คนชายขอบกับรักร่วมเพศ
ยุโลกาภิวัตน์ 2010 มนุษย์คงเจอกับปัญหาหลายๆอย่างที่มารุมเร้าทั้งปัญหาของตัวเอง ปัญหาของสังคม ปัญหาของประเทศและปัญหาของโลก ภายใต้กระแสของทุนนิยม การก่อตัวเรื่องของรัฐชาติสมัยใหม่ทำให้คนหลายคนถูกเบียดขับให้เป็น “กลุ่มคนชายขอบ” หรือ “ผู้ด้อยโอกาสในทางเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรม ทรัพยากร และการเมือง” ด้วยความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ ศาสนา วัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ และค่านิยมความคิดของพวกเขา แต่สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่งพวกเขาและเธอถูกผลักไสให้เป็นคนชายขอบซ้ำซ้อนลงไปอีกในแทบทุกสังคมชายขอบ ด้วยตัวตน รสนิยมหรือพฤติกรรมทางเพศที่แตกต่าง บุคคลกลุ่มนี้คือกลุ่มรักเพศเดียวกัน (Homosexual) ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มย่อยๆ ที่มีอัตลักษณ์ทางเพศ หรืออัตลักษณ์ทางเพศสภาพ (sexual or gender identity) แตกต่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชายรักชาย (gay or male homosexual) และกลุ่มหญิงรักหญิง (lesbian or female homosexual) รวมทั้งผู้ที่ไม่ปรารถนาจะเป็นชายแต่ชอบผู้ชาย และผู้ที่ไม่ปรารถนาจะเป็นหญิงแต่ชอบผู้หญิง (transgender,transsexual) หรือแม้แต่ผู้ที่ชอบแต่งตัวสลับเพศ (transvestite)หรือผู้ที่รักได้ทั้งสองเพศ (bisexual) (สุไลพร ชลวิไล, 2544 : 96)
สังคมจัดระเบียบให้มนุษย์มีโครงสร้างทางเพศเป็นสองส่วนคือชายกับหญิงเท่านั้นบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติตรงกับความเป็นชายหญิงในระเบียบโครงสร้างที่มีอยู่ จึงถูกจำแนกใหม่ให้อยู่ในกลุ่มอื่นซึ่งมีลักษณะของความเป็นชายขอบทางเพศปกติที่มีอยู่เพียงสองเพศคนกลุ่มนี้จึงถูกมองว่าเป็นผู้ที่มีลักษณะที่กำกวม ไม่แน่นอน สกปรก ขาดมาตรฐานทางศีลธรรม ปัญหาที่เกิดขึ้นหากพิจารณาสถานะทางเพศ (Sex) และเพศภาวะ (Gender) ด้วยกรอบของโครงสร้างนิยมก็คือ บุคคลที่ไม่จัดอยู่ในกรอบของคุณสมบัติที่ประกอบจากเพศ/เพศภาวะแบบชายหญิงนั้นสามารถถูกจำแนกได้อีกมากมายหลายกลุ่ม ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า เพศ/เพศภาวะนั้นถูกจำแนกได้ด้วยเพียงกรอบความคิดแบบสองเพศเท่านั้นหรือ? กลุ่มวัฒนธรรมที่สะท้อนให้เห็นภาวะทางเพศสภาพที่อยู่นอกเหนือไปจากกรอบของเพศหญิง-ชาย ปรากฏให้เห็นอยู่หลายเขตวัฒนธรรมทั่วโลก (Vern Bullough:1976)งานศึกษาทางวัฒนธรรมได้แสดงข้อมูลที่สำคัญอย่างยิ่ง
จากงานวิจัยของบังอร เทพเทียน (2551) วัฒนธรรมทางเพศและชีวิตครอบครัวของกลุ่มคนรักเพศเดียวกันพบว่า อิทธิพลเรื่องความคิดเรื่อง “ครอบครัว” ส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนรักเพศเดียวกัน นับตั้งแต่การนิยามตนเอง เพราะถูกอบรมเลี้ยงดูในครอบครัวและสังคมของรักต่างเพศ ผนวกกับการประทับตรา และคำอธิบายเชิงลบที่มีคนรักเพศเดียวกัน จึงเกิดความรู้สึกขัดแย้งทางจิตใจเมื่อพบว่าตนแตกต่างจากบุคคลอื่น ทำให้ต้องเก็บซ่อนความรู้สึกของตนเอง ต้องปกปิดพฤติกรรมของตนไม่ให้ผู้อื่นทราบ เมื่อมองในแง่นี้แล้วกระบวนการเรียนรู้ในอัตลักษณ์ของกลุ่มที่รักเพศเดียวกันจึงไม่ใช่เรื่องที่ง่าย เพราะว่าที่บุคคลจะยอมรับตนเองได้ต้องผ่านความสับสน วิตกกังวลอันเกิดจากความขัดแย้งระหว่างความปรารถนาของตนกับสิ่งที่สังคมกำหนดการดำเนินชีวิตคู่ ที่มีความคิดว่าผู้หญิงต้องคู่กับผู้ชาย อันเป็นภาพสะท้อนความคิดในกรอบของครอบครัวเลียนแบบความสัมพันธ์ต่างเพศ ผู้วิจัยเห็นว่าปรากฎการณ์ของคนรักเพศเดียวกันเป็นหนึ่งในประเด็นทางสังคมที่ถูกพิจารณาว่าเป็นปัญหาสังคม อาจสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะดำเนินชีวิตตามที่ตนต้องการมากกว่าจะอยู่ภายใต้กรอบที่สังคมกำหนด และเป็นภาพสะท้อนอีกแง่มุมหนึ่งของวิถีชีวิตที่หลากหลายในสังคม
แนวทางการแก้ไขปัญหาควรเริ่มต้นจากครอบครัวเป็นหลักโดยเริ่มจาก 1.เริ่มต้นที่ความเข้าใจ ทำความเข้าใจก่อนว่า การที่คนทั่วไปในสังคม (รวมทั้งเราด้วย) มีความรู้สึกด้านลบกับคนที่รักเพศเดียวกันเพราะขาดข้อมูลที่ถูกต้อง มีความเชื่อผิด ๆ ว่าการรักเพศเดียวกันเป็นบาป เป็นโรคติดต่อ เป็นความผิดปกติทางจิตใจ ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีผลสรุปออกมาแล้วว่าการรักเพศเดียวกันนั้น เป็นพียงทางเลือกหนึ่งในการดำเนินชีวิตที่ทุก ๆ คนควรได้รับสิทธินี้ ควรขจัดอคติที่ว่าคนรักเพศเดียวกันนั้นเป็นปัญหาสังคม เพราะแท้จริงแล้ว แรงกดดันจากสังคมต่างหากที่สร้างแรงกระทบและก่อปัญหาแก่คนรักเพศเดียวกัน อย่าลืมว่าแม้แต่ในประกาศรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในมาตรา 26 ก็ระบุเอาไว้ว่า "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง" 2. เลิกตั้งมาตรฐานกับลูก เลิกคิด เลิกเข้าใจผิดว่า คนรักเพศเดียวกันนั้นคือ พฤติกรรมการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมเสมอไป การที่ลูกของเรามีบุคลิกภาพที่แตกต่างจากเพศเดียวกันคนอื่น ๆ เช่น ไว้ผมทรงเดียวกับผู้ชาย ชอบนุ่งกางเกง ดูเข้มแข็งกว่าผู้หญิงทั่วไป ฯลฯ ไม่ได้หมายความว่า ลูกของเราเป็นคนประหลาด ผิดปกติ นั่นเป็นเพียง รสนิยมและความชอบบางอย่างของเขาเท่านั้น นอกจากนั้น คนที่รักเพศเดียวกันจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ผู้หญิงรักผู้หญิง ผู้ชายรักผู้ชาย อาจไม่ได้มีบุคลิกภาพนอกแสดงถึงความเป็น ทอม-ดี้-ตุ๊ด-แต๋ว อย่างที่สังคมเรียกขานตลอดเวลา 3. อย่าดูถูกว่าการรักเพศเดียวกันเป็นแต่เรื่องบนเตียง เซ็กส์ หรือกามารมณ์ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตก็จริง แต่ไม่ว่า จะรักเพศเดียวกันหรือรักต่างเพศ กามารมณ์ก็ไม่ใช่ "เรื่องเดียว" ในชีวิต ลูกของเราก็เหมือนคนทั่วไป ต้องเรียนหนังสือ ทำงาน ประกอบอาชีพ ทำงานอดิเรก ฯลฯ ไม่ควรมองว่าคนรักเพศเดียวกันคือคนที่ถือเรื่องเพศเป็นใหญ่ อย่าลงความเห็นว่าการที่ลูกมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันเป็นเรื่อง "ผิดหรือบาป" เพศสัมพันธ์ในวัยและโอกาสที่เหมาะสมเป็นเรื่องธรรมชาติ
4. หลีกเลี่ยงการกล่าวโทษตัวเอง อย่าคิด หรือลงโทษตัวเองว่า การที่ลูกรักเพศเดียวกันนั้นเป็นความผิดของเรา ทุกครอบครัวสามารถมีลูกที่รักเพศเดียวกันได้เสมอ การรักเพศเดียวกันก็เหมือนกับการรักต่างเพศ สามารถเกิดขึ้นกับใคร ที่ไหนก็ได้ มีรายงานมากมาย กล่าวถึงคนรักเพศเดียวกันที่มาจากครอบครัวที่อบอุ่น มีคนรักเพศเดียวกันอยู่ทั่วทุกมุมโลก และไม่มีงานวิจัยใดบ่งบอกสาเหตุแน่ชัดว่า คนรักเพศเดียวกันเพราะอะไร สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การพยายามหาสาเหตุของการรักเพศเดียวกัน แต่อยู่ที่ว่า เราควรรักลูก เข้าใจลูก และปฏิบัติอย่างไรต่อลูกของเรา
ครอบครัวควรเป็นรากฐานที่สำคัญในการดูแลและกล่อมเกลาให้สมาชิกในสังคมสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้และเป็นคนดี เพียงแค่นี้คงดีพอแล้วสำหรับการพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโลกใบนี้ www.kapook.com
หยาดพิรุณ นาชัยสินธุ์
อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์