• ผมได้ชื่อว่าเป็น นศพ. ที่เอาถ่าน ตั้งใจเรียน และมีความประณีต   ตอนปิดเทอมปี ๑ ผมไปช่วยอาจารย์หมอชูศักดิ์ เวชแพศย์ ภาควิชาสรีรวิทยา เขียนไดอะแกรมบนกระดาษไข  คำสอนวิชาสรีรวิทยาสำหรับ นศพ. รุ่นน้อง    สมัยนั้นยังไม่มีเครื่องถ่ายสำเนา มีแต่เครื่องอัดสำเนาซึ่งต้องมีกระดาษไขเป็นแม่แบบ   ผมไปนั่งเขียนในห้องสมุดติดแอร์  ในห้องซึ่งขณะนี้เป็นห้องประชุมกรรมการคณะ ขั้น ๒ ตึกอำนวยการ
• พอปลายปี ๒ เพื่อนมาบอกว่าอาจารย์หมอประเวศชวน นศพ. ไปทำวิจัยเรื่อง จี-๖-พีดี (G6PD ย่อมาจาก Glucose – 6 – Phosphate Dehydrogenase) ซึ่งต้องตรวจจากเลือด   ก็ชวนกันไปหาอาจารย์    เข้าใจว่าไปกันประมาณ ๑๐ คน   ท่านให้ทำงาน ๒ โครงการ   โครงการแรกเป็นการทดสอบกรอง (screening test) หาว่าใครบ้างที่พร่องเอ็นไซม์นี้   โครงการหลังเป็นการตรวจหาปริมาณเอ็นไซม์ในเม็ดเลือดแดง   ท่านบอกว่าวิธีหลังนี้ต้องการคนละเอียดและมอบให้ผมทำ    เป็นครั้งแรกที่ผมได้ฝึกใช้ spectrophotometer   งาน G6PD นี้จะเป็นงานที่ผมตัดสินใจทำวิจัยลงลึกในภายหลัง หลังจากจบแพทย์และไปเรียนปริญญาโทพันธุศาสตร์กลับมา    เป็นผลงานที่ทำให้ผมได้เป็นศาสตราจารย์ 
• ช่วงเรียนปี ๓ อาจารย์หมอประเวศ ก็จัดให้ นศพ. ๒ คนเสนอผลงานวิจัยในการประชุมเสนอผลงานวิจัยประจำสัปดาห์ของคณะ เป็นที่ฮือฮากัน    คนที่นำเสนอคือ ประยูร ชัยพฤกษ์ เสนอผลการศึกษาอุบัติการณ์ของ G6PD Deficiency   ผมเสนอผลการวัดปริมาณ G6PD ในเม็ดเลือดแดงผู้ชายหลายร้อยคน    งานที่ผมทำไม่ได้แสดงความเปรื่องปราชญ์ใดๆ เลย    แต่แสดงธาตุทรหดอดทนแบบควายของผมบวกกับความละเอียด
• พออยู่ปี ๔ อาจารย์หมอประเวศ เรียกไปพบ บอกว่าจะหาทุนให้ไปเรียนปริญญาเอกด้าน Population Genetics เอาไหม    ท่านบอกว่าตอนเด็กๆ ผมเรียนคณิตศาสตร์เก่ง เหมาะกับการไปเรียน Population Genetics ซึ่งต้องใช้ความรู้ด้านคำนวณ    ผมปรึกษาพ่อแม่แล้วรับปากอาจารย์   นี่คือเริ่มต้นความผิดต่ออาจารย์หมอประเวศที่ผมจะปฏิบัติอีกอย่างน้อย ๒ ครั้ง
• บัณฑิตแพทย์ศิริราชรุ่น ๗๑ จบปี ๒๕๐๙ มีวลี หฤษฎางกูรสอบได้คะแนนสูงสุด   แต่ไม่มีใครได้ทุนอานันทมหิดลซึ่งถือเป็นเกียรติสูงสุดสำหรับผู้จบแพทย์   แต่ที่จุฬาฯ ฤทัย สกุลแรมรุ่งได้รับพระราชทานทุนไปเรียนสาขาจุลชีววิทยา   และที่เชียงใหม่ รศ. นพ. สุธี สุทัศน์ ณ อยุธยา ได้รับพระราชทานทุนไปฝึกอบรมด้านศัลยกรรมกระดูก    มีคนเข้าใจผิดว่าผมได้รับทุนอานันทมหิดลอยู่เสมอ    แต่ในภายหลังผมได้เป็นกรรมการสาขาแพทยศาสตร์ของมูลนิธิอานันทมหิดล และตอนนี้เป็นรองประธานคนที่สอง  

วิจารณ์ พานิช
๒๘ พค. ๔๙