เรากำลัง...ส่งเสริม สนับสนุน R2R แบบnormal distribution หรือเปล่าคะอาจารย์?
เป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาในความคิด หลังจากที่ได้อ่านบันทึก ชีวิตที่พอเพียง : ๙๕๕. มายาของ Normal Distribution ของท่าน อ.หมอวิจารณ์ มโนภาพแรกที่แว้ปเข้ามาไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่เรากำลังนำเรื่องของ normal distribution มาเป็นฐานในการทำสิ่งต่างๆ หรือเปล่า แล้วประเด็นไหนตก curve เราก็จะกระโดดเข้าไปตัดสินหรือพิพาก ด้วยความดีหรือไม่ดี...ความเหมาะไม่เหมาะ ความถูกต้องไม่ถูกต้อง
ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สองด้านนี้มักจะก้าวไปด้วยกันเสมอ และต่างเป็นพลังหนุนนำกัน...
ในการทำเรื่องพัฒนาคุณภาพต่างๆ เองก็เช่นเดียวกัน...
เรามักนำเรื่องของ norm ทั่วไปมาตัดสิน...แต่จริงๆ แล้วในความเป็นธรรมชาติของสิ่งๆ นั้น องค์กรนั้นๆ หรือบุคคลนั้น มีความต่าง...
ทำให้ข้าพเจ้านึกไปถึง งานวิจัยของคุณโอ...พยาบาลวิชาชีพที่อยู่บนดอยสูงเมืองปาย ที่หอบหิ้วงานวิจัยม้ง ไปนำเสนอที่ต่างๆ แต่กลับถูกตีกระเจิงยัยเยิน เพราะคุณค่างานวิจัยตก curve ของเรื่องระเบียบวิธีวิจัย และความถูกต้อง แต่เราพลาดโอกาสของการได้ฟังความคิด ความรู้สึก และมุมมองต่อปัญหา ที่ทำไมพยาบาลชาวม้งนี้ถึงปรารถนาอยากจะหยิบเรื่องนี้มาศึกษา หรืองานวิจัยของน้องโย๋ พี่ปราง..หรือใครอีกหลายๆคน... หากเราน้อมใจ เปิดประตูใจ...เราจะช่วยกันชี้แนะความงดงามให้เกิดขึ้นในกระบวนการทางปัญญาของเขา และนำพาไปสู่การเรียนรู้เพื่อค้นหาคำตอบแห่งปัญหาได้อย่างลุ่มลึก ลึกซึ้งขึ้น มากกว่าตัดสินว่างานวิจัยของเขาเหล่านี้ถูกหรือผิด ดีไม่ดี
เรื่องราว...เช่นนี้ เกิดขึ้นมากมายเลย จากคำบอกกล่าวของคนหน้างานตัวเล็กๆ ที่ไม่ชำนาญในการทำวิจัยแต่ใจนี้อยากจะทำ แต่เขาจะถูกลิดรอนด้วยเพราะว่าเขาจัดอยู่ในกลุ่มที่ตกขอบของ curve
และข้าพเจ้าก็สงสัยต่อไปว่า... หากน้องอ๋อย ฝ่ายสนับสนุนที่ทำงานเป็นคนตัวเล็กๆ ในหน่วยจ่ายกลาง...ส่งงานวิจัยไปเทียบเคียงกับแพทย์ พยาบาล นักวิชาการต่างๆ งานของน้องอ๋อยจะถูกหยิบขึ้นมามองหาความงามของชิ้นงานหรือเปล่านะ... หรืออาจจะถูกวาง เพียงเพราะตก curve ที่ว่า น้องอ๋อยไม่เคยเรียนวิจัย ไม่เคยทำวิจัยและน้องอ๋อยไม่ใช่นักวิชาการ...หรือว่า...?
น่านะ...ก็เป็นเช้านี้ที่ได้ต่อยอดความคิด...อย่างสนุกๆ...

ขอบพระคุณค่ะพี่โอ...
ดีใจจัง..ได้เห็นภาพพี่โอ...ที่ถ่ายคู่กับท่าน อ.หมอวิจารณ์
ติดตามเรื่องR2R ขอบคุณค่ะ ตรงประเด็น และปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นมากในวงการครู car ของครูก็ตกแบบกระเจิง กระจายไม่เป็นท่าเลย เพราะนักวิชาการระดับใหญ่ท่านมองรูปแบบมองระเบียบวิจัยมากกว่าปัญหา ข้อคิดเห็น และแนวทางการแก้ปัญหาที่สามารถแก้ปัญหาได้จริง
ผมขอเชียร์ครับ ผมก็ทำวิจัยแบบถูกตีหน้าแตกยับเยินเหมือนกันครับ เพราะบังเอิญไปทำ AI ซึ่งเน้นการค้นหาสิ่งที่ work ในระบบ พูดง่ายๆเราว่ากันที่จุดแข็งและโอกาสก่อน แทนที่จะเริ่มแก้จากจุดอ่อน แถมทดลองขยายผลเป็นวัดรายได้ วัด Performance ตัวเลขไม่มี เพราะบางเรื่องมันป็นร่องรอยครับ
ปรากฏว่าใหม่ๆ ถูกหัวเราะ ลูกศิษย์ถูกไล่บี้จนร้องให้ก็มีครับ แต่ก็ได้บทเรียน ศิษย์เก่า (หนึ่งคน) ที่เป็นระดับผู้ใหญ่ ถึงกับเสนอไห้ วิทยาลัยไม่ให้นำ case ที่ใช้ AI มาสอบ ประมาณว่าขอแบนก็มีครับ ปรากฏว่าที่ประชุมยังให้โอกาสครับ
ในที่สุดเริ่มมีคนเข้าใจ นั่นก็ปีที่ 4 ครับ ปีนี้คงดีขึ้นกว่าเดิม
ขอให้สู้ต่อไปครับ เคยยับเยินชนิดอยากขายบ้านทิ้งเลิกเป็นนักวิชาการ ไปขายพวงมาลัยก็เคยเป็น แต่เดี๋ยวนี้ไม่สนใจแล้วครั
ให้กำลังใจนะครับ แวะมาม.ขอนแก่น มา Present ให้พวกเราฟังก็ได้ รับรองคุณจะได้กำลังใจจากพวกเราสุดๆครับ