เล่าต่อจากคราวที่แล้ว
โอกาส เมื่อได้ยินคำนี้ทุกคนคงอยากได้กันทุกคน แต่มีสักกี่คนละที่จะได้โอกาส เริ่มต้นของเรื่องผมมีโอกาสได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครู อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนที่ผมไปสอนเป็นโรงเรียนสาขา นักเรียนในโรงเรียนนี้เป็นชนเผ่าม้ง ผมสอนอยู่ที่นั้น 3 ปี สอน 2 ชั้นเรียน คือ ป.2 กับ ป.5 สอนทุกกลุ่มสาระ แต่มีวิชาหนึ่งที่ผมพบว่าเป็นวิชาที่สอนยากที่สุด นั้นก็คือวิชาภาษาไทย เพราะว่านักเรียนของผม เขาใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สาม ทำไมถึงเป็นภาษาที่สาม ก็เพราะว่า เมื่อนักเรียนอยู่ที่บ้านเขาจะพูดภาษาม้ง จากดอยไปในตัวเมืองเชียงใหม่ เขาจะใช้ภาษาเมือง “อู้คำเมือง” สำหรับภาษาไทยนั้นจะใช้กับพูดครู เท่านั้น ผมมีโอกาสได้ทบทวนตนเองหลังเลิกเรียน และได้ทราบว่า ความรู้ที่เรามีและที่เราสอนเด็กนักเรียน ยังทำได้ไม่สมบูรณ์มากนัก เพราะผมไม่ใช่ครูที่จบวิชาเอกภาษาไทยโดยตรง และผมก็เป็นคนอีสาน ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นหลักในการสื่อสาร ถึงอย่างนั้นก็ตามการที่จะสอนให้นักเรียนชนเผ่าอ่านออกเสียงและเขียนภาษาไทยถูกต้องเป็นไปได้ยาก
ต่อมาผมได้ย้ายกลับมาอยู่ที่ โรงเรียนใน สพท.หนองคาย เขต 2 เป็นโรงเรียนเล็ก ครูไม่มาก ก็มีโอกาสได้สอนในกลุ่มรายวิชาวิทยาศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ ที่นี้ยังมีความสุขดีในการสอนเด็ก เพราะเป็นวิชาที่ตนเองถนัด หลังจากนั้น 1 ปี ได้ทำเรื่องย้ายตนเอง มาสอนโรงเรียนใน สพท.หนองคาย เขต 3 กลับบ้านเกิดที่นี้ได้สอนนักเรียน 3 โรงเรียนด้วยกัน โรงเรียนแรก เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนนี้ผมสอน 2 ชั้นเรียน คือ ป.2 ป.3 ที่นี้จัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในการแก้ปัญหาครูไม่ครบชั้นเรียน
โรงเรียนที่ 2 เป็นโรงเรียนขนาดเล็กเหมือนกัน แต่ต่างกันที่โรงเรียนนี้นักเรียนน้อยกว่า และไม่มีสื่อในการใช้สอนเสริมเด็กครูจะต้องสอนเองทุกกลุ่มสาระ และต้องทำงานพิเศษอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นงานธุรการ การเงิน พัสดุ ภารโรง พยาบาล ทำทุกอย่างที่เขตพื้นที่ มอบหมาย ยอมรับว่าเราเป็นครูสอนที่ไม่ได้เรื่อง ต้องมอบหมายงานเด็กไว้แล้วจึงมาทำงานธุรการ กรอกข้อมูล ดูหนังสือราชการ ปัญหามันเริ่มเกิดตรงนี้ ครูไม่มีเวลา นักเรียนมีความสามารถแตกต่างกัน บางคนเก่ง อธิบายนิดเดียวเข้าใจ บางคนเรียนรู้ได้ช้าคือ อธิบายเท่าไหร่ก็ยังไม่เข้าใจ ถามว่าครู จะสนใจใครมากกว่า ผมมีแนวคิดที่จะทำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมาใช้กับนักเรียนกลุ่มที่เรียนรู้ได้ช้า พอทดลองสอนได้สักระยะหนึ่งก็ย้ายโรงเรียน
โรงเรียนที่ 3 โรงเรียนปัจจุบันที่ผมสอนอยู่ ที่นี้ดีขึ้นกว่าเดิมเป็นโรงเรียนขยายโอกาส ผมสอนรายวิชาเดียว คือ วิชาคอมพิวเตอร์ ป.1-ม.3 มีโอกาสได้พูดคุยกับเพื่อนครูที่สอนในระดับชั้นประถมศึกษาเกี่ยวกับเด็กนักเรียนกลุ่มที่ไม่ค่อยสนใจเรียน จะว่าไปก็คงไม่ถูกเพราะเด็กบางคน ภาษาไทยอ่านไม่ได้เขียนก็ไม่ได้ เลขก็คิดไม่เก่ง แต่วิชาพลศึกษา และคอมพิวเตอร์กับต่างกัน ใช้เขาทำอะไรได้หมดยกเว้นอ่านหนังสือและบวกเลข ภาคอีสานเรียก “ปึก” ในทางวิชาการเรียกว่า “เด็กบกพร่องทางการเรียนรู้” เด็กกลุ่มนี้จะปะปนอยู่ในชั้นเรียนทุกชั้นเรียน และเขาจะไม่ได้รับความสนใจจากครูมากนัก พูดง่ายๆ คือเป็นชนกลุ่มน้อย อ่านไม่ได้ไม่เป็นไร คิดเลขไม่เป็นไม่เป็นไร เพื่อนส่วนใหญ่ทำได้ ค่อยว่ากันใหม่ นักเรียนกลุ่มนี้เลยไม่มีโอกาส
จากการพูดคุยกันในกลุ่มครูผู้สอนในการแก้ปัญหาเด็กนักเรียนกลุ่มนี้ หลายคนเสนอว่าน่าจะทำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพราะเป็นสื่อที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และเรียนซ้ำได้ด้วยตัวนักเรียนเอง และเป็นสื่อที่กระตุ้นความสนใจของนักเรียนเป็นอย่างดีและผมได้นำเสนองานที่ผมเคยทำเมื่อตอนอยู่โรงเรียนกว่าให้ฟัง ทุกคนก็เห็นด้วยและสนับสนุนเต็มที่ คราวนี้ถึงรายวิชาที่จะต้องทำเป็นอันดับแรก ผมมีทุนเดิม ในใจอยู่แล้วเรื่องวิชาภาษาไทยครั้งที่สอนนักเรียนชาวเขา จึงเสนอในที่ประชุม ให้ทำเรื่องของภาษาไทยก่อนเป็นอันดับแรกเพราะ เมื่อผู้เรียนสามารถอ่านออกเขียนได้แล้วความรู้อย่างอื่นก็จะตามมา และเป็นการปลุกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ภาษาไทยด้วย ที่ประชุมเห็นด้วยตามที่เสนอ เพื่อสร้างโอกาสให้กับนักเรียนบกพร่องทางการเรียนรู้กลุ่มนี้
เริ่มต้นในการพัฒนานวัตกรรม ผมได้ปรึกษากับครูผู้สอนวิชาภาษาไทย ป.1-ป.3 ถึงที่เรื่องที่จะทำจนได้ข้อสรุปในการทำนั้นคือเรื่อง การผันอักษร เพราะเป็นพื้นฐานในการอ่านออกเสียง เมื่อได้เนื้อหาในการจัดทำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแล้ว ได้ออกแบบบทเรียนโดยใช้โปรแกรม Autherware ในการพัฒนานวัตกรรมครั้งนี้ผมได้ศึกษาค้นคว้าข้อของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในแต่ละแบบ และสอบถามกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้จนได้รับคำชี้แนะและแนวทางในการพัฒนา ซึ่งในบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ของผมนั้นผู้เรียนจะได้ยินเสียงบรรยายประกอบ ทุกหน้า ไม่ว่าจะเป็นเมนู บทเรียน แบบฝึกหัด ว่ากันง่ายๆ คือเด็กอ่านไม่ออกก็ใช้ได้ แต่ครูจะต้องบอกให้นักเรียนพูดตาม ในการฝึกผันอักษร โดยใช้แนวคิดที่ว่า ตาดูหูฟัง ปากขยับ สมองคิดตาม และได้นำบทเรียนที่ได้ไปทดลองใช้กับนักเรียนเพื่อหาจุดบกพร่องและปรับปรุงและพัฒนา จนได้บทเรียนที่น่าพอใจ หลังจากนั้นได้นำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมาใช้กับนักเรียนที่บกพร่องทางการเรียนรู้ และนักเรียนปกติ ได้รับความสนใจและตอบรับที่ดีจากนักเรียน
จากแนวคิดในเรื่องของการสอนภาษาไทย จนมาถึงนักเรียนบกพร่องทางการเรียนรู้ ส่งผลให้ในปีการศึกษา 2552 โรงเรียนได้รับรางวัลเหรียญเงิน จากการคัดสรร หนึ่งโรงเรียนหนึ่งนวัตกรรม ของคุรุสภา ระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครูผู้สอนได้รับรางวัล เหรียญทอง นวัตกรรมครูภาษาไทย ระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยังมีมูลนิธิศุภนิตมิตรแห่งประเทศไทย จ.ร้อยเอ็ด นำคณะครูมาศึกษาดูงาน
ท้ายสุดบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ผมทำขึ้นคงไม่ทำให้นักเรียนของผมสามารถอ่านหนังสือพิมพ์ได้จนคล่อง อ่านออกเสียงชัดเจนทุกคำ แต่ผมก็ภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการหยิบยื่นโอกาสให้นักเรียนบกพร่องทางการเรียนรู้ ให้เขาได้มีโอกาสเรียนรู้ตามศักยภาพของเขา ตามเวลาและโอกาสที่อำนวย นอกจากนี้ผมยังอยากจุดประกายความคิดของคนไทยให้ตระหนักถึงคุณค่าของภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาประจำชาติที่ทุกวันจะเริ่มใช้ผิดมากขึ้น อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปสำหรับคนที่มีโอกาส สำหรับตนที่ไม่มีโอกาสจงสร้างโอกาสให้กับตนเอง