เราไม่เพียงมีชีวิตอยู่ในโลกและเรือนร่าง ..แต่ชีวิตเราจะถูกจดจำและเล่าขานผ่าน..เรื่องเล่า..นั่นเอง

          การทำงานในโรงพยาบาล เราเจอกับความทุกข์ ความเจ็บป่วยของคนไข้กันตลอดเวลา หลายครั้งเรารู้สึกเฉย ๆ เพราะเรามีความรู้เรื่องโรคและพยาธิสภาพ ทำให้บางทีเกิดการละเลยต่อความรู้สึกของคนไข้และรู้จักคนไข้แค่เพียงผิวเผิน

                หรือกระทั่งงานที่เราทำในปัจจุบัน กลับกลายเป็นภาระกองโต ที่ต้องใช้เวลาอยู่กับสิ่งเหล่านั้น มากกว่าการไปรับฟัง พูดคุยกับคนไข้ จนเกิดความรู้สึกถึงความเหินห่างจากการรับรู้เรื่องราวชีวิต ที่มาที่ไปของคนไข้ เป็นอีกหนึ่งช่องว่างของการเข้าถึงมิติด้านจิตใจ มิติของความเป็นมนุษย์

          เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพ พัฒนาองค์กร หล่อเลี้ยงให้องค์กรมีพลัง  จึงนำการใช้เรื่องเล่ามาใช้ในโรงพยาบาล  เพราะเรื่องเล่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่มนุษย์ใช้เรียนรู้ ความรู้สึกนึกคิด ที่เป็นความประณีตละเอียดอ่อน นอกจากนั้นเรื่องเล่ายังมีตรรกะเชิงวัฒนธรรม คุณค่า ความดี ความงาม ซ่อนอยู่ด้วยเสมอ การเรียนรู้จากเรื่องเล่าจึงเป็นการเรียนรู้ที่มีศักยภาพขององค์กร

            เมื่อเราจะเล่าเรื่องหรือเขียนเรื่องสักเรื่องเหมือนกับเป็นการหยุดและย้อนเวลากลับไปยังเรื่องราวเหล่านั้น ทำให้เราสามารถที่จะไปพินิจพิเคราะห์ทุกรายละเอียดได้อย่างช้า ๆ จนเกิดการปรับเปลี่ยนวิธีคิดปรับพฤติกรรมได้ด้วยตนเอง และสามารถแก้ไขปัญหาเชิงพฤติกรรมที่แก้ยากได้ รวมทั้งเรื่องเล่าหลายเรื่องสามารถนำมาเป็นแบบอย่างที่ดี เจ้าหน้าที่เกิดการครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งในงานที่ทำ มีความประณีต รับฟังและเข้าใจคนไข้มากขึ้น ส่งผลถึงการเกิดการบริการด้วยหัวใจ ใส่ใจในความเป็นมนุษย์

            ความประณีตที่เกิดขึ้นการจากคลุกคลีกับเรื่องเล่า ฝึกให้เรามีอณูคิด ตรึกตรอง ที่ลึกซึ้ง ละเอียดอ่อนมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน เพราะความธรรมดาที่เป็นธรรมชาติของเรื่องเล่า สามารถลบช่องว่าง ขจัดความเข้าใจยากของการแพทย์ในมุมมองของคนไข้ได้ เกิดความไวในการรับสัมผัสความรู้สึกนึกคิดและจิตใจของคนไข้

            เราไม่เพียงมีชีวิตอยู่ในโลก เราไม่เพียงมีชีวิตอยู่ในเรือนร่าง แต่เรามีชีวิตอยู่ในเรื่องเล่า ให้ทุกชีวิตที่ได้นำถ่ายทอดผ่านเรื่องเล่าทางการแพทย์ เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ถูกจดจำและเล่าขาน ว่าเรื่องเล่าได้เปลี่ยนโลกเป็นโลกแห่งความสุขและยั่งยืนของระบบบริการสุขภาพนั่นเอง.....