“ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเราล้วนมีคุณค่า และเกื้อหนุน ช่วยค้ำจุนเราให้อยู่ในสังคมได้อย่างดี...”

       เมื่อบ่ายๆวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมา   ผู้เขียนได้จัดให้มีเวทีเรื่องเล่าเร้าพลัง ครั้งที่ 4  โดยในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก พี่จตุรพร  วรรณจักร  หรือพี่ต้อย ..ป้าต้อย ของน้องๆ หลานๆชาวศูนย์อนามัยที่ 10  เชียงใหม่มาเป็นคนเล่าเรื่อง    เพราะผู้เขียนเห็นว่าท่านเป็นผู้หนึ่งที่มากไปด้วยความสามารถ  และสมควรอย่างยิ่งที่พวกเรา ควรเชิญ ท่านมาเล่าประสบการณ์การทำงานที่สั่งสมมานาน   เป็นความรู้แฝงที่ฝังอยู่ในตัวของป้าต้อย   ซึ่งเราไม่สามารถไปหาอ่านจากตำราไหนได้

ป้าต้อย  (คุณจตุรพร  วรรณจักร)

        กับคำพูดที่ป้าต้อยมักพูดติดปากบ่อยๆว่า   “ จะหื้อป้า..ยะหยังก็ได้โหม๊ด...   ”   วันนี้ป้าต้อยจะมาเล่าให้ฟังว่า  “แล้วป้าเปิ้นยะจะได..”   ลองตามอ่านดูนะคะ  วันนี้ป้าต้อยชวนพูด ชวนฟัง 3 เรื่อง  คือ

     เรื่องที่ 1  เรื่องชีวิตการทำงานของป้าต้อยตั้งแต่อดีตกว่าจะมาเป็น    นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษในปัจจุบัน  มีอยู่ตอนหนึ่งที่ป้าต้อยพูดน่าสนใจมาก  ดังสไลด์ข้างล่าง

       เป็นแนวคิดที่ป้าต้อยยึดถือมาตลอดในการทำงาน  เมื่อมีปัญหา อุปสรรค ในการทำงาน   เคยเปิดคำถามให้ตัวเอง  “ การบริหารงานโดยผู้อื่นและทำให้เราผิดหวัง  เราสามารถจะไปแสวงหาที่ใดได้  เพื่อเรียนรู้เอามาพัฒนา...”   แล้วก็ไปหาคำตอบให้ตัวเองด้วยการไปเรียนต่อปริญญาโทที่นิด้า  ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ ( ปี 2538 )  และก็ได้คำตอบว่า  การบริหารงานของภาครัฐ   เราไม่สามารถทำตามทฤษฏีได้ทุกอย่าง  แต่ยังมีสิ่งอื่นมากมายที่เราต้องรู้จักเอามาปรับแก้เพื่อให้เหมาะกับงานและเวลา  จากการได้ไปเรียน ทำให้ป้าต้อยได้สะท้อนว่า  เวลาทำงานต้องตั้งใจ  มุ่งมั่นแล้วงานที่เราทำจึงจะสำเร็จ และคนทำก็มีความสุขด้วย                                                                                 

กำลังฟังและบันทึกป้าต้อยเล่าเรื่อง อย่างตั้งใจ

เรื่องที่ 2  แนวคิดในการทำงานของป้าต้อย

       “ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเราล้วนมีคุณค่า  และเกื้อหนุน  ช่วยค้ำจุนเราให้อยู่ในสังคมได้อย่างดี...”    นี่เป็นหลักคิดของป้าต้อย   ป้าบอกว่าในชีวิตคนเรานั้นมักต้องพบกับอุปสรรคเสมอ  เราจึงต้องไม่ประมาท  และเลือกจะเรียนรู้จากมัน   เพื่อให้เราเข็มแข็ง  โดยพึ่งพิงและอาศัยความเอื้ออาทรของบุคคลรอบตัว

เรื่องที่ 3   วิธีการทำงานของป้าต้อย

          เพราะป้าคิดว่าทุกคนรอบตัว  ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน หรือคนในครอบครัว  ล้วนมีคุณค่าต่อป้าต้อย  จึงทำงานยากๆสำเร็จและเข้ากับผู้อื่นง่าย   และมักได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการฯให้ทำงานที่ยากๆเสมอ  ซึ่งป้าก็จะมีวิธีการ  โดยเอางานนั้นมาวิเคราะห์ก่อนว่า  สุดท้ายเราจะได้อะไรจากการทำงาน  เมื่อได้ความคิดรวบยอดแล้ว  ก็จะเข้าไปถามผู้บริหารว่าคิดอย่างไร  ซึ่งก็จะได้คำตอบว่า  “ คิดอี้จ๊ะต้อย....” ( คิดอย่างนี้จ๊ะต้อย...)  นั่นหมายถึงผู้บริหารทุกคนล้วนมีคำตอบในใจแล้วเสมอ  การที่ป้าต้อยเอาแนวคิดไปเสนอ  เพื่อยืนยัน  เราคิดได้ประเด็นตรงกัน  ซึ่งจะมีผลให้ทำงานง่ายขึ้น

       โดยสรุปป้าต้อยให้หลัก 3 ม. ในการทำงาน  คือ

  • มุ่งมั่น  ทำงานเต็มความสามารถ  เพื่อลบคำสบประมาทที่คนมักพูดว่า  คนกรมอนามัยทำงาน 10 % ของศักยภาพที่มี   ถ้าปรับเป็นทำงานเพิ่มขึ้นเพียง30-40  % องค์กรจะพัฒนากว่านี้มาก

  • มั่นใจอย่างมืออาชีพ  สืบเนื่องมาจากข้อแรกเมื่อเรามุ่งมั่นแล้ว  ก็จะเกิดความมั่นใจตามมา   และต้องทำอย่างมืออาชีพ  โดยทำความเข้าใจกับงานนั้นๆก่อนเสมอ

  • มีทิศทาง  มีแนวทางในการทำงานที่ชัดเจน  มีความคิดรวบยอดของงานที่ทำ  แล้วทำงานโดยมุ่งไปที่เป้าหมายนั้นๆ

 ***********

    เท่านั้นยังไม่พอป้าต้อยบอกว่ายังต้องมี  3 น้ำที่ป้ายึดถืออีกคือ

    น้ำคำ  เราสามารถคิดอะไรกับใครได้ร้อยแปด  แต่เวลาจะพูดออกมาต้องระวัง  Killing word  เพราะคำพูดมักเป็นนายเราเสมอ  จะพูดอะไรต้องไตร่ตรอง โดยเฉพาะในผู้บริหาร

    น้ำใจ   ในสังคมปัจจุบันคนเรามักขาดน้ำใจกัน  สายใยรักเส้นบ๊าง...บาง  เราต้องมีความเอื้ออาทรต่อกับบุคคลรอบตัว

    น้ำมือ   ต้องทำงานอย่างมืออาชีพ  เพราะพร้อมเสมอที่จะแสดงออกด้านการทำงานให้เต็มศักยภาพ

            และอีก 5 อ. ที่ป้าต้อยฝากให้คืด  คือ

  • Ø อดทน  และอดกลั้น  ในงานที่รับผิดชอบ

  • Ø อารมณ์ขัน  ต้องมีอย่างเสมอ

  • Ø อธิบาย  ข้อนี้ป้าต้อยบอกว่าสำคัญ  โดยเฉพาะคนที่อยู่ในฐานะผู้นำ   ต้องให้โอกาส  ต้องสอนงาน ให้น้องๆในที่ทำงานให้เข้าใจและทำงานเป็น 

  • Ø เอื้ออาทร  เก็บเกี่ยวบรรยากาศ หรือสิ่งดีๆที่มีให้กันไว้มากๆ

  • Ø อภัย  ป้าบอกว่า ป้าสามารถยกมือไหว้  ขอโทษทุกคนได้เสมอ  ถ้าตัวเองทำผิด

 

สิ่งที่ป้าต้อยฝากไว้…

v ทุกคนสามารถเป็นผู้นำได้เพียงแต่รู้จัก “หาญแก้  และแพ้เป็น”

v เรื่องค่านิยมองค์กร    ต้องอยู่ในใจของทุกคน  ไม่ใช่เพียงแต่ท่องจำ ทุกคนต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน

v การค้นหาบุคคลต้นแบบในองค์กร  โดยชื่นชม  เสริมแรง 

       

       ผู้เขียนรู้สึกดีที่ตัวเองได้สานต่อความคิดที่ป้าต้อยฝากไว้เพราะในเวทีเรื่องเล่าวันนี้ และครั้งต่อๆไป  ผู้เขียนจะชมเชย  และเสริมแรงโดยให้รางวัลกับผู้ที่เข้าร่วมวงฟังการเล่าเรื่อง  และสามารถบันทึกจับประเด็นเรื่องเล่าได้ดี 

คุณลิขิตกำลังทำหน้าที่กันอย่างขยันขันแข็งค่ะ

       วันนี้ผู้เขียนดีใจที่ได้ฟังป้าต้อยเล่าประสบการณ์การทำงานที่สั่งสมมานาน  แต่อีกความรู้สึกก็ใจหาย  ที่องค์กรต้องขาดบุคคลที่มีความสามารถมากๆๆๆ  โดยเฉพาะงานยุทธศาสตร์ลดปัจจัยเสี่ยงวัยรุ่น  วัยเรียน  เพราะในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ป้าต้อยจะเกษียณแล้ว  และหวังว่าเรื่องเล่าในวันนี้  คงมีหลายๆคนในที่ได้ฟังได้อ่านหยิบเอาไปประยุกต์ใช้กับงานตัวเอง  โดยเฉพาะผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำ

ขอบคุณค่ะ