ลีลาการเรียนรู้ (Learning Style)
ลีลาการเรียนรู้ (Learning  Style)

                                                                           รศ.มัณฑรา  ธรรมบุศย์

โลกยุคนี้เป็นยุคของความรู้และข้อมูลข่าวสาร  ผู้ใดมีความรู้และข้อมูลมากกว่าย่อมได้เปรียบกว่า  ทั้งนี้เนื่องจากข้อมูลที่เป็นความรู้เพิ่มมากขึ้นทุกวัน   และทุก ๆ 5 ปีข้อมูลข่าวสารจะทวีขึ้นเป็น 2 เท่า   นอกจากนี้ยังไม่มีใครสามารถสอนความรู้ที่มีอยู่ในโลกนี้ให้แก่เราได้ทั้งหมด    โรงเรียนจึงควรเตรียมเด็ก ๆ และเยาวชนให้รู้จักแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่องด้วยตนเอง   เพื่อมิให้เด็กและเยาวชนเหล่านั้นกลายเป็นคนล้าหลัง และก้าวตามโลกไม่ทันภายหลังจากออกจากโรงเรียนแล้ว   การสอนให้เด็กเรียนรู้วิธีเรียนที่ถูกต้อง (Learn how to learn) จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยครูต้องเข้าใจและตระหนักเป็นอันดับแรกว่า เด็กแต่ละคนมีลีลาหรือรูปแบบการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน  ครูที่สามารถรู้ว่าเด็กแต่ละคนในชั้นมีรูปแบบการเรียนรู้เป็นแบบใดจะประสบความสำเร็จในการส่งผ่านความรู้ไปยังนักเรียน  ทำให้เด็กได้พัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างเต็มความสามารถมากที่สุด

นักจิตวิทยาที่ศึกษารูปแบบการเรียนรู้หรือลีลาการเรียนรู้ของมนุษย์ (Learning style) ได้พบว่า  มนุษย์สามารถรับข้อมูลโดยผ่านเส้นทางการรับรู้ 3 ทาง  คือ  การรับรู้ทางสายตาโดยการมองเห็น (Visual  percepters)   การรับรู้ทางโสตประสาทโดยการได้ยิน (Auditory percepters)  และ การรับรู้ทางร่างกายโดยการเคลื่อนไหวและการรู้สึก (Kinesthetic percepters)   ซึ่งสามารถนำมาจัดเป็นลีลาการเรียนรู้ได้ 3 ประเภทใหญ่ ๆ   ผู้เรียนแต่ละประเภทจะมีความแตกต่างกันคือ

1)  ผู้ที่เรียนรู้ทางสายตา (Visual learner)   เป็นพวกที่เรียนรู้ได้ดีถ้าเรียนจากรูปภาพ    แผนภูมิ  แผนผังหรือจากเนื้อหาที่เขียนเป็นเรื่องราว   เวลาจะนึกถึงเหตุการณ์ใด ก็จะนึกถึงภาพเหมือนกับเวลาที่ดูภาพยนตร์คือมองเห็นเป็นภาพที่สามารถเคลื่อนไหวบนจอฉายหนังได้  เนื่องจากระบบเก็บความจำได้จัดเก็บสิ่งที่เรียนรู้ไว้เป็นภาพ   ลักษณะของคำพูดที่คนกลุ่มนี้ชอบใช้ เช่น   “ฉันเห็น”  หรือ “ฉันเห็นเป็นภาพ…..”

              พวก Visual learner  จะเรียนได้ดีถ้าครูบรรยายเป็นเรื่องราว  และทำข้อสอบได้ดีถ้าครูออกข้อสอบในลักษณะที่ผูกเป็นเรื่องราว  นักเรียนคนใดที่เป็นนักอ่าน  เวลาอ่านเนื้อหาในตำราเรียนที่ผู้เขียนบรรยายในลักษณะของความรู้   ก็จะนำเรื่องที่อ่านมาผูกโยงเป็นเรื่องราวเพื่อทำให้ตนสามารถจดจำเนื้อหาได้ง่ายขึ้น    เด็ก ๆ ที่เป็น Visual learner  ถ้าได้เรียนเนื้อหาที่ครูนำมาเล่าเป็นเรื่อง ๆ จะนั่งเงียบ สนใจเรียน  และสามารถเขียนผูกโยงเป็นเรื่องราวได้ดี  

              ผู้ที่เรียนได้ดีทางสายตาควรเลือกเรียนทางด้านสถาปัตยกรรม  หรือด้านการออกแบบ   และควรประกอบอาชีพมัณฑนากร  วิศวกร   หรือหมอผ่าตัด

              พวก Visual learner จะพบประมาณ 60-65 % ของประชากรทั้งหมด

2)  ผู้ที่เรียนรู้ทางโสตประสาท (Auditory  Learner)  เป็นพวกที่เรียนรู้ได้ดีที่สุดถ้าได้ฟังหรือได้พูด จะไม่สนใจรูปภาพ ไม่สร้างภาพ  และไม่ผูกเรื่องราวในสมองเป็นภาพเหมือนพวกที่เรียนรู้ทางสายตา   แต่ชอบฟังเรื่องราวซ้ำ ๆ   และชอบเล่าเรื่องให้คนอื่นฟัง   คุณลักษณะพิเศษของคนกลุ่มนี้ ได้แก่ การมีทักษะในการได้ยิน/ได้ฟังที่เหนือกว่าคนอื่น   ดังนั้นจึงสามารถเล่าเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างละเอียดละออ และรู้จักเลือกใช้คำพูด

ผู้เรียนที่เป็น Auditory learner  จะจดจำความรู้ได้ดีถ้าครูพูดให้ฟัง  หากครูถามให้ตอบ ก็จะสามารถตอบได้ทันที   แต่ถ้าครูมอบหมายให้ไปอ่านตำราล่วงหน้าจะจำไม่ได้จนกว่าจะได้ยินครูอธิบายให้ฟัง เวลาท่องหนังสือก็ต้องอ่านออกเสียงดังๆ    ครูสามารถช่วยเหลือผู้เรียนกลุ่มนี้ได้โดยใช้วิธีสอนแบบอภิปราย  แต่ผู้ที่เรียนทางโสตประสาทก็อาจถูกรบกวนจากเสียงอื่น ๆ จนทำให้เกิดความวอกแวก เสียสมาธิในการฟังได้ง่ายเช่นกัน

ในด้านการคิด มักจะคิดเป็นคำพูด  และชอบพูดว่า  “ฉันได้ยินมาว่า……../ ฉันได้ฟังมาเหมือนกับว่า……”

พวก Auditory learner  จะพบประมาณ 30-35 % ของประชากรทั้งหมด และมักพบในกลุ่มที่เรียนด้านดนตรี  กฎหมายหรือการเมือง  ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพเป็นนักดนตรี  พิธีกรทางวิทยุและโทรทัศน์   นักจัดรายการเพลง (disc jockey)    นักจิตวิทยา  นักการเมือง  เป็นต้น

          3)  ผู้ที่เรียนรู้ทางร่างกายและความรู้สึก (Kinesthetic  learner)  เป็นพวกที่เรียนโดยผ่านการรับรู้ทางความรู้สึก การเคลื่อนไหว และร่างกาย  จึงสามารถจดจำสิ่งที่เรียนรู้ได้ดีหากได้มีการสัมผัสและเกิดความรู้สึกที่ดีต่อสิ่งที่เรียน   เวลานั่งในห้องเรียนจะนั่งแบบอยู่ไม่สุข  นั่งไม่ติดที่  ไม่สนใจบทเรียน  และไม่สามารถทำใจให้จดจ่ออยู่กับบทเรียนเป็นเวลานาน ๆ ได้  คือให้นั่งเพ่งมองกระดานตลอดเวลาแบบพวก  Visual learner ไม่ได้   ครูสามารถสังเกตบุคลิกภาพของเด็กที่เป็น Kinesthetic learner  ได้จากคำพูดที่ว่า  “ฉันรู้สึกว่า……” 

พวกที่เป็น Kinesthetic learner  จะไม่ค่อยมีโอกาสเป็นพวก Visual learner    จึงเป็นกลุ่มที่มีปัญหามากหากครูผู้สอนให้ออกไปยืนเล่าเรื่องต่าง ๆ หน้าชั้นเรียน   หรือให้รายงานความรู้ที่ต้องนำมาจัดเรียบเรียงใหม่อย่างเป็นระบบระเบียบ  เพราะไม่สามารถจะทำได้    ครูที่ยังนิยมใช้วิธีสอนแบบเก่า ๆ อย่างเช่นใช้วิธีบรรยายตลอดชั่วโมง  จะยิ่งทำให้เด็กเหล่านี้มีปัญหามากขึ้น ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าความรู้สึกของเด็กเหล่านี้ได้ถูกนำไปผูกโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะสิ่งที่เป็นปัจจุบันเท่านั้น  ไม่ได้ผูกโยงกับอดีตหรือเหตุการณ์ที่ยังมาไม่ถึงในอนาคต   ครูจึงควรช่วยเหลือพวก Kinesthetic learner ให้เรียนรู้ได้มากขึ้น  โดยการให้แสดงออกหรือให้ปฏิบัติจริง  เช่น ให้เล่นละคร แสดงบทบาทสมมติ สาธิต ทำการทดลอง  หรือให้พูดประกอบการแสดงท่าทาง  เป็นต้น