ผมมีโอกาสอ่านข้อมูลเพื่อการศึกษากิจกรรมบำบัดและประชุมร่างเกณฑ์รับรองหลักสูตรนักกิจกรรมบำบัด Vs ผู้ช่วยนักกิจกรรมบำบัด ณ กระทรวงสาธารณสุข เลยคิดประเด็นที่อยาก ลปรร กับผู้สนใจ

Clinical Therapist คือ ผู้บำบัดที่มีกรอบความคิดหรือเครื่องมือทางความคิด แล้วพิจารณาจนเกิดทักษะการให้เหตุผลทางคลินิก (Clinical Reasoning Skills) ในการประเมินและการจัดกิจกรรมการรักษาแก่ผู้รับบริการ เช่น นักกิจกรรมบำบัด

Technical Therapist คือ ผู้บำบัดที่มีความรู้เชิงเทคนิคการรักษาโดยการศึกษาค้นคว้าจนเกิดประสบการณ์ทางคลินิก และ/หรืออบรมเฉพาะทางเทคนิคเพิ่มเติม หลายครั้งที่มีความเชื่อและตอบสนองในรายละเอียดของเทคนิคการรักษา (Technical Response)มากกว่าการประยุกต์กรอบความคิดและการให้เหตุผลทางคลินิก เช่น นักกิจกรรมบำบัดที่เน้นเทคนิคการปรับพฤติกรรมมากเกินกว่าหลักการกิจกรรมบำบัด

ประเด็นที่เปรียบเทียบข้อดีในตัวอย่างนักกิจกรรมบำบัด

ข้อดีที่มี Clinical Reasoning มากกว่า Technical Response คือ นักกิจกรรมบำบัดสามารถมีกระบวนการคิดที่แสดงบทบาทที่หลากหลายในการพัฒนาความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการ

ข้อดีที่มี Clinical Reasoning น้อยกว่า Technical Response คือ นักกิจกรรมบำบัดสามารถมีเทคนิคเฉพาะด้านและบทบาทเฉพาะกลุ่มผู้รับบริการที่มีการวิจัยและพัฒนาถึงประสิทธิผลของเทคนิคนั้นๆ

ข้อดีที่มีทั้ง Clinical Reasoning พอๆกับ Technical Response คือ นักกิจกรรมบำบัดสามารถแสดงบทบาททั่วไปและบทบาทเฉพาะทาง รวมทั้งมีความคิดความเข้าใจถึงสัดส่วนการใช้เทคนิคการรักษาที่เหมาะสมกับการให้เหตุผลทางคลินิกทั้งกลุ่มผู้รับบริการที่มีความบกพร่องหลากหลายหรือเฉพาะเจาะจง

ตัวอย่างของการใช้เหตุผลทางคลินิกโดยพิจารณาเทคนิคบางส่วน เช่น การนำเทคนิคการดัดแปรสิ่งแวดล้อมของกลุ่มที่มีปัญหาการประมวลผลความรู้สึกมาใช้ในกลุ่มสายตาเลือนลาง (ลองคลิกดูเทคนิคทั้งหมดที่ http://www.sensory-processing-disorder.com/environmental-modifications.html ซึ่งต้องมาคิดอีกครั้งว่า จะเลือกประยุกต์ใช้ในกลุ่มเป้าหมายอย่างมีเหตุผลทางคลินิกอย่างไร)

หรือบางครั้งต้องมีการสื่อสารระหว่างผู้บำบัดที่เน้นเทคนิคกับผู้บำบัดที่เน้นการให้เหตุผลทางคลินิก เช่น

การทำความเข้าใจเรื่อง Apraxia (ปัญหาการวางแผนเคลื่อนไหวทั้งระบบควบคุมประสาท) กับ Dyspraxia (ความบกพร่องของการวางแผนการเคลื่อนไหวบางระบบควบคุมประสาท) ซึ่งบางครั้งผมเองก็สับสนและเข้าใจรวมกันว่าเป็นปัญหาการวางแผนการเคลื่อนไหวเหมือนกัน แต่ต้องใช้เทคนิคการประเมินเฉพาะปัญหา เช่น การวางแผนการเคลื่อนไหวจากภาษาท่าทาง การวางแผนการเคลื่อนไหวจากภาษาพูด การวางแผนการเคลื่อนไหวจากรูปแบบโครงสร้างของวัตถุในกิจวัตรประจำวัน เป็นต้น ลองอ่านเพิ่มที่ http://www.patient.co.uk/doctor/Dyspraxia-and-Apraxia.htm