเช้า หนูนั่งทำงานไปเรื่อย ๆ ไม่เร่งไม่รีบ วันนี้จัดการงานลอกลายได้เกือบเสร็จสมบูรณ์ หนูถามตนเองว่าทำไมช่วงนี้ทำงานช้าจัง มีความเฉื่อย ๆ เอื่อย ๆ ไม่คึกคักในใจ แต่งานก็ยังต้องทำไปเรื่อย ๆ พอพักเที่ยง แวะไปทานข้าวที่กรมอนามัยและเดินไปซื้อ FBC มาทานเตรียมตัวเพื่อจะได้บริจาคเลือด อีกสามวันข้างหน้า
บ่าย ๆ กลับมาหนูนั่งทำงานต่อ มีโทรศัพท์จากพี่กองการเจ้าหน้าที่ว่า จะเอายังไง ถ้าจะอยู่คือต้องปรับแผน ส่งภายในสองอาทิตย์ และแล้วหนูก็ไม่ลงใจว่าจะกลับบ้านได้ รู้สึกว่าตนเองโง่ ทั้ง ๆ ที่มีโอกาสจะกลับบ้าน แต่มันก็ยังอาลัย อาวรณ์ มีความทะเยอทะยาน เห็นความรู้สึกนี้ของตนก็ทำให้รู้สึกอ่อนใจค่ะครู หนูมีความยึดมั่นถือมั่น และทะยานอยากค่อนข้างรุนแรง จนน่าละอาย สิ่งนี้เองที่ทำให้หนูต้องก้มหน้ารับกรรมที่ต้องเผชิญต่อไป ทั้ง ๆที่ก็อยากกลับบ้านแล้ว แต่พอถึงเวลาต้องตัดสินใจมันเหมือนกับ อยู่ก็ได้ กลับก็ได้ งั้นก็อยู่ละกัน เอ๋า มันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ค่ะครู
ตอนนี้เหมือนสมองสั่งให้กลับบ้าน แต่ใจไม่เอาด้วย มากกว่านั้น ยังมีความอยากเรียนต่อปริญญาเอกปรากฏชัดมาก ๆ ขึ้นมาในใจ หนูก็ถามว่า “ถ้าแกจบมาแล้วไง” มันก็ไม่มีคำตอบให้ตนเอง ดีแต่แถ ๆ ไป จริง ๆแล้วไม่มีใครทำอะไรหนู ไม่มีใครชักจูง แต่ใจหนูเองนี่แหละที่คอยลากตนเองไป ลากตนเองมา กลับกลอกไม่รู้จักหยุดสักทีค่ะครู พอความเหนื่อยล้าเกิดขึ้น เหมือนหนูมีเสียงอ้อนภายในตนเองว่า “ลมหายใจจ๋า หนูขอพึ่งพิงท่านสักหน่อย เหมือนจะไม่ไหวแล้ว” แล้วลมหายใจก็เมตตาหนูให้พอทำงานต่อได้ พอเลิกงานหนูกลับมาเปลี่ยนชุดแล้วไปวิ่งออกกำลังกาย วันนี้ลองไม่ฟังวิทยุขณะวิ่ง หนูมีความคิดอุตหลุดเลยค่ะครู แต่เป็นเหมือนมันไปดึงเรื่องมาทบทวนเอง
เรื่องที่หนูรู้สึกในตนเองว่าโดนปลดล็อค ก่อนหน้านี้แต่ยังไม่ได้ทบทวนในใจตนเองให้ชัดเจน
คือก่อนหน้าเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาหนูกลับไปเจอเพื่อนเก่าและแฟนเก่า ซึ่งหนูมีความรู้สึกผิดค้างคาอยู่ในใจลึก ๆ มาตลอดว่าไปทำร้ายความรู้สึกของเขา ทั้ง ๆ เขาอาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรก็ได้ มาตลอดกว่าสิบปี แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ทำอะไร อยู่ ๆ ก็มีเหตุการณ์ให้เรามาเจอกันที่งานแต่งเพื่อน จังหวะของการปลดล็อคเกิดขึ้น ณ ตอนที่สามีเพื่อนเดินมาเจอหนูและแฟนเก่าเดินเข้าบ้านที่จัดงานแต่งงาน เขาเดินมายิ้มให้เหมือนทักทายแล้วหันไปถามเพื่อนหนูว่า
“She is your lady?”
หนูหันไปมองด้วยใจสบาย ๆ ยิ้มและรอฟังคำตอบแบบนิ่ง ๆ แล้วเขาตอบออกมาว่า
“No, Just friend”
ใจหนูโล่งโปร่งสบายเหมือนโดนปลดปล่อยจากความรู้สึกผิดในตนเอง ที่จองจำใจมาตลอดสิบกว่าปี รอยยิ้มหนูปรากฏออกมาด้วยใจที่สว่าง ณ ตอนนั้น เพียงไม่กี่ประโยค แต่หนูรู้สึกได้ว่า มันจบแล้วความรู้สึกผิดได้หายไปจากใจแล้ว เหมือนการมาเจอกันครั้งนี้เป็นการมาปลดปล่อยกันและกัน แล้วหนูก็ยืนคุยกับสามีเพื่อนต่อ ส่วนเขาก็ขอแยกตัวเดินไปก่อน
ขณะวิ่งหนูสำรวจเข้าไปในใจ ยังมีความรู้สึกผิดค้างคาอยู่ไหม มันไม่เห็นเลยค่ะครู ปมนี้ถูกคลี่คลาย แล้วทำให้หนูเกิดความคิดขึ้นมาว่า “การที่จะแก้ปมอะไรสักอย่าง มันต้องใช้เวลาและใช้จิตใจที่เข้มแข็ง พร้อมเผชิญทุกสิ่งทุกอย่าง ในชีวิตนี้มีปมมากมายที่ถูกผูกขึ้น ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ อย่างนี้รึเปล่านะ ที่ครูเคยเอ่ยไว้ว่า การกลับบ้านมันก็ดี เป็นการช่วยไปแก้ปมในใจเรา”
การวิ่งครั้งนี้เป็นเหมือนการได้ทบทวนใคร่ครวญกับตนเอง หนูไม่ได้ห้ามความคิดค่ะ และก็ไม่ได้ฟุ้งซ่านคร่ำครวญ อย่างนี้นี่เอง ที่ครูเคยบอกหนูว่า “ถ้ามีปัญหาอะไร ก็ให้อธิฐานถามก่อน ให้ถามตนเองก่อนออกวิ่ง แล้ววางลง ค่อยวิ่งภาวนาไปเรื่อย”
ก่อนหน้านี้หนูไม่ค่อยเข้าใจค่ะครู เพราะหนูมักจะหงุดหงิดที่หายใจไม่เป็น หรือบางทีใจฟุ้งซ่านก็จะหงุดหงิดคร่ำครวญ หนูจึงปรับโดยการเอาวิทยุหลวงตา หรือไม่ก็เทศน์ของพระมาฟังขณะที่วิ่งออกกำลังกาย
แต่วันนี้แบตมือถือจะหมด จึงลองเปลี่ยนกลับมาที่การวิ่งภาวนาอย่างเดิม แล้วก็ตามดูความคิดที่ฟุ้งขึ้นมา ขณะวิ่ง ตอนแรกรู้สึกได้ว่า ฟุ้งมาหลายเรื่องและสะเปะสะปะค่ะครู แต่พอวิ่ง ๆ ไปสักพัก มันมาหยุดพิจารณาเรื่องนี้แบบยาว ๆ จนจบ แล้วก็ถามตนเองว่า ยังมีอีกไหม เรื่องนี้ยังค้างคาอยู่อีกไหม มันเป็นแบบนี้ค่ะ
วิ่งเสร็จหนูกลับมาที่ห้อง นั่งทำงาน พรุ่งนี้พี่เขาจะขอดูแผนงาน และบางทีหนูก็เปิดดูอะไรไปเรื่อย ๆ ชะโงกมาอีกทีโทรศัพท์โดนปิดเครื่องเพราะแบตหมด เปิดขึ้นมาหลานชายโทรหาตั้งแต่สองทุ่ม แต่ก็ดึกเกินไปที่จะโทรกลับ หนูจึงอาบน้ำให้สบาย ๆ แล้วค่อยมานั่งเขียนจดหมายถึงครูค่ะ
ศีล
ข้อ ๑ หนูยังมีคร่ำครวญอยู่บ้าง แต่ก็มีความรู้สึกว่าโล่งกว่าเมื่อวาน เหมือนใจหนูผ่านพายุหนัก ๆ มา มันเบาลงแต่ก็ยังเหลือซากปะหลักหักพังให้เห็นให้เก็บกวาดค่ะ
ข้อ ๒ หนูไม่ได้ขโมยของใครค่ะครู แต่วันนี้ ณ ตอนที่เดินย่ำลงไปที่ต้นหญ้าทำให้ใจหนูระลึกถึงคำสอนครูที่เอ่ยไว้ว่า “ใบไม้ ต้นไม้เขาก็เป็นของรักของเขา การที่เราเหยียบย่ำหรือเด็ด ก็เหมือนกับการทำลายของรัก”
ข้อ ๓ ครูค่ะหนูรู้สึกว่าหากหนูมั่นใจว่าคน ๆ นั้นมีเจ้าของแล้ว ใจหนูจะถอยห่างทันที แต่ถ้าใครที่รู้สึกว่าเขายังไม่มีเจ้าของ มันยังเป็นการส่ายแส่หาใครสักคนอยู่ค่ะ
ข้อ ๔ หนูก็ยังทำตามที่ตั้งใจได้ไม่ครบถ้วนค่ะ รู้สึกว่าข้อนี้เป็นข้อที่หนู บกพร่องในตนเองอยู่ค่ะ
ข้อ ๕ หนูไม่ดื่มเหล้า แม้สติไม่ได้ต่อเนื่องตลอด แต่ตอนนี้หนูพอจะมีลมหายใจให้พึ่งพิงได้ค่ะ
กราบขอบพระคุณครูค่ะ