๒ มีนาคม ๒๕๕๓

สวัสดีตอนเช้าค่ะคุณครู

          หลังช่วงเวลาแห่งเผชิญสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต หนูคิดถึงครูจังเลยค่ะ กลับบ้านรอบนี้เป็นการวางแผนล่วงหน้าก่อน ทำให้หนูได้เรียนรู้ทั้งการเป็นไปตามปกติชีวิต และการภาวนา ตอนเย็น ๆ วันศุกร์ (๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓) หนูแบกกระเป๋าและสิ่งที่หลวงพี่ท่านวานให้จัดหาให้ ขนาดของกระเป๋าดูจะใบเขื่องกว่าปกติค่ะ แต่หนูก็ยินดีที่ได้มีโอกาสรับใช้ ระหว่างทางที่หนูกำลังเดินไปขึ้นรถ เส้นทางในครั้งนี้หนูเดินผ่านอาคารผู้โดยสารชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นเส้นทางไปใต้ ปกติหนูจะออกจากชั้นสามของอาคารหมอชิต ขณะที่เดินผ่านหน้าเซเว่น หนูเห็นว่ามีพระยืนอยู่จึงเดินแบบก้ม ๆ รู้สึกเหมือนมีคนเรียกหนูจึงหยุด แล้วเห็นว่าเป็นพระที่สวมจีวรสีกรัก ท่านเอ่ยรบกวนให้หนูซื้อเครื่องดื่มให้ หนูจึงเข้าไปซื้อในเซเว่นซึ่งมีคนจำนวนมาก หนูจึงซื้อน้ำและยาดมเพิ่มถวายให้ท่านเพราะคิดว่าน่าจะดีหากมีไว้ระหว่างการเดินทาง หนูนำมาถวายท่านโดยวางไว้ที่ตู้โทรศัพย์ข้าง ๆ แล้วท่านก็มอบเหรียญหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด รุ่นอะไรหนูจำไม่ได้แล้วค่ะครู พร้อม ๆ กับคาถาของหลวงพ่อโต แล้วท่านก็เอ่ยกับหนูว่า ท่านกำลังจะเดินทางไปภาคใต้ หนูกราบลาท่าน แล้วก็เดินไปรถรถที่ชานชลา อืมครูค่ะ การได้มีโอกาสให้ในสิ่งที่ผู้รับต้องการนี่เป็นอะไรที่อิ่มจังเลยค่ะครู เป็นความรู้สึกยินดีที่ได้ให้ ระลึกถึงก็ยังรู้สึกอุ่น ๆ เป็นสุขในใจ

วันนี้เป็นการนั่งรอรถนานกว่าปกติเพราะว่ารถติดแล้วรถไม่สามารถเข้ามารับคนตามเวลาได้ หนูได้โอกาสนั่งภาวนา มองผู้คนที่อยู่รายล้อมแล้วหนูก็ระลึกถึงคำสอนครูว่า “หมอชิตก็คือหมอชิต ก็ต้องมีเสียงมีอยู่คนอย่างที่หมอชิตเป็น พึ่งน้อมรับ และอยู่กับเขาอย่างเข้าใจ”

จากเดิมที่หนูว่าจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาฟังเสียงอัดต่าง ๆ จึงเปลี่ยนเป็นนั่งดู “ใจ” สังเกตใจตนเอง บางทีก็เป็นความกังวล บางที่ก็รู้สึกสงสาร ผู้คน บางทีก็สลดว่า ทำไมหนอ อะไรทำให้แต่ละคนดูมีทุกข์ขนาดนี้ แต่ใจหนูก็ไม่ถึงกับร้อนรนค่ะครู รอประมาณชั่วโมงครึ่งรถก็เข้ามาได้ หนูจึงขึ้นรถเจอเพื่อน ๆและรุ่นน้องในหมู่บ้านและญาติ ๆ หลายคนในรถเลยค่ะ ทำให้หนูนึกถึงที่ครูเคยพูดว่า “ไม่มีอะไรเป็นเรื่องบังเอิญ” หนูคงเคยเจอและใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนเหล่านี้มาหลายครั้งแล้ว เพียงแค่จำไม่ได้

วันนี้หนูขอเล่าแค่นี้ก่อนนะคะครู เดี๋ยวหนูมาต่อค่ะ