ผมเคยถามตัวเองหลายครั้ง ว่าเท่าที่มีชีวิตอยู่เป็นตัวตนอยู่เวลานี้ มันใช่ตัวตนที่แท้จริงของเราหรือไม่ ?
***
บางสถานะการณ์บอกว่า "ใช่" แต่ในอีกสถานะการณ์เริ่มค้านว่า "ไม่ใช่"
คิดบ่อยครั้งเข้าก็เริ่มที่จะสับสน ออกอาการตุปัดตุเป๋ ด้วยความไม่มั่นใจ
ผมคิดเรื่องนี้มากว่าสิบปี โดยเริ่มจากการตีโจทย์ว่า "ตัวตนที่แท้จริงคืออะไร " มีเงินทอง ชีวิตหรูหรา บ้านหลังใหญ่ ตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โต มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ยิ่งทบทวนไปเรื่อย ๆ แล้วในที่สุดก็สรุปว่า ไม่ใช่แน่นอน
และในที่สุด ผมก็ผันชีวิตตัวเองจากงานที่ทำอยู่สิบกว่าปี ไปใช้ชีวิตที่ทำงานเพื่อคนอื่น ผมจึงได้รู้ว่า การเสาะหาตัวตนที่แท้จริงของคนต้องเริ่มต้นจากการช่วยเหลือและแบ่งปัน แล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะมาเอง ไม่ว่าจะเป็นเกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทอง ฯลฯ ดังนั้น ในความหมายที่แท้จริงของการค้นหาตัวเองจึงมีมิติที่จะวัดว่า เราค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเราพบหรือยัง? ก็คือ เมื่อเราทำงานอะไรแล้วเกิดความภาคภูมิใจ มีความอิ่มเอมใจ มีความสุฃอยู่กับงานนั้น ได้เห็นรอยยิ้มของคนอื่น และสุดท้ายได้มีโอกาสเห็นคนอื่น พยายามนำเอาหลักการที่สร้างความสุขไปพัฒนาและเผยแพร่อย่างไม่รู้จบ
สำหรับมุมมองของคนอื่น อาจจะมอง การค้นหาตัวเองด้วยวิธีการที่แตกต่างไปจากนี้ แต่เชื่อว่าสุดท้ายแล้วย่อมไม่หนีการช่วยและแบ่งปัน
สำหรับบางคน อยากจะถามว่า " เรามาเริ่มต้นค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเรากันดีใหม ?"
ฃอบพระคุณครับที่เข้ามาให้กำลังใจ เรื่องที่ผมพยายามอธิบายคือเรื่องจริงที่ผมประสบด้วยตัวเอง อย่าลืมนะครับถ้ามีโอกาสก็กรุณาช่วยเหลือและแบ่งปันผู้ที่ด้อยกว่าเรา ถ้าทุกคนในสังคมไทยคิดแนวนี้ สังคมไทยก็ยังมีความหวังครับ
สังคมที่ก้าวไปข้างหน้า เคยมองย้อนหลังว่า เราก้าวพัฒนาด้านอื่นๆตามไปด้วยหรือยัง การทำประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นตามสมควรแก่อัตตภาพ สมควรอย่างยิ่งครับ
จริงอย่างที่คุณทางสายใหม่ว่าไว้นะครับ การทำประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นตามสมควรแก่อัตตภาพ เป็นเรื่องที่จะเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นในสังคมปัจจุบัน การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นับวันจะจางหายไปนะครับ ขอบพระคุณที่เข้ามาให้กำลังใจกัน ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ
ของตัวเอง..สำหรับเรื่องชีวิตการงานก็คิดว่าทำงานมากว่า11 ปี..อีกกว่าห้าสิบปี..ถ้าเรามีทุกอย่างแล้วสำหรับงานสายนี้..เราจะมีความสุขกับมันมั๊ย..ปรากฏได้คำตอบว่าไม่ใช่...หลังจากนั้นก็คิดว่ามีอะไรที่น่าจะใช่สำหรับเรา..พบแล้วก็รีบคว้าเลย..และไม่เสียดายกับชีวิตราชการที่ลาออกมา..เพราะเราใช้เวลาใคร่ครวญกับมันมาอย่างเพียงพอค่ะ..
ขอบคุณค่ะ..
ไม่ว่าคนเราจะอยู่ที่ใหน ทำงานอะไร มีความสุขหรือความทุกข์ ชีวิตก็คือชีวิตอนิจา เกิดแก่เจ็บตาย (อย่างที่แอ๊ด คาราบาว เขาร้อง) ไม่ว่าจะอยู่สถานะอะไร ชีวิตก็คือการเรียนรู้ แล้วมันผิดนักหรือ ที่ครูคิมจะเปลี่ยนสถานที่ยืนใหม่ เพื่อมองเข้าไปและเรียนรู้อย่างเดิม สู้ต่อไปหลักชัยอยู่ใกล้นิดเดียว
ชีวิตเป็นของเรา และเราเป็นผู้บงการชีวิต จะมีประโยชน์อะไร ถ้าชีวิตในวันนี้ พรุ่งนี้ และทุก ๆ วัน มันเหมือนเดิม จนกลายว่าชีวิตของเราเป็นเหมือนเครื่องจักร ซึ่งเป็นชีวิตเดียวแต่โรเนียวหลายครั้ง สู้ออกไปเผชิญในสิ่งที่เราคาดเดาคำตอบไม่ได้จะดีกว่า ขอบพระคุณครับที่กรุณาแบ่งปัน