การเมืองประเทศไทย esanclick.com แก้การเมืองคอรัปชั่นต้องแก้ที่ประชาชน ปัญหาใหญ่ขนาดมหึมาที่เป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศไทย หรือความอยู่ดีมีสุขของคนไทยก็ได้แก่ "การคอรัปชั่น"ที่เราพอจะคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดีนั่นเอง ซึ่งอันที่จริงนั้นเจ้าตัวร้ายตัวนี้มันได้ฝังตัวอยู่ในสังคมไทยมาเนิ่นนาน แต่มันได้มีการพัฒนาตัวของมันเองจนเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา คือ ประมาณพ.ศ. 2480 กว่าๆ หรือ เมื่อค่อนศตวรรษมาแล้ว เนื่องจากมีบางคนแสวงหาผลประโยชน์ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำด้วยวิธีนอกระบบ หรือที่เราเรียกว่าเป็นการซิกแซ็กอย่างแยบยลที่ไม่มีใครเคยคิดทำกันมาก่อน จนทำให้คนพวกนั้นร่ำรวยเป็นที่ร่ำลือในทำนองให้ความยกย่อง แล้วกลายเป็นผู้มีเกียรติ์เชิดหน้าชูตาอยู่ในสังคมได้อย่างสุขสบายอย่างมากเลยทีเดียว ทั้งๆทีโดยทั่วไปแล้วคนไทยส่วนใหญ่ยากจนจากผลกระทบของสงครามครั้งนั้นไปตามๆกัน คนไทยในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สองจะเกิดขึ้นมานั้น ได้อยู่กันอย่างสุขสบายตามอัตภาพ เพราะถึงแม้คนใดจะไม่มีเงินทองสำหรับจับจ่ายใช้สอยก็พอจะดำรงชีพอยู่ได้ เนื่องสภาพบ้านเมืองขณะนั้นกล่าวได้ว่า"ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" อีกทั้งสังคมไทยเป็นสังคมการเกษตรที่มีการแบ่งกันกินกันใช้จึงไม่มีใครถึงกับอดอยากกันแต่อย่างไร พื้นฐานของจิตใจก็อยู่ในความใฝ่ในธรรม ประพฤติอยู่ในศืลในธรรม ทำบุญทำทานบำรุงศาสนากันตลอดมา ในช่วงเวลาหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านไปแล้วนั้น พฤติกรรมของคนไทยได้แปรเปลี่ยนไปแทบทุกอย่าง มีการเอารัดเอาเปรียบและฉกฉวยโอกาสกันทั่วไป และที่สำคัญก็คือการเมืองของไทยเริ่มรู้จักการซื้อเสียงจากผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนและการดำเนินการเอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยวิชามารต่างๆ และการกระทำของนักการเมืองที่ใช้เงินหว่านบ้าง การใช้อิทธิพลบ้างนั้น ก็ได้ทำให้คนไทยผู้ยากจนติดนิสัยเรียกร้องสิ่งตอบแทนต่างๆจากนักการเมืองไปตามๆกัน ถึงขนาดมีคำพูดติดปากกันเลยว่า"เงินไม่มา กาไม่เป็น" หรือ "เงินไม่ให้ ไม่ไปลงคะแนน" เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งเท่ากับการคอรัปชั่นในเบื้องต้นของคนไทยเรานี่เอง ด้วยเหตุดังกล่าวแล้วข้างต้น แสดงให้เห็นถึงวงจรอุบาทย์ในการเมืองของไทยที่ยังปรากฏอยู่ตราบถึงทุกวันนี้ นักการเมืองป้อนเงินป้อนโอกาสและอีกหลายๆอย่างจนกลายเป็นสิ่งเสพติดให้กับคนไทยระดับล่างเรื่อยมา มีการพัฒนาให้ดูดีและถือเป็นนโยบายที่พรรคการเมืองทุกพรรคจะต้องถือเป็นตัวอย่างทั่วกัน มิฉะนั้นพรรคการเมืองที่ไม่ประกาศว่ามีนโยบายแบบนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้เสียงส่วนมากในสภาเป็นอันขาด แล้วก็จะกลายเป็นพรรคที่ต้องอดอยากปากแห้งต่อไป ดังนั้น การที่จะพัฒนาการเมืองไทยให้ยกระดับสูงขึ้น และตัดการคอรัปชั่นให้หมดไปจากการฝังตัวอยู่กับพรรคการเมืองของไทยนั้น ต้องแก้นิสัยการคอรัปชั่นของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญด้วย หรือจะพูดว่าเพียงให้คนไทยเลิกพฤติกรรม"เงินไม่มา กาไม่เป็น" ก็จะเป็นการแก้ที่ถูกจุดเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อแก้กันที่จุดเริ่มต้นตรงนี้ได้แล้ว ประเทศก็จะเดินไปข้างหน้าได้อย่างเข้มแข็งยิ่งนัก แทนที่จะต้องเดินอย่างกระย่องกระแย่งด้วยอาการติด"โรคคอรัปชั่น"เหมือนเช่นทุกวันนี้. แต่ต้องไม่ลืมสำนวนที่เคยได้ยินอยู่เสมอมานั่นคือ "พูดมันง่าย แต่เวลาทำมันยาก" เพราะสภาพสังคมความเป็นอยู่ของคนไทยส่วนใหญ่ ยังมีคนยากคนจนเยอะ เงินยังมีความสำคัญที่สุดสำหรับชีวิตเขาอยู่
เห็นด้วยอย่างยิ่งยวด ค่ะครูพี่จ่อย
ตราบใดประชาชนเราทั้งหลายยัง เห็นเงินเป็นพระเจ้า มองผลระยะสั้น เอาแค่เรื่องของฉัน อันอื่นไม่เกี่ยว ถูกเคี่ยวทีค่อยคิด ไร้จิตสำนึก เปิดศึกกันเอง ไม่เกรงกลัวต่อบาป หรือทราบ แต่ ... ช่างมันเผือก
" เมื่อวันที่หวัง ยังรอต่อไป ด้วยใจมั่นคง แม้คืนวันไกลห่าง แม้เวลาล่วงเลย ... มันก็จะมีอยู่ เป็นนิรันดร์ ... ไม่แน่ใจว่า อีก ๔ ปี มันอาจจะลดลง หรือหายวับไปเลยก็ได้มังคะ ครูพี่จ่อย ;) "" ยังหวัง ยังรอ ไม่ขออะไรมากมาย ;)
เรียนครูจ่อยคะในเมื่อประชาชนเป็นใหญ่ก็ต้องแก้ที่ประชาชน(ทุกๆเรื่อง)ค่ะครู
ซูฮกเลยค่ะครูพี่จ่อย อย่างนี้กลายเป็นฮีโร่ ขวัญใจคนดี ที่กล้าต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ค่ะ
อย่างน้อยที่สุด ครูพี่จ่อยก็เป็นแบบอย่างที่ดี และทำให้พวกหลงผิดเค้ารู้ว่า ไผเป็นไผ
ใครเป็นคนจริง ;) ใครไม่รู้ แต่ฟ้ามีตาค่ะ ๕ ๕ ... พวกไม่มีหิริ โอตัปปะอาจตกจากฟ้าได้ในวันใด วันหนึ่งค่ะ
ปูยังไม่บ้านะคะ อิ อิ แค่เป็นสมาชิกคนรักน้องฟ้ากะนายเมฆ เท่านั้นค่ะ มาบอกว่า
เห็นด้วยค่ะ น้องชาย
รับรองเท้าไปข้างหนึ่งก่อน พอได้เป็น สส.จริงๆแล้ว จะแจกอีกข้างหนึ่ง ถือเป็น คอรัปชั่นไหมคะ